ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร : เขาทำโทษจริง ไม่มีแบบ ไอ้นี่ลูกคนรวย ไอ้นี่ไม่มีอะ บราเดอร์ตีหมด

Author :
เรื่องโดย: ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์ & สิทธิกานต์ ธีระวัฒนชัย
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561
สถานที่ : อาคารวรภักดิพิบูลย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
product

          “...บราเดอร์ก็ดี มาเซอร์ก็ดีเนี่ย เขาทำโทษพวกเราอย่างไม่เลือกปฏิบัติ เขาทำโทษจริง ไม่มีแบบ ไอ้นี่ลูกคนรวย ไอ้นี่ไม่มีอะ บราเดอร์ตีหมด เพราะฉะนั้นเนี่ย มันทำให้มีความรู้สึกว่า เราเสมอภาค เรามีความซวยอะไรบางอย่างร่วมกันเนี่ย มันก็เกิด unity ซึ่งบางทีเด็กดี เด็กไม่ดี… โดนตีไปเลอะเทอะไปหมด โดนตีแบบไม่แยกเลยอะ ครูก็ตีเหมาไปเรื่อย...


 

          ชายสวนแว่น ผมยาว ตัวสูง ในชุดดำ อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าฉายา “โสกราตีส คนสุดท้าย” แห่งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ  ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร เขาเข้ามาเรียนที่อัสสัมตอน ป.5 เป็นนักเรียนที่ถือว่าเรียนดีคนหนึ่ง ด้วยทางบ้านเดิม เป็นครอบครัวแพทย์ แต่สุดท้ายเขากลับไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ โดยได้รับแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากการทำค่ายอาสาพัฒนาของโรงเรียนอัสสัมชัญ ในเวลาต่อมา เขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในอาจารย์รัฐศาสตร์สายปรัชญาตะวันตกที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของไทย

 

          าจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิชาการ และหัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความเชี่ยวชาญด้านทฤษฎีและปรัชญาทางการเมือง จนนิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ยกให้เป็น “โสกราตีสคนสุดท้าย”

          เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญตอน ป.5 และจบ มศ.5 ในรุ่นเอิร์ธเควก (รุ่น 91) หลังจากนั้นก็เข้าศึกษาต่อยังคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจึงเข้าศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน และปริญญาเอกที่ LSE จากนั้นจึงกลับมารับราชการเป็นอาจารย์จนถึงปัจจุบัน

          “ถ้านับรุ่นแล้วเนี่ยก็เป็นอัสสัมรุ่น 91 และก็มีชื่อประจำรุ่นว่า “รุ่นเอิร์ธเควก” หรือ “รุ่นแผ่นดินไหว” เพราะตอนนั้นเนี่ยเราอยู่ซัก มศ.5 แล้วก็เกิดแผ่นดินไหว ตอนนั้นก็มีตึกใหม่สร้างขึ้นมาแล้วแทนตึกเก่า ถ้าไปดูภาพเก่าๆ ในหอประวัติเนี่ย จะรู้ว่าตึกเก่าเนี่ยมันคลาสสิกยังไงอ่ะนะ แต่มันเก่ามากจริงๆ ก็มีการรื้อตึกเก่าเพื่อสร้างตึก ฟ.ฮีแลร์ ซึ่งก็เป็นตึกสูงเป็นตึกแรกเพราะว่า ตึกกอลมเบต์มีแค่ 3 ชั้นเอง ตึก ฟ.ฮีแลร์ ก็เยอะชั้นขึ้น มีลิฟต์ พอเกิดแผ่นดินไหว ก็มีความรู้สึก รับรู้กัน เลยตั้งชื่อรุ่นว่า “รุ่นเอิร์ธเควก”

 

  1. สมัยเรียนอาจารย์ประทับใจอะไรมากที่สุดครับ ?

          เอาแค่เข้ามาโรงเรียน ก็รู้สึกแย่เต็มที่แล้ว ตอนแรกที่เข้ามาตอน ป.5 แล้วก็แบบเจอเพื่อนๆ ที่นี่ ทำไมมันพูดจาบัดซบมากเลย พูดจาหยาบคาย โรงเรียนเก่าผม ก่อนเข้ามาอัสสัมชัญเนี่ย ผมพูดจาเรียบร้อยมากเลยนะ แต่ทีนี้พอเข้ามาที่นี่ ทำไมมันพูดจาหยาบคายได้แบบ...ไม่รู้ว่าเพราะครอบครัวมัน หรือว่าโรงเรียน เพราะเป็นโรงเรียนชายล้วน เลยให้ออกมาพูดจาแย่อ่ะนะ เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ผมต้องทำเนี่ย คือปรับตัว ผมเลยสามารถพูดคำหยาบคายได้รวดเร็ว ถ้าแบบไม่รวดเร็ว ก็อยู่กับเค้าไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นคนพูดจาถ่อย หยาบช้าไป ภายในแค่ไม่กี่ชั่วโมง ที่เข้าอัสสัมไป แล้วปรากฎว่าทำไมมีความรู้สึกว่า เอ๊ะ ครูเนี่ย มาสเซอร์เนี่ย คือ ผมเคยได้ยินกิตติศักดิ์ก่อนเข้าแล้วว่า เค้าจะตีนักเรียน

 

          มาสเตอร์ ทุกคนก็ดูน่าเกรงขามนะ แต่ก็เข้าใจได้ เพราะว่ามันเป็นนักเรียนชายล้วน โรงเรียนเก่าที่ผมมา เป็นโรงเรียนสหศึกษา ไอเราก็ตื่นเต้นมากเลยนะ เขาก็บอกว่าอย่าเข้าสาย แล้วก็จำได้ว่ามีมาสเตอร์คนนึงคอยดูนักเรียนมาสาย เห็นหน้าแล้วก็ไม่อยากเข้าเรียนแล้ว มาสเตอร์ ไม่รู้เป็นลูกครึ่งฝรั่งหรือเปล่านะ ชื่อมาสเตอร์ยากอป นามสกุลโคกี้ แล้วก็ชื่อไทยเนี่ย ก็มีคนตั้งให้ว่า โกศิลป์ แนวไทย แกผอมๆ แห้งๆ แล้วหน้าตาแกเหมือนแบบ ไม่ใช่แวมไพร์ตัวพ่อนะครับ แต่แกเป็นสมุนแวมไพร์น่ะครับ ดูโหดร้ายมาก ดูน่ากลัว อันนี้เป็นความประทับใจอันแรก แต่ความรู้สึกที่มีระเบียบวินัย มีการเคร่งครัด พร้อมๆ กับความหยาบคายของเด็กนักเรียนภายในเวลาเดียวกัน อันนี้คือช่วงแรกที่เข้ามาเลยนะ ช่วงต่อมาคือว่า หู..การบ้านมันจะให้อะไรกันมากมาย ให้มหาศาลเลย ไม่คิดเหรอว่ามันจะทำให้เสร็จให้ทันตามนั้น แต่มันก็มีเพื่อนที่ทำตามนั้นได้จริงๆนะ แปลกมากเลย เราทำเท่าไหร่ก็ไม่เสร็จ ประทับใจในการเขียนตัวปากกาคอแร้ง รู้ยังใช้กันอยู่เปล่านะ เป็นปากกาปากเหล็กนะ จิ้มหมึกเข้าไป เขียนภาษาไทยก็ต้องใช้หัวนึง ภาษาอังกฤษก็ต้องใช้อีกหัวนึง เขียนการบ้านเนี่ยนะ ไม่ว่าจะเป็นวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรืออะไรต่างๆ เนี่ย ต้องเขียนด้วยหมึกที่จุ่มเนี่ยนะ แล้วก็ต้องคอยเอากระดาษซับๆ มันก็เสียเวลา ช้านะ และการบ้านมันก็เยอะด้วย คือมันทำให้เรา ใจหนึ่งอยากรีบทำให้เสร็จ เขียนเร็วๆ แต่โดยธรรมชาติของปากกาเนี่ย มันทำให้เราทำไม่ได้ มันเป็นความย้อนแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับโรงเรียนที่ใช้อุปกรณ์ตรงนี้ และให้การบ้านเยอะ เหมือนกับว่า เราจะใจเร็วก็ไม่ได้ แต่เค้าก็บีบบังคับให้เรา เราก็รู้สึกว่าพยายาม อยากทำให้เร็วที่สุด แต่เครื่องมือมันทำให้เราช้า มันดึงเราไว้อ่ะ เป็นเทคนิค ไม่รู้

          บราเดอร์คิดอย่างนี้รึเปล่านะ ที่ทำแบบนี้ สุดยอดเลย มันทำให้เรา ชินกับงานหนัก แต่เราต้องเป็นคนละเอียดด้วยนะ ดังนั้นเนี่ยปกติ ผมว่าผมเป็นคนหยาบแล้วนะ แต่พอมาเจอคนรอบๆตัวเราที่ไม่ใช่อัสสัม เค้าจะถามว่า ทำไมอาจารย์จุกจิกมาก ผมก็คิดว่าจุกจิก การที่เราอยากทำอะไรเร็ว แต่เราต้องระมัดระวัง เราต้องคอยซับ คอยดู คอยอะไรต่างๆ ด้วย หลายๆ เรื่อง อันนี้ก็คือความประทับใจของการเรียน เพราะมันต้องใช้การบ้านเยอะ และก็ใช้ปากกาคอแร้งจิ้ม อันนี้ก็อันนึง

 

  1. หากพูดถึงเรื่องคาแรคเตอร์ของเด็กอัสสัมชัญ อาจารย์จะนึกถึงเรื่องไหนครับ ?

          คาแรคเตอร์เนี่ย เรื่องแรกเลยนะครับ คือเครื่องแต่งกายจะเป็นสิ่งที่คนมองเห็นได้จากภายนอกได้มากที่สุด และทรงผมด้วย เพราะฉะนั้นเนี่ยสมัยก่อนเราบังคับให้ใช้กางเกง เขาเรียกผ้าเสิร์ทลายสอง เขาบอกห้ามผ้าเคอิ้น ผ้าเคอิ้นมันจะบางๆ และสีมันจะแป้ดๆ สีน้ำเงินแป้ดๆ แต่ถ้าเป็นผ้าเสิร์ทลายสองเนี่ย น้ำเงินมันจะมืดๆหน่อย แล้วผ้ามันจะหนามาก เพราะฉะนั้น ไอผ้าแบบนี้ ที่โรงเรียนบังคับให้ใส่ ให้ใช้ มันจึงเป็นเอกลักษณ์ของเด็กอัสสัม เซนต์คาเบรียลในสมัยก่อนเนี่ย ก็ยังไม่ได้บังคับให้ใช้ผ้าแบบนี้เลยนะ อัสสัมกลับบังคับให้ใช้ผ้าแบบนี้ เสื้อ โอเค เสื้อ ใช้ผ้าอะไรก็ได้ เขาไม่ได้ว่าอะไร หัวเข็มขัดเนี่ยต้องขัดเงาทุกวัน ขัดด้วยบรัสโซ รองเท้าห้ามใส่รองเท้าผ้าใบมาเรียน ใช้รองเท้าหนัง แต่อาจจะไม่เหมือนปัจจุบันที่โรงเรียนขายด้วยอ่ะนะ แต่เดี๋ยวนี้ที่อัสสัมขายด้วยใช่มะ เพราะฉะนั้นตอนนี้ เท่าที่เราเห็นเอกลักษณ์ของเด็กรุ่นใหม่ของอัสสัมเนี่ย ตอนนี้ผมก็มองออกแล้วอ่ะนะ ว่ารองเท้าเหมือนกันหมดเลย แต่รองเท้าสมัยก่อนของเรา เป็นรองเท้าหนังแต่ทรงเนี่ยจะไม่เหมือนกันนะครับ อีกอย่างหนึ่งคือทรงผม มันชัดเจนอยู่แล้ว ว่าทรงผมมันต้องสั้น สั้นมากนะครับ แล้วเราก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นลักษณะเด่น ก็คือเราจะเห็นเด็กอัสสัม นอกจากภายนอกพวกเครื่องแบบแล้วนะ เราจะเห็นต่อไปคือรูปร่างหน้าตาของเด็กอัสสัม ปกติบางโรงเรียนเนี่ย เขาว่าเราตี๋ๆ อย่างเดียวเนี่ยมันไม่จริง เราจะเห็นแขก ซิกข์ โพกหัวจุก เดินกับไอพวกตี๋นี้ก็มี เราจะคนที่หน้าเป็นแขกมุสลิม อิสลาม เดินกับตี๋ก็มี แต่ตี๋นี่เป็นตัวประกอบหลัก คือจะมีตี๋เดินตลอดเวลา ไอหน้าไทยๆ แบบลูกทหารเนี่ยมีน้อย ต้องนู่นไปเซนต์คาเบรียล เพราะมันใกล้สำนักงานทหารแถวนั้น เพราะฉะนั้นเนี่ยลักษณะเด่นเลยนะ ก็คือเครื่องแต่งกาย รูปร่างหน้าตาของเรา และก็ทรงผม ที่เด่นแบบเห็นด้วยตาเปล่านะ ยังไม่ดูผรุสวาท วาจาอะไร ก็อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่ในสมองคิด ก็อีกเรื่องหนึ่ง

 

  1. อาจารย์อยากจะฝากอะไรถึงรุ่นน้องบ้างไหมครับ ?

          ในการที่เราเป็นโรงเรียนที่เก่าแก่เนี่ย มันมีต้นทุนที่ดีกว่าโรงเรียนอื่นเยอะเลยนะ…คือการมีความยาวนาน มันก็จะทำให้เห็นสิ่ง 2 สิ่ง ก็คือความต่อเนื่องและการเปลี่ยนแปลง คือสังคมใดที่มีการเปลี่ยนแปลงแล้วยังมีความต่อเนื่อง ผมว่าสังคมนั้นเป็นสังคมที่มีความมั่นคง เพราะว่าอย่างในฝรั่งเศสเนี่ย การเปลี่ยนแปลงเมื่อปี 1789 เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบหักโค่น หักดิบ ถอนราก อย่างกรณีอเมริกา ก็คือการทิ้งยุโรป แล้วมาสร้างสิ่งใหม่ในอเมริกา แต่ว่าอเมริกาก็ยังดี คือเอามรดกบางอย่างของยุโรปที่เขาพอชอบมาด้วย แต่โรงเรียนและสังคมเนี่ยมันจะเป็นสิ่งที่ล้อกันไปเรื่อยๆ สังคมจะมั่นคงได้ต้องสืบทอดของเก่า และสามารถดัดแปลงให้ใหม่ได้ในเวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้น โรงเรียนเรา…คุณเป็นคนปัจจุบัน คุณก็จะต้องพยายามใช้ประโยชน์จากอดีตให้มาก คนที่อยู่ในปัจจุบัน คือปลายเวลาขณะนี้ คือพวกคุณอะ ไม่ใช่ผม คุณเป็นคนปัจจุบันของอัสสัมที่จะได้ประโยชน์จากอดีต แต่คุณจะต้องมีนวัตกรรมในการแปลงอดีตให้มันเป็นต้นทุนสำคัญในการสร้างสิ่งใหม่ๆ อย่าไปเชื่อเลยที่บอกว่า สร้างสิ่งใหม่โดยไม่มีของเก่า ผมไม่ค่อยเชื่อ แต่จริงๆ มันก็มีปรัชญาวิทยาศาสตร์หลายสำนัก ที่บอกว่าทำได้นะ…เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากตรงนี้ว่า ปีนี้โรงเรียนเราก็ปาเข้าไป 133 ปีแล้ว ก็เยอะมากทีเดียว มันมีคลัง มันมีต้นทุน มันมีรากฐาน รากแก้วที่เจาะลึกเข้าไปในสังคม แต่มันเป็นรากที่นามธรรมอะ คุณต้องพยายามจับให้เห็น…เราไม่ได้พูดถึงเรื่องตึก เราไม่ได้พูดถึงวัตถุ การเอาวัตถุโบราณในอัสสัมมาดู คือให้เอามาดู…เหมือนกับดูหนังอะ คุณเอานาฬิกาเก่าๆ มาดู แล้วเห็นภาพในสมัยนั้นออกมาได้ ถ้าคุณทำอย่างงี้ได้ คุณก็จะสามารถเดินหน้าไปได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง เหมือนกับการเมืองไทยของเราเนี่ย ในประเทศมี่มีการปกครองแบบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ คือประเทศที่ยังมีรากฐานสืบทอดและยังคงสามารถปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยได้ในเวลาเดียวกัน เช่นเดียวกับอัสสัมชัญพวกคุณจะต้องแบกภาระอันนี้ ในการเดินหน้าโรงเรียน เดินหน้าสังคม ประเทศ ให้ก้าวหน้าไปอย่างมั่นคง เข้มแข็ง แล้วก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนอันยิ่งใหญ่ของโรงเรียนและประเทศชาติของเรา


Author: