อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย เล่มที่ 002

ปีที่พิมพ์:
1914
จำนวนหน้า:
134
ภาษา:
ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส
สถานที่พิมพ์:
โรงพิมพ์อัสสัมชัญ
คำสำคัญ:
-

อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย (Echo de L'Assomption)

          หนังสือรวมบทความต่าง ๆ ในโรงเรียน และในสังคม สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ ความคิดของชาวอัสสัมชัญ และสังคมไทย ณ ขณะนั้น เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการทำหนังสือ และมีสังฆราชเรอเน แปร์โรสเป็นบรรณาธิการ อัสสัมชัญ อุโฆษสมัยตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1913 ในระยะแรกจัดพิมพ์ปีละ 4 เล่ม ก่อนปรับลดลงเหลือ 3 และ 2 เล่ม จนยุติไปเมื่อปี ค.ศ 1941 เนื่องจากไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2

ในเล่มนี้ประกอบไปด้วย


"คำปลุกใจเหล่ากุลบุตร์ อัสสัมชัญ"
แปลจาก คำที่สังฆราชเรนาโต กล่าวที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ในคราวแจกรางวัลนักเรียน เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2456 (1913)
หน้า 57

          มีใจความมีดังนี้ "ความฝึกสอนของโรงเรียนนั้นเปนอย่างสำคัญ เมื่อโรงเรียนฝึกสอนท่านมาอย่างไร ท่านก็จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างนั้นเสมอ การแข่งขันต่างๆ ของเหล่านักเรียน ซึ่งได้เคยเปนเหตุให้ท่านขวนขวายชิงรางวัลกันนั้น ยามเมื่ออายุเปนผู้ใหญ่แลท่านจะต้องเลิกเสียวันหนึ่ง แต่การแข่งขันต่อสู้แสวงหาความดีความเจริญกันนั้น จะเลิกเสียทีเดียวไม่ได้ เมื่อท่านยังเปนนักเรียนอยู่ ก็เคยเพียรพยายาม เพื่อจะได้เปนนักเรียนที่หนึ่งในชั้นเดียวกัน หรือเพื่อจะได้ชัยชนะในการละเล่นต่าง ๆ ครั้นท่านเจริญโตขึ้นเปนผู้ใหญ่ ก็จำเป็นต้องพยายามต่อสู้เช่นเดียวกัน แต่จะต้องออกกำลังกายกำลังความคิด ให้มากกว่าเมื่อยังเปนนักเรียนอีกหลายเท่า จึงจะสำเร็จได้ดังหมาย เพราะว่าผลแห่งการแข่งขันชนิดนี้ดี สำคัญกว่าดวงตราและสิ่งของรางวัลมาก..." (ข้อมูลเหมือนกันทั้ง 3 ภาษา)


"แมร์ซี"
โดย ฟ.ฮีแลร์
หน้า 56 

          เขียนว่า...เมื่อข้าพเจ้ายังเปนเด็กอยู่ มารดาข้าพเจ้าเคยสอนข้าพเจ้าบ่อย ๆ ว่า เมื่อใครๆ เขาให้อะไรกับหนูแล้ว ก็ให้หนูก้มหน้ารับแล้วให้ว่า "แมร์ซี" โดยความเคารพนับถือ ซึ่งเปนภาษาฝรั่งเศษ เปลี่ยนให้เปนคำอังกฤษว่า "แทน์กยู" บ้าง "ขอบใจ" บ้าง เพื่อโยงถึงจดหมายตอบรับของบุคคลที่ได้รับหนังสือพิมพ์อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย" (ข้อมูลเหมือนกันทั้ง 3 ภาษา)


"คำสรรเสริญ คำชมเชย คำตักเตือน แนะนำเกี่ยวกับ "หนังสือพิมพ์อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย"
ฟ.ฮีแลร์ ได้คัดจดหมายตอบรับของผู้รับ "หนังสือพิมพ์อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย" 
หน้า 57

          ซึ่งจดหมายเหล่านี้มิได้ลงนาม และที่อยู่ (ข้อมูลแต่ละภาษาไม่เหมือนกัน) ซึ่งหนึ่งในจดหมายเหล่านั้น มีจดหมายตอบรับจากกรุงเทพฯ เดลิเมล์ด้วย ตอบกลับมาว่า "...อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย" เปนหนังสือออกใหม่ ของโรงเรียนอัสสัมชัญ พิมพ์เปนภาษาไท อังกฤษ และฝรั่งเศส เปนหนังสือราว 15 ยก ถ้อยคำสำนวนในนั้น เรียบเรียงดีอย่างยิ่ง มีทั้งข่าวโรงเรียนและเบ็ดเตล็ดต่างๆ ทั้งมีคำกลอน ซึ่งร้อยกรองอย่างไพเราะด้วย สมควรเป็นหนังสือพิมพ์สำหรับการศึกษาแท้ ควรท่านที่พอใจอุดหนุนการศึกษาของบ้านเมือง ช่วยค้ำจุนบำรุงหนังสือนี้ ได้อยู่เปนศรีพระนครด้วยฉบับหนึ่ง


"เรื่องแจกรางวัลแก่นักเรียนอัสสัมชัญ"
โดย ชิฌเชษฐ
หน้า 61

          เขียนว่า...เมื่อสิ้นศก 2456 (1913) "การแจกรางวัลนั้นไม่เหมือนกันทุกปี คือ การแจกรางวัลจะแจกในวันที่ 21 ธันวาคมของทุกปี แต่ปีนี้จัดวันที่ 20 เพราะวันที่ 20 เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งเปนวันพระเจ้า ควรฉลองให้เปนวันศักดิ์สิทธิ์ ทุกปี ผู้มาดูลคร จะเข้าโรงเรียนทางปากตรอกอัสสัมชัญ ถนนเจริญกรุง แต่ปีนี้ย้ายไปเข้าตรงหน้ามุขข้างตรอกห้างออเรียนแต็ลสโตร์ ทุกปีท่านผู้มาเคยปรับทุกข์อยู่เสมอว่า...ลานโรงเรียนเล็กนัก ไม่สมกับโรงเรียนใหญ่โตเช่นนี้ ปีนี้ต่างชมว่าดี เพราะเพิ่งรื้อโรงเรียนเก่า ปลูกโรงเรียนใหม่ให้ห่างออกไป ขยายลานโรงเรียน ให้กว้างขวางอีกเปนกอง น่าวื่งเล่นฟุตบอล เล่นเต็นนิสสนุกสนานกว่า เมื่อข้าพเจ้าเปนนักเรียนอยู่แต่ก่อน เปนไหน ๆ


"สุภาษิตประหยัดทรัพย์"
โดย สนธนูน้อย
หน้า 71

          เขียนว่า...

"จง      สงวน การจ่าย ใช้          สิน ตน

ประ      กอบ การใด จน            เล็ก น้อย

หยัด     ยั้ง ประทัง ผล              ตาม ส่วน เสมอ นา

ทรัพย์    เหือด พา ต่ำ ต้อย         ขาด ผู้นับถือ"


"โคลงแมลงมุมกับแมลงเม่า"
โดย ลออง
หน้า 73

          เขียนว่า...

"ไม่ได้เห็นไม่ แท้                    ทาง รัก

สังเกต ก็ อาจ รู้ จัก                  ดอก เจ้า

แม้นใครผ่อนหยุดพัก                พา หลับ เลยนา

อย่า ตระโบม โลม  เล้า             เลห์ นี้ แลเห็น"


"ไม่อยากอ่าน ไม่อยากแอ่น"
โดย ภัณฑุผลิกะกิเลน
หน้า 74 

          เขียนว่า...หน้าที่ของมนุษย์  โดยแบ่งได้เป็น 3 หน้าที่ คือ 

1. หน้าที่มนุษย์ พึงจะประพฤติต่อศาสนา

2. หน้าที่มนุษย์ พึงจะกระทำต่อตนเอง

3. หน้าที่มนุษย์ พึงจะกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ โดยไม่ประพฤติกาย วาจา ใจให้เปนที่เสื่อมเสียทรัพย์ เสียชีวิต เสียเกียรติยศ และเสียอิสระภาพของผู้มีคุณต่อเรา, ไม่ประพฤติเปนที่เสื่อมเสียต่อผู้ที่ไม่ได้ทำให้เราเสื่อมเสียอะไร, อย่าเอาความชั่วตอบแทนความชั่ว, ควรจะกตัญญูต่อผู้มีคุณ, ประพฤติดีต่อผู้ที่ไม่ได้ประพฤติดีต่อเราก่อน, ใช้ความดีตอบแทนความชั่ว


"ข่าว ประชุมวัดป่าเรไร"
โดย บรรเลง
หน้า 77 

          เขียนว่า...ข้าพเจ้าหมอบรรลือ จะจัดการชุบคนที่ตายให้กลับเปนขึ้นมาคนหนึ่ง เมื่อผู้ใดอยากจะดู ก็ให้มาที่ป่าช้าวัดเรไร เวลา 4 โมงเย็น วันที่ 15 นี้ (ไม่ทราบเดือนปี แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นปี พ.ศ. 2456) และจะได้รู้ว่า ตามที่ท่านลงความเห็นนั้น จะตรงกับความที่เปนจริงหรือไม่


"นักสืบแป๊ะ"
โดยระคน
หน้า 84

          เขียนว่า...นักการภารโรง มีหน้าที่ดูแลเรื่องความสะอาดของโรงเรียน และดูแลนาฬิกาที่ได้รับจากอธิการ ถ้าวันใดได้ยินว่ามีนักเรียนชอบให้เวลาเรียนน้อยแลเวลาหยุดพักมาก ผมก็หมุนนาฬิกาให้เวลาพักมากตามความต้องการของเขา ต่อมาอีกวันหึ่งก็หมุนให้เวลาเรียนนาน เพราะได้ยินว่ามีเด็กหลายคนอยากได้ความรู้มาก โดยหวังใจว่านักเรียนคงมีความพอใจในการที่ได้พะนอความหยากของเขา แต่ก็ได้รับแต่นินทานมากขึ้น จึงรู้ได้ว่าถึงจะทำอย่างไรนักเรียนทั้งปวงคงจะไม่มีความพอใจเปนแน่ ท่านอธิการจึงบอกว่า...ปล่อยให้นาฬิกาเดินไปตามลำพังของมันเถิด อย่าหมุนให้ช้าแลเร็วเลย การใด ๆ ก็ดี ถ้ามีความเป็นกลางอยู่ ด้วยไม่เห็นแก่สรรเสริญยกย่อง และติฉินนินทาของคนทั้งปวงแล ไม่เบี่ยงไปเบี่ยงมา การนั้นจะสำเหร็จลงได้ เพราะใจมนุษย์ย่อมมีความหยากไม่ใคร่ตรงกัน


"รับเชิญไปดินเนอร์ที่บ้านท่านบาโรแนต"
โดยฉายาลักษณ์
หน้า 91

          เป็นการเล่าถึงความซุ่มซ่าม (ของฉายาลักษณ์???)


"บทสรรเสริญพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)"
โดย อยาก ว่า ที่ ศรีปราชญ์
 
หน้า 96 

          เขียนว่า...

"พระ   อาทิตย์ ส่อง หล้า      ฉันใด

เจ้า      แผ่น ดิน ผดุงไทย     ดุจ นั้น

อยู่      ผาศุก ปราศภัย          เพราะ เดช ท่าน แฮ

หัว      อก ชน ทุก ชั้น          แช่ม ชื้น ชม เชย"


"วิชาเบ็ดเตล็ด"
โดย ก.ล.สมัย 
หน้า 97 

          เขียนว่า...

- วิธีทำกระดาษแก้ว

- วิธีกันไฟไหม้

- วิธีแก้เมื่อผงเข้าตา

- วิธีกำจัดกลิ่นหม้อ ไห

- วิธีเก็บผักชี

- วิธีขัดรองเท้า


"ตำนานพระรังสิต (ตอนที่ 2)"
โดย วุฒเครา
หน้า 98

          เขียนว่า...พระรังสิต ครองเมืองโสทธิยา มหาอุปราชผู้น้อง เปนขบถ เธอจึงพาบุตร์ชายน้อยๆ สององค์ กับมเหษีหนีจากเมืองไป ถึงลำแม่น้ำใหญ่เปนเวลาค่ำ จึงให้บุตรทั้งสองอยู่ฝั่งข้างนี้ เธอก็พามเหษีข้ามไปก่อน ยังไม่ทันกลับ จำเภาะมีพรานปลาสองคน มาพาเอากุมารทั้งสองไปเลี้ยงไว้ที่บ้าน รักถนอมเหมือนลูก (เป็นสรุปความจากตอนแรก)


จดหมายเล่าถึงกรีฑาประจำปีของโรงเรียนอัสสัมชัญ
โดย ก.อ.ตระกูล และ จ.ป.ย. 
หน้า 106


ข่าวฟุตบอล
โดย จ.ป.ย.
หน้า 112

          เขียนว่า...เป็นฟุตบอลที่เล่นระหว่างอัสสัมชัญกับราชวิทยาลัย เมื่อวันพุธที่ 19 พฤศจิกายนนั้น ชนะโดยไม่ได้นึกได้ฝัน


บทกลอน "อยากพบประสบแม่"
โดย ป.ย. (วันที่ 17 กันยายน 1913)
หน้า 115 
          เป็นคำสนทนาระหว่างสับบุรุษกับแม่พระ
 


ข่าวเบ็ดเตล็ด
หน้า 118
มีดังต่อไปนี้

          4 ตุลาคม ท่านภราเทอร์หลุยฮุเบิร์ต (อาจารย์ดนตรีและวาดเขียน) ได้เปนโรคอาเนมีย์ ท่านมหาเจษฎาธิการ เซ็นต์ คาเบรียล บังคับการฝ่ายประเทศตวันออก ก็ได้มีคำสั่งเรียกให้กลับไปพักรักษาตัวชั่วคราว เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม  ท่านได้โดยสารเรือเมล์เสปน ถึงตึกสามเณรเซ็นต์คาเบรียล ในเมืองการเน็ดเดมารโดนศุขสวัสดิภาพ ตั้งแต่เดือนพฤจิกายน ตอนกลางเดือนแล้ว

          8 พฤศจิกายน นายต่วนกับคุณหลวงดำรงธรรมสาร เจ้าของโรงพิมพ์บำรุงนุกูล (บิดา) ได้มาเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัน เนื่องจากเคยเป็นศิษย์เก่า

          11 - 12 พฤศจิกายน 2456 (1913) เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) บรมมราชาภิเศก ขึ้นเป็นพระราชบิดา (กษัตริย์) เราชาวสยามสำหรับนักเรียนอัสสัมชัญ คือ วันที่ 11 เปนวันฉลองนักบุญมารติน ซึ่งพ้องกับพระนามท่านเจษฎาธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ ส่วนวันที่ 12 เปนวันฉลองท่านสังฆราชเรนาโต ผู้อำนวยการพระคฤศตะสาสนาในกรุงสยาม

          14 พฤศจิกายน นายซัวเล็ก และนายเง็กหลิน นักเรียนอังกฤษ ได้ลาไปศึกษาวิชาป่าไม้ ในประเทศพม่า (ข้อมูลเหมือนกันทั้ง 3ภาษา)

          20 พฤศจิกายน ท่านเจษฏาจารย์ใหม่ 3 องค์ คือ ท่านภราเทอร์ เยราร์ มาเย็ลลา, ภาราเทอร์ เอเมเดอเยซู และภราเทอร์ เลโอนิด จากลอนดอน มาถึงโรงเรียนอัสสัมชัญ  (ข้อมูลเหมือนกันทั้ง 3 ภาษา)

          22 พฤศจิกายน มงเซียร์เลอแฟ็ฟเดอปงตาลีส อรรคราชทูตฝรั่งเศษในกรุงสยาม และมงเซียร์ ตรีเปียร์ อุปทูต ชารเจดาแฟร์ ได้มาเยี่ยมโรงเรียนอัสสัมชัญ

          24 พฤศจิกายน มิสเตอร์ ซ.ปรูซ นายห้างถ่ายรูป โรเบิดแลนซ์ ได้ถ่ายรูปหมู่นักเรียนอัสสัมชัญ (720) มีท่านสังฆราช และท่านราชทูตฝรั่งเศษมานั่งถ่ายด้วย สามารถมาดูรูปนั้นที่ระเบียงชะลาโรงเรียน (ข้อมูลเหมือนกันทั้ง 3 ภาษา)

          เมื่อบ่ายวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1914 ท่านสังฆราชเรนาโต ผู้บังคับการมิซซังกาโทลิกในกรุงสยาม พร้อมด้วยมองซีเยอร์วัยเดวายา พระมหาสมณะเจ้าอาวาศ วัดนักบุญมาร์ตีโน ในประเทศอังการี เปนเชื้อพระวงษ์ในราชตระกูลออสเตรีย ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าราชาธิราชบุราณแห่งชาติออสเตรียองค์หนึ่ง ทรงพระนามปรากฎว่า "นักบุญสเตฟาโน" ได้มาเยี่ยมเยียนโรงเรียนอัสสัมชัญ (ข้อมูลเหมือนกันทั้ง 3 ภาษา)


ข่าวมรณภาพ 
หน้า 123
มีดังต่อไปนี้

          "บาดหลวงมาตราต์" ซึ่งเดิมเคยเปนอาจารย์สอนภาษาฝรั่งเศสอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญหลายปี ภายหลังได้เลื่อนขึ้นเปนท่านอธิการโรงเรียนสามเณร ที่วัดบางช้าง มณฑลราชบุรี ได้ป่วยเปนโรคกะเพาะพิการ หมอให้หลับไปตากอากาศในเมืองฝรั่งเศสฝ่ายใต้ ท่านถึงแก่ความมรณภาพวันที่ 19 ธันวาคม 1913 ที่สำนักสงฆ์แห่งมิซซังต่างประเทศ ในเมืองมงเบตง มณฑลตาร์เนคารอน ในประเทศฝรั่งเศสปักษ์ใต้ อายุห้าสิบปีเศษ

          มิสเตอร์ปีรูซา ฟ.มามา พ่อค้าตั้งห้าง ถนนบำรุงเมือง กรุงเทพฯ ได้มีหนังสือถึงโรงเรียนบอกให้ทราบว่าว่า ซอลีปีรูซ่า บุตรท่านเคยเปนนักเรียนอัสสัมชัญ เลขประจำตัว 654 บัดนี้พึ่งสิ้นใจที่บ้านบิดาเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 1913

          มิสเตอร์หลีเกงเสง นักเรียนเก่า ทำงานอยู่ที่ชาเตอร์แบงค์ ได้ส่งข่าวความตาย ของท่านหลีบุญยก (บิดา) ซึ่งเคยทำหน้าที่เปน "เกเชียร์" ที่ห้างบอร์เนียว

          เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1914 นายปอลเหว เป็นนักเรียนอัสสัมชัญ เลขประจำตัว 387 เคยทำงานห้างโมโน พ่อค้าฝรั่งเศส กรุงเทพฯ ได้เปนวรรณโรค ถึงแก่ความตาย ที่บ้านวัดสวนพลู ตำบลอัสสัมชัญ

          นายหลุยเปรี นักเรียนปัจจุบัน  เลขประจำตัว 2714 เปนบุตรของมิสเตอร์ ย.เปรี ซึ่งเคยเปนนายสถานีรถไฟสายเหนือ กรุงเทพฯ ได้เปนโรคไข้สมองพิการ ถึงแก่ความตาย ที่บ้านบิดามารดา ที่ถนนรองเมือง เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 1914

 


จัดทำข้อมูลโดย อาสาสมัครช่วยอ่านเอกสาร