จามจุรี ไม้ระลึกชาติในอัสสัม : : สุลักษณ์ ศิวรักษ์

ผู้เขียน : ส.ศิวรักษ์
product

จามจุรี ไม้ระลึกชาติ ใน อัสสัม
สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ใน อุโฆษสาร 1953 หน้า 91 - 93

 


 

        ในเมืองฟ้ามีต้นไม้วิเศษอย่างหนึ่งเรียกว่าต้นปาริชาต ปลูกอยู่กลางสวนนันทนะอุทยานของพระอินทร์ พระศจีมเหษีของพระอินทร์โปรดปรานยิ่งนัก ปรากฏในคัมภีร์ปุราณะของพราห์มณ์ว่า ต้นปาริชาตนี้เกิดจากการกวนเกษียณสมุทร

          เหตุที่จะกวนเกษียรสมุทรมีเรื่องเล่าว่า พระอินทร์ไปถูกฤาษีสาปให้เสื่อมจากฤทธิ์ ให้แพ้อสูร ตั้งแต่นั้นพวกอสูรก็พากันกำเริบรังควานเทวดา กรุงพาณอยู่กรุงโสณิตก็บังอาจฮึกเหิมขึ้นไปถึงดาวดึงส์ ไปเย้าหยอกนางฟ้าและเกิดวิวาทกับเทวดาเข้า เทวดาก็สู้ไม่ได้ เทวดาพากันไปทูลพระอินทร์ พระอินทร์ก็ชวนเทวดาไปฟ้องพระพรหม แต่พระพรหมจนใจไม่สามารถถอนคำสาปของฤาษีได้ ให้เทวดาไปเฝ้าพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงแนะให้เทวดาผูกมิตรกับอสูรเสียชั่วคราว แล้วให้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทรเพื่อจะได้สุรหรือสุราเป็นน้ำอมฤตขึ้นมา กินเข้าไปแล้วจะได้ไม่ตาย(แต่กินมากไม่ดี ต้องกำหนดเวลากิน) ปาริชาตเป็นผลพลอยได้จากการกวนคราวนี้ด้วย

          เท่าที่กล่าวมานี้ยังไม่ได้บอกเลยว่าต้นปาริชาตเป็นไม้วิเศษอย่างไร เห็นจะต้องบอกเสียที่ว่า ต้นปาริชาตนี้เป็นไม้วิเศษใครได้กลิ่นแล้วรำลึกชาติได้ ในหนังสือกามนิตว่า “อาศัยกลิ่นปาริชาตทำให้ระลึกชาติเหนือ ๆ ขึ้นไปได้ ในอดีตภพนานไกล” ลักษณะของต้นปาริชาตคือ “ลำต้นและกิ่งเรียบรื่นเป็นสีแดงดั่งแก้ประพาฬ ใบแกมเหลืองแก่ ฯลฯ โรจน์ราวกับจะลุกไหม้ … มีกลิ่นหอมเป็นกลิ่นเดียว กลิ่นหอมอันน่าพิศวงไม่เหมือนกลิ่นหอมอื่น ๆ” นักปราชญ์บางท่านว่าปาริชาตนี้คือต้นทองกวาว บางท่านว่าคือต้นกรรณิการ์ แต่ถ้าใครขืนสูดกลิ่นต้นไม้ทั้งสองนี้ เพื่อให้รำลึกชาติได้แล้วรับรองว่าไม่สำเร็จ

          หวนมาพูดถึงโรงเรียนอัสสัมชัญของเรา เราไม่มีทั้งทองกวาวและกรรณิการ์ แต่เราก็มีไม้ปาริชาต ถึงจะไม่มีลักษณะลำต้นและกิ่งเรียบรื่นเป็นสีแดงดังแก้วประพาฬ ใบแกมเหลืองแก่ ฯลฯ อย่างปาริชาตบนสวรรค์ แต่ก็มีคุณสมบัติปาน ๆ นั้น ไม่ทันต้องได้กลิ่นหอมหรอก เพียงเอ่ยชื่อต้นไม้ต้นนี้ขึ้นเท่านั้น ก็ระลึกชาติได้ทันที ถึงจะระลึกในอดีตภพไม่ได้อย่างกามนิตกับวาสิฎฐี ก็ระลึกได้ถึงอดีตที่เคยเล่นตี่จับ ปูลิศจับขโมย โดยเฉพาะถูกยืนเสาใตต้นไม้นี้เป็นอย่างดี


ต้นไม้ต้นนี้ คือ ‘จามจุรี’ หรือ ‘ก้ามปูใหญ่ในอัสสัม(ที่ครูฮีแลร์ท่านว่าเป็น) ต้นแรกในสยาม’



          ก้ามปู (หรือจามจุรี) นี้ พจนานุกรมให้คำอธิบายว่า เป็นต้นไม้ขนาดเขื่องชนิดหนึ่ง ดอกสีชมพูแก่ ฝักเมื่อแก่สีน้ำตาลไหม้ ยาวราว 1 คืบ ภายในมีแป้งนวล ๆ รสหวาน ใช้เป็นอาหารโคกระบือ และสัตว์พาหนะได้ ใช้ปลูกเป็นไม้ร่ม และปล่อยครั่ง .... พจนานุกรมอธิบายคำนี้ละเอียดดีมาก บอกเสร็จว่าฝักไว้ทำอะไร ปลูกไว้ทำไม และให้ภาษาพฤกษศาสตร์ด้วยว่า Enterolobium Saman แต่พจนานุกรมไม่ได้บอกต่อไปว่าใช้เป็นประโยชน์ในการให้เด็กยืนเสาด้วยก็ได้ แต่ถึงกระนั้นบาทหลวงหลุยส์ รอมีเออ ก็คงตระหนักดีในข้อที่พจนานุกรมไม่ได้ให้คำอธิบาย ท่านจึงได้อุตส่าห์ลงแรงปลูกไว้ ต้นจามจุรีนี้ปลูกได้ไม่กี่เดือนก่อนที่คณะเจษฎาจารย์เซ็นต์คาเบรียลรุ่นแรกจะได้มาบริหารกิจการโรงเรียนอัสสัมชัญ

 

 

          เท่าที่กล่าวมานี้คงพาใจให้ท่านอัสสัมชนิกรำลึกชาติเมื่อสมัยอยู่โรงเรียนได้มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่อุปนิสัย เมื่อทำหนังสือ ‘อุโฆษสาร’ ปีกลาย คณะผู้จัดทำได้ไปกราบเท้าขอเรื่องจากท่านอัสสัมชนิกผู้ใหญ่หลายท่าน แต่ละท่านก็สนทนาวิสาสะด้วยเป็นอย่างดี ครั้นการสนทนาหวนมาถึงโรงเรียนพอเอ่ยถึงก้ามปูหรือจามจุรีใหญ่ ท่านเหล่านั้นก็รำลึกชาติได้ พากันเล่าเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนให้ฟังแทบทั้งนั้น


ท่านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เล่าถึงคุณงามความดีของครูบาอาจารย์ของท่าน


ท่านเจ้าคุณศราภัยพิพัฒ เล่าถึงโรงเล่นมุงจาก


คุณครูกิมเส็ง ทวีสิทธิ์เล่าถึงการเล่นอย่างวิตถารจนถูกคุณพ่อกะรองตอง(คังตอง) จับยืนเสา


คุณประยูร จรรยาวงษ์เล่าถึงเมื่อเด็ก ๆ ไปเขี่ยหนอนเล่นใต้ต้นก้ามปู ฯลฯ


 

          ที่ยกมากล่าวเพียงเท่านี้ก็เห็นจะพอยืนยันได้แล้วว่า ต้นจามจุรีเป็นไม้รำลึกชาติของอัสสัมชนิกจริง ๆ

          สำหรับท่านที่ไม่ค่อยจะได้มาโรงเรียน คงจะวาดภาพต้นจามจุรีไปคนละทางสองทาง ‘อุโฆษสาร’ ฉบับที่แล้วมีเด็กคนหนึ่งวาดภาพต้นจามจุรีเป็นกลอนส่งมาให้ในทัศนะของนักเรียนว่า


   จามเอ๋ยจามจุรี                     ต้นเจ้านี้ช่างใหญ่และใบหนา

เป็นที่พักของเหล่าสกุณา           ทั้งบรรดามนุษย์ได้ร่มตน

พอหน้าหนาวถึงคราวจะสอบไล่    เจ้าก็ไม่ลืมทิ้งฝักเลยสักหน

ราวจะเตือนพวกข้าแต่ละคน        ให้ฝึกฝนเตรียมตัวเข้าสอบเอย



          ขณะที่จัดพิมพ์หนังสือ ‘อุโฆษสาร’ ฉบับแรก ต้นจามจุรีก็ยังใหญ่อยู่แต่ใบไม่สู้หนาเสียแล้ว ครั้นพอพิมพ์หนังสือออกเป็นเล่ม จามจุรีก็เสร็จเหมือนกัน แต่เป็นการเสร็จสิ้นสิ้นอายุสังขาร ต้นจามจุรีได้เป็นศรีอัสสัมชัญมากกว่า 50 ปี คนที่ทำงานมาพร้อม ๆ กับมันก็พากันล่วงลับและปลดชราไปตาม ๆ กัน ทางโรงเรียนอาลัยอาวรณ์จามจุรีต้นนี้ไม่น้อย ท่านเจษฎาธิการบดีฮูเบิร์ต สั่งให้เก็บไม้ไว้ทำสิ่งของเป็นอนุสาวรีย์อยู่ในโรงเรียนสืบไป

 

 


ถึงจามจุรีจะหายไปจากลานเล่น
แต่ชื่อก็คงยังฝังอยู่ในส่วนลึกแห่งหัวใจของอัสสัมชนิก
ถ้าเอ่ยถึงตราบใด ก็คงยังรำลึกถึงความหลังได้ตราบนั้น


 


Author: ส.ศิวรักษ์

จบชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 แผนกอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศึกษาต่อวิชาปรัชญา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแลมปีเตอร์ที่เวลส์ ศึกษาวิชากฎหมายจากเนติบัณฑิตสภาอังกฤษ

 

เคยประจำที่สถานีวิทยุ บีบีซี ประเทศอังกฤษ และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยลอนดอน อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ และ นิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เคยสอนภาษาอังกฤษ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (จุฬา) เคยสอนปรัชญาทั่วไป ที่คณะสังคมสงเคราะห์ (ธรรมศาสตร์) และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (จุฬา) และสอนแปลขั้นปริญญาโท ที่บัณฑิตวิทยาลัย (จุฬา)

 

บรรณาธิการฝ่ายสำนักพิมพ์ และหัวหน้าฝ่ายวิชาการห้างไทยวัฒนาพานิช กรรมการในคณะบรรณาธิการสังคมศาสตร์ปริทัศน์ และวารสารของสยามสมาคม (Journal of the Siam Society)