เมื่อกุหลาบบาน : วีระ สมบูรณ์

ผู้เขียน : วีระ สมบูรณ์
product

เมื่อกุหลาบบาน

วีระ  สมบูรณ์  ใน อุโฆษสาร 1974 หน้า 31 - 36

 


 

       เย็นวันนั้น ครูเรียกตัวสมเจตน์ไปพบ บอกว่าคุณแม่ของเขาจำต้องใช้รถจะมารับช้าให้เขาเล่นอยู่แถวโรงเรียนอยู่ ด้วยวัย 12 ปี ทำให้สมเจตน์รู้สึกดีใจที่จะได้เล่นตามใจตัวเองบ้างเพราะโอกาสเช่นนี้ไม่ค่อยจะมี นอกจากมาโรงเรียนก่อนเข้าเรียนประมาณ 10 นาที พอกระดิ่งเลิกเรียน รถเก๋งคันใหญ่โตก็จะจอดรอรับเขาอยู่หน้าตึก นับเป็นสิ่งน่าอึดอัดใจสำหรับวัยแห่งความสนุกสนานร่าเริงของสมเจตน์อยู่มากทีเดียว

 

สมเจตน์ชวนมีชัยออกไปดื่มน้ำหวานข้างนอกโรงเรียน มันเป็นสิ่งที่เขาชอบมากเป็นพิเศษ ที่บ้านของเขาจะพบแต่น้ำกลั่นอย่างดีซึ่งส่งมาเป็นประจำทุกเช้า ไม่ก็น้ำอัดลมราคาแพงที่เขาสามารถหยิบได้ตามใจชอบ แต่น้ำหวานราคาแก้วละ 50สตางค์ ให้รสชาติที่วิเศษแก่สมเจตน์ เมื่อเขาพอจะมีเวลาเมื่อไร ก็มักจะซื้อดื่มเสมอ แต่ต้องไม่ให้คุณแม่รู้เพราะท่านกำชับไว้นักหนาว่าห้ามซื้อน้ำข้างนอกเด็ดขาด

 

ขณะที่สมเจตน์กำลังดื่มด่ำกับรสชาติของน้ำหวานราคาแก้วละ 50สตางค์ สายตาก็เหลือบไปเห็นเด็กนักเรียนโรงเรียนอื่นคนหนึ่งมีอักษรย่อที่หน้าอกซึ่งเขาไม่สามารถนึกชื่อเต็มของโรงเรียนได้ กางเกงเก่า ๆ มีรอยปะเต็มไปหมด มีสีสันแตกต่างไปจากกางเกงนักเรียนของสมเจตน์ ใบหน้ามอมแมม แต่สมเจตน์ยังคงจำได้ ดำ หลานป้าโสมคนครัวประจำบ้านนั่นเอง ป้าโสมเคยแนะนำให้เขารู้จัก สมเจตน์กับดำเคยเล่นเคยคุยกันบ่อยครั้งเมื่อดำมาเยี่ยมป้าโสม ก่อนที่สมเจตน์จะทำประการใด สายตาของดำก็ประสานเข้ามา ดำยิ้มอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องคิด

 

“สวัสดีครับ คุณสมเจตน์” ดำทักทายอย่างนอบน้อม “ยังไม่กลับบ้านอีกหรือครับ”

 

สมเจตน์ทักตอบ แล้วหันไปทางมีชัย แนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน กิริยานั้นเขาเลียนแบบมาจากคุณพ่อของเขา  ซึ่งมักจะเห็นบ่อย ๆ เวลามีแขกมาที่บ้านหลาย ๆ คน

 

มีชัยทำท่าประหลาดใจมากจนเห็นได้ชัด

 

“กินน้ำหวานสิดำ วันนี้ฉันเลี้ยง” สมเจตน์นึกถึงวิธีที่พ่อใช้เสมอในภัตตาคารกับเพื่อน ๆ ผู้ใหญ่มักจะแย่งกันเป็นเจ้ามือ

 

“ไม่หรอกครับ จะเป็นการรบกวนเปล่า ๆ”

สมเจตน์รู้ว่าดำจะต้องตอบเช่นนี้ แต่เขาไม่แน่ใจว่า ดำจะทำตามอย่างคำพูดแบบที่เพื่อนของคุณพ่อชอบตอบพอเป็นพิธีหรือพูดจากใจจริง แต่เขาก็สั่งน้ำแล้วส่งให้ดำ

 

สีหน้าของดำเหมือนกำลังทำผิด เขาโค้งนิด ๆ “ขอบคุณมากครับ”

 

สำหรับดำ น้ำหวานแก้วนี้ดูจะเป็นน้ำทิพย์ เพราะน้อยครั้งนักที่เขาจะได้มีโอกาสดื่มสักแก้ว ตามปกติน้ำดื่มแก้กระหายสำหรับเขาก็คือ น้ำประปาหรือน้ำฝนจืด ๆ ที่ไม่ได้เทจากขวดน้ำในตู้เย็น ดำยกขึ้นดื่มอึกใหญ่ ๆ เขาอยากจะดื่มรวดเดียวหมดแก้วเสียด้วยซ้ำไป

 

“ทำไมหมู่นี้ไม่ไปที่บ้านฉันบ้างเลยล่ะ” สมเจตน์ถาม

 

“เอ่อ.... เวลานี้คุณแม่ผมไม่สบายครับ เวลาส่วนใหญ่หลังจากเลิกเรียนแล้วผมก็ต้องช่วยคุณพ่อ ช่วยตัวเอง  ดูแลคุณแม่บ้าง ตอนเย็น ๆ ก็รับหนังสือพิมพ์ไปขาย ผมเสียใจที่ไม่ได้ไปเยี่ยมครับ”  ดำไม่กล้าสบตาสมเจตน์เลย

 

มีชัยแทรกขึ้นกลางคัน “เธอเป็นเด็กขายหนังสือพิมพ์เหลอ”

 

“เธอก็เห็นไม่ใช่หรือว่า ดำเป็นนักเรียน เขาขายหนังสือพิมพ์ไปช่วยพ่อแม่ต่างหาก” สมเจตน์ตอบแทนดำ  แล้วจึงถามต่อ “ขายได้ดีหรือเปล่าล่ะ ดำ”

 

“ก็ไม่แน่นอนครับ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ผมว่าจะเลิกขายมันเหมือนกันครับ”

 

“ทำไมล่ะ ทำไมจะเลิกขาย มันเป็นอาชีพสุจริตไม่ใช่หรือ แต่จริงสินะ งานแบบนี้มันต่ำต้อย คุณแม่เคยบอกฉันเหมือนกัน” สมเจตน์ออกความเห็นราวกับจะตอบคำถามของตัวเอง

 

“ผมไม่คิดอะไรมากหรอกครับ แต่ผมรู้สึกว่าผมจะทนสายตาของผู้คนตามถนน คนที่นั่งในรถคันโตไม่ได้ อีกประการหนึ่ง เขาเหล่านั้นมักจะเอ็ดผม ไล่ผม หรือไม่บางคนก็ด่าผมเสีย ๆ หาย ๆ ก็มี ผมคงทนไปได้อีกไม่นาน”

 

มีชัยเริ่มรู้สึกเป็นกันเองกับดำอย่างรวดเร็ว ตามประสาเด็ก

 

“จริงสินะเป็นฉัน จ้างก็ไม่มีวันไปทำงานไร้เกียรติอย่างนั้นหรอก ดูแล้วก็ไม่ผิดอะไรกับเด็กข้างถนน เธอเรียนอยู่โรงเรียนอะไรนะ”

 

ดำก้มมาดูที่อักษรย่อตรงหน้าอกด้านขวา เอ่ยชื่อโรงเรียนของเขาเบา ๆ แล้วเสริมว่า “คุณคงไม่รู้จักกระมัง”

 

“ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย เธอจะเข้าไปเล่นในโรงเรียนของฉันสักประเดี๋ยวมั๊ยละดำ”

 

สมเจตน์เชื้อเชิญ ดำตอบรับด้วยความไม่แน่ใจ หลังจากที่ชำระค่าน้ำหวานแล้ว ทั้งสามก็เดินเข้าไปในโรงเรียน

 

“โรงเรียนชั้นมีชื่อเสียงมานานแล้ว” สมเจตน์อธิบาย “ไม่ว่าด้านการเรียน  มารยาท  ระเบียบ”

 

“ดูสิว่ามันสวยและใหญ่แค่ไหน โรงเรียนของเธอละดำ”  มีชัยเสริมขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัวว่าคำพูดของเขาเสียดแทงหัวใจของผู้ถูกถามสักเพียงไร

 

“โรงเรียนผมเล็ก  เก่ามาก  ไม่ค่อยมีคนรู้จัก  แต่ผมก็ต้องเรียนไปเท่าที่จะเรียนได้  แค่นี้ก็ลำบากจะแย่อยู่แล้วครับ”

 

ดำตกเป็นเป้าสายตาของนักเรียนภายในโรงเรียนตลอดเวลา เขารู้สึกประหม่าและกลัวแต่ด้วยความเกรงใจ  เขายังคงเดินตามสมเจตน์ต่อไป ความกลัวของดำเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเขาไม่เคยกลัวตึก รถ หรือผู้คน  แต่เวลานี้ ณ. สถานที่นี้ วันนี้กับผู้คนในโรงเรียน เขาก็กลัวอย่างไม่มีเหตุผล บรรยากาศภายในโรงเรียนของสมเจตน์ไม่เป็นกันเองกับเขาเลย สายตาของเด็กนักเรียนทำให้ดำนึกถึงเวลาเย็นที่เขาต้องวิ่งขายหนังสือพิมพ์ สมเจตน์และมีชัยพาดำไปนั่งใต้ตึกใหญ่ๆ ภายในโรงเรียน แนะนำส่วนต่าง ๆ ให้ดำรู้จักอย่างภาคภูมิ ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็รับฟังด้วยความหดหู่ใจ  เมื่อสมเจตน์หรือมีชัยเล่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  ดำก็จะนำเอาไปเปรียบกับโรงเรียนของเขา และทุกครั้ง ความเจ็บปวดภายในหัวใจก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในหัวใจน้อย ๆ ของเขาสั่นไหว ราวมีมนต์ขลังมาทุบตี

 

“ฉันอยากจะพาเธอไปดูห้องสมุดของโรงเรียน มันใหญ่โตมาก มีหนังสือมากมายก่ายกอง ฉันมักจะใช้เวลาตอนเที่ยงหลังอาหารอยู่ในห้องสมุด อ่านนิทานสนุก ๆ ” สมเจตน์เล่าถึงห้องสมุด

 

“เธอชอบห้องสมุดไหมดำ”

 

ดำยังคงก้มหน้ามองพื้น นึกถึงภาพห้องสมุดโรงเรียนของเขา ซึ่งเป็นห้องเล็ก ๆ ขนาดครึ่งหนึ่งของห้องเรียน  มีตู้อยู่ 2 – 3 ใบ โต๊ะและเก้าอี้พอเพียงสำหรับนักเรียน 15 คน หน้าประตูมีโต๊ะของครูผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์

 

“ผมไม่ชอบหรอก แต่มันจำเป็นสำหรับผมมาก ที่นั่นไม่มีหนังสือนิทาน ในห้องสมุดโรงเรียนผม มีแต่หนังสือเรียนที่คอยให้นักเรียนที่มีหนังสือไม่ครบอย่างผม ไปผลัดกันหยิบยืมตามแต่จะมี ซึ่งส่วนมากก็มักจะไม่ครบกันทั้งนั้น”

 

“ฉันเคยอ่านหนังสือ ชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ” มีชัยเล่าด้วยดวงตาที่ใฝ่ฝัน “ฉันอยากเป็นเหมือนเขาพวกนั้น ฉันจะประดิษฐ์โน่น คิดนี่ ให้ชีวิตมันสุขสบายยิ่งขึ้น ฉันอยากเป็นแพทย์ดี ๆ เหมือนเอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ฉันกะหาวิธีรักษาโรคมะเร็ง พ่อฉันจะได้ไม่ต้องจากฉันไปเพราะมัน ดีไหมล่ะ”

 

“ดีครับ” ดำตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะที่ในใจกำลังคิดถึงคุณแม่ของเขาซึ่งป่วยเป็นแค่ไข้หวัด ก็ไม่มีเงินค่าเข็มค่ายา ไม่มีหมอมาเหลียวแล ถ้าแม่ของเขาเป็นมะเร็งก็คงจะจากเขาไปนานแล้วกระมัง เขาเคยประหลาดใจที่บางคนหัวใจกำลังจะวาย แต่สามารถอยู่ต่อไปได้โดยวิธีอันมหัศจรรย์ของแพทย์ ในขณะที่แก่น ลูกน้าแจ่ม น้าแจ่มผู้ซึ่งตรากตรำกรำแดดกับนาตลอดฤดูฝน แก่นต้องจากโลกไปเมื่อผ่านฤดูฝนปีที่ 8 ของชีวิตด้วยโรคขาดสารอาหารเพราะธรรมดาแก่นก็เป็นเด็กขี้โรคอยู่แล้ว เขายังจำวันที่น้าแจ่มร้องไห้จากกลางคืนจนถึงสว่าง น้ำตาแทบจะเป็นสายเลือดได้ดี

 

เขาเคยคิดปลอบใจตัวเองอยู่เสมอว่า เขาเกิดมามีกรรม ดวงไม่ดี เลยต้องเป็นเช่นนี้ แต่เขายังจำคำที่คุณครู  คุณพ่อของเขาพร่ำสอนได้ดีว่า ชีวิตเป็นของเรา ไม่มีใครมากำหนดนอกจากตัวเราเอง เราต้องต่อสู้กับมัน  อุปสรรคแห่งชีวิตเป็นเครื่องทดลองความแข็งแกร่งของเรา เราต้องต่อสู้ด้วยกำลังความสามารถ กำลังความคิด เพื่อชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยม และต้องระลึกเสมอว่า ถึงแม้ชีวิตจะเป็นของเรา แต่เรามิได้เป็นชีวิตเดียว ยังมีชีวิตอื่น ๆ อีกมากที่รอคอยเราและชีวิตอื่นอีกนั้นแหละ ที่มีคุณทั้งที่เรามองเห็นและไม่เห็นต่อเรา ดังนั้นชีวิตแห่งความเป็นมนุษย์ที่เต็มเปี่ยมจะต้องไม่เป็นของเราแต่ผู้เดียว แต่มักจะต้องเป็นของทุก ๆ ชีวิต ที่จะต้องดำรงอยู่ภายใต้ความเสมอภาคซึ่งกันและกัน ไม่รู้ว่าครูของสมเจตน์เขาจะสอนอย่างนี้หรือเปล่าหนอ หรือบางทีนักเรียนในโรงเรียนอันใหญ่โตอาจจะไม่มีอะไรต้องต่อสู้มากนักก็เป็นได้ คิดได้เช่นนี้ ความเจ็บปวดพลันถูกสลัดทิ้งไปจนสิ้นจากจิตใจของดำ

 

ดำถูกปลุกจากห่วงแห่งความคิด เมื่อสมเจตน์สะกิดเขาและชี้ไปยังนักเรียนคนหนึ่งซึ่งกำลังขึ้นรถเก๋งคันงาม  มีคนขับรถพร้อม

 

“โน่นแน่ะ...สมพร...ลูกรัฐมนตรีว่าการอะไรก็ไม่รู้ เขาเป็นเพื่อนร่วมห้องของฉัน เขามักจะมีอะไรแปลก ๆ มาให้เพื่อนในห้องเล่นเสมอ โรงเรียนฉันมีแต่ลูกเจ้านายใหญ่โตทั้งนั้น ในวันข้างหน้าลูก ๆ ของเขาก็ต้องเข้าแทนที่พ่อของเขา ตำแหน่งใหญ่ ๆ เงินเดือนดี ๆ บ้านสวย ๆ พวกฉันคงจะมีกันทั้งนั้น มันน่าภูมิใจไหมล่ะ  นักเรียนรุ่นนี้รู้สึกภูมิใจในตัวศิษย์เก่าทุก ๆ คนที่ร่ำรวยใหญ่โต ทำให้โรงเรียนของฉัน เด่นขึ้น และคงจะเด่นต่อไป ฉันมีลูกฉันจะให้เข้าโรงเรียนของฉันอีก เพราะที่นี่จะมีแต่ลูกผู้ดี มีเงิน คนสำคัญ ที่นี่มีชื่อเสียง”

 

ดำรู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะเก็บสภาพที่เป็นจริงของโรงเรียนของเขาอีกต่อไปจึงเริ่มเล่าให้สมเจตน์และมีชัยฟังบ้าง

 

“โรงเรียนของผม มีแต่ลูกนายมีนางมา พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ กรรมกร ตำรวจชั้นผู้น้อย และก็คนยากจนทั้งหลาย พวกผมไม่มีอนาคตอะไรมากไปกว่าการอยู่รอดไปวัน ๆ อดมื้อกินมื้อ เพื่อนผมบางคนอดอาหารกลางวันจนเคยชินเพื่อเก็บเงินซื้อสมุดดินสอ หนังสือไว้เล่าเรียน หลังเลิกเรียนทุกคนต้องทำงาน ช่วยพ่อแม่หาเงิน ร้ายกว่านั้น บางคนพ่อเป็นโจร พี่ต้องเป็นขโมย เพราะไม่มีงานทำและไร้ที่พึ่ง ถูกจับไปขังก็ต้องลำบากอีกเท่าตัวอย่างผม แม่ไม่สบายผมก็ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว โรงเรียนของผมถ้าไม่จำเป็นแล้ว ก็ไม่มีใครอยากจะสมัครเข้า เพราะไม่มีคนใหญ่โต ไม่มีผู้ดี ไม่มีห้องสมุด สภาพของโรงเรียนก็เก่า สกปรก ครูคนเดียวสอนหลาย ๆ ห้อง ครูใหญ่เป็นทั้งภารโรงไปในตัวเสร็จ นักเรียนบางคนมีปัญหาทางบ้าน มีปมด้อย  กลายเป็นเด็กเลวไปก็มี ครูก็ไม่มีปริญญา ความรู้น้อยสอนอะไรให้ไม่ได้มากเพราะครูมีความรู้ ปริญญาสูง ๆ ไปอยู่ตามโรงเรียนอย่างของคุณเสียหมด แต่ผมก็ยังภูมิใจที่ครูบางคนคอยให้คำสอน คำแนะนำอยู่เสมอ  วันนี้ผมได้มาพบสภาพที่แตกต่างกันระหว่างโรงเรียนหนึ่งกับอีกโรงเรียนหนึ่ง ผมจะไม่เอาเรื่องโรงเรียนของคุณไปเล่าให้เพื่อน ๆ ผมฟังแน่ เพราะหากเล่าไป ความหมดอาลัยตายอยากก็มีมากขึ้นเปล่า ๆ แต่ละคนดิ้นรนไปวัน ๆ ดีกว่า นี่แหละครับ โรงเรียนของผม เพื่อน ๆ ของผม แต่ผมก็ยังภูมิใจในสิ่งที่ผมมีอยู่”

 

สมเจตน์และมีชัยนิ่งอึ้งไป ดำยังคงมองตรงไปยังตึกสูงตระหง่านอีกตึกหนึ่งซึ่งอยู่ตรงข้ามด้วยดวงตาที่เศร้าหมอง

 

“ฉันว่า....”  มีชัยทำลายความเงียบ “พวกเธอคงจะทำกรรมเวรไว้แต่ชาติก่อนหรือไม่พ่อแม่ของพวกเธอคงจะทำไม่ดีไว้ กรรมเลยต้องตามสนองกระมัง มันช่วยไม่ได้ เราเลือดที่เกิดไม่ได้ อยู่อย่างไรก็เคยชินกับมัน  และจะอยู่อย่างนั้นไปเรื่อย ๆ”

 

สมเจตน์ยังคงนิ่งเงียบ คิดตามคำพูดของมีชัยทุก ๆ คำ ส่วนดำรู้สึกวูบวาบไปทั่วร่างกาย “อะไรกัน.... เขาสรุปเอาอย่างนี้เชียวหรือ” ดำคิดในใจ

“ชาติก่อนชาติหน้าเป็นอย่างไร  ชาตินี้บางทีฉันอาจจะต้องไปขโมยเขากินเพราะความจน ชาติหน้าก็ต้องแย่อีกสิ........ แล้วพ่อฉันล่ะ แม่ฉันล่ะ มาสรุปว่าพ่อแม่ฉันสร้างกรรมไว้....... เขาคงไม่เคย..... เป็นอย่างฉันกระมัง ถ้าอย่างนั้นคนอย่างฉัน อย่างน้าแจ่มก็คงมีกรรมกันหมด แล้วพวกที่ร่ำรวย ฐานะพอกินพอใช้คงจะประกอบกรรมดีไว้หรือ ...... ฉันอยากจะตอบเขาด้วยคำพูดของคุณครูเหลือเกิน .... แต่เขาคงไม่ฟังฉันหรอก .... ปล่อยให้พรหมลิขิตที่เขาเชื่อลากเส้นชีวิตเขาต่อไปเถอะ แต่สำหรับฉัน ฉันเชื่อครู เชื่อที่พ่อบอก ..... ไม่มีอะไรมากำหนดเรา เราต้องกำหนดตัวเอง ......

 

“แต่พวกฉัน พวกที่ร่ำรวย ๆ ก็ไม่ได้อยู่เฉย” มีชัยพูดต่อ “พวกรุ่นพี่ ๆ ของฉันเขาก็มีพวกสังคมสงเคราะห์  อาสาพัฒนา คอยช่วยเหลือคนจน เพื่อนของคุณมาก็มีเป็นสโมสรเชียวล่ะ เธอคงจะสบายใจขึ้นมากเมื่อรู้อย่างนี้ใช่ไหม”

 

สีหน้าของดำดูเคร่งเครียดต่อคำถามนี้ จิตใจหวนระลึกถึงอดีตที่ยังตราตรึงแน่นอยู่ภายใน

 

“ครับ ผมจะต้องสบายใจขึ้นมาก” ดำหันหน้ากลับ “เมื่อปีที่แล้วมีนิสิตบ้าง คุณนายแหวนเพชรบ้าง มาบริจาคเงิน ช่วยรวบรวมหนังสือเรียนมาส่งตามแต่จะช่วยได้ ดูทุกคนมีความสุขที่จะให้พวกผมทุกคนมีความสุขและซึ้งในน้ำใจ แต่ต่อมาไม่นาน จากการช่วยเหลือนั้นทำให้เพื่อนผมหลายคน เลิกอดขนมเพื่อเก็บเงินซื้อหนังสือ เลิกทำงานตอนเย็น เพราะคิดว่าการช่วยเหลือจะทำให้เขามีครูดี ๆ หนังสือดี ๆ แต่เขากลับผิดหวังนับสิบเท่า พวกเรากลายเป็นคนที่รอการช่วยเหลือ การสงเคราะห์หรือเรียกว่าอะไรไม่ทราบ เป็นพวกศัพท์ยาก ๆ นั่นแหละ เขาจะรออยู่ตลอดเวลา บางทีก็มี บางทีรอนาน ๆ ก็อด และทุกครั้งที่พวกเขาเหล่านี้มาพวกของฉันซึ่งเดิมรักใคร่กลมเกลียวกัน ก็จะแตกแยกกัน และเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวโดยเฉพาะถ้าของที่มาแจกมีจำนวนจำกัด เวลานี้บางคนก็ยังคงรอ บ่นถึงความดีที่คุณนายแหวนเพชรมีต่อเขา พวกเด็กผู้หญิงเห็นเข้าบ่อน ๆ ก็เพ้อฝันที่จะเลื่อนฐานะตัวเองเป็นผู้ดีอย่างพวกคุณนาย พวกเด็กผู้ชายก็อยากเป็นเหมือนนิสิตผมยาว ๆ พูดศัพท์สูง ๆ ซึ่งฉันไม่ค่อยจะเข้าใจทั้ง ๆ ที่จะจบจากโรงเรียนนี้ จะมีปัญญาหรือไม่ก็ไม่รู้  การช่วยเหลือทำให้พวกผมกลายเป็นเด็กช่างฝันลม ๆ แล้ง ๆ ไปเสียแล้ว ผมจะสบายใจมากขึ้น ถ้าจะมีครูดี ๆ คนดี ๆ ที่จะช่วยให้ผมช่วยตัวเองได้ แทนการรวบรวมของเหลือใช้มาบริจาคมาทำโน่นสร้างนี่เป็นครั้งคราว”

 

ทั้งสามคนมองนิ่งเฉย ทั้งสมเจตน์และมีชัย โดยเฉพาะสมเจตน์สับสนวุ่นวายในใจจนดูคล้ายกับคนหลงทาง  เขาลืมเรื่องความดีเด่นของโรงเรียนที่เตรียมตัวจะเล่าให้ดำฟังต่อไปจนหมดสิ้น บัดนี้ภายในสมองของเขาทั้งสองพยายามเพ่งให้ถึงภาพพจน์ตามความเป็นจริงที่ดำได้เล่ามามันช่างผิดกันไกลเหลือเกินระหว่างของเขาและของดำ  “มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือ ฉันจะอยู่ได้อย่างไรในสภาพแบบนั้น”  ต่างก็คิด จากดวงตาทั้งสองคู่ แทนการมองเห็นตึกหรู สูงตระหง่านสวยงามของโรงเรียน เขาพอจะเห็นเรือนไม้เก่า ๆ สกปรกแทนนักเรียนที่แต่งกายสะอาดสะอ้าน เขาเห็นนักเรียนสวมเสื้อขาวที่เกือบจะเป็นสีเหลือง กางเกงเก่า ๆ ขาดวิ่นมีรอยปะเหมือนที่ดำสวมอยู่เขานึกออกไปไกลอีกถึงเด็กขายพวงมาลัย หนังสือพิมพ์ตามท้องถนน ขอทานที่พบเห็นจนชินตา ชาวนา กรรมกรที่สกปรกจนพวกเขารังเกียจ บ้านผุ ๆ พัง ๆ ตามท้องทุ่งพบเห็นได้ไม่ยากนัก  ซึ่งเดิมเมื่อออกไปชานเมืองทีไร พบบ้านแบบนี้เข้า ต้องพากันหัวเราะนึกถึงสภาพของมันเวลาถูกลมพัดปลิวไปด้วยความสนุกสนาน มาบัดนี้คำบอกเล่าอย่างตรงไปตรงมาของดำ ทำให้เขารู้สึกสับสน ขัดแย้ง จนอยากจะหลับตาและหลับไปให้พ้น ๆ จากความคิดขณะนี้

 

เย็นวันนั้น หลังจากที่คุยกันต่อไปอีกไม่นาน แม่ของสมเจตน์ก็มารับ ทั้งสามแยกย้ายกันกลับบ้าน ดำก็คงจะต้องรีบไปรับหนังสือพิมพ์มาขาย สมเจตน์และมีชัยต้องกลับไปทำการบ้านที่มีล้นมือแทนการขายหนังสือพิมพ์ของดำ จนมันอาจจะทำให้เขาต้องหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนลืมความคิดที่เขาได้จากดำวันนี้ก็ได้  ชีวิตทุกชีวิตยังคงดิ้นรนต่อไปไร้จุดหมายบ้าง มีจุดหมายแตกต่างกันไปบ้าง บัดนี้สมเจตน์และมีชัยพอจะเริ่มมีความคิดอันเปรียบประดุจดอกกุหลาบสวยสดที่เริ่มผลิท่ามกลางหญ้าและวัชพืชอันรกรุงรัง ถึงแม้จะเป็นความคิดที่ยังสับสน แต่สักวันหนึ่งทั้งสองก็คงจะเลือกแนวทางของชีวิตจากความคิดที่ขัดแย้งกันนี้ได้ เราได้แต่หวังว่าดอกกุหลาบจะได้รับการบำรุงจนแข็งกล้า เติบโตเต็มที่และเบ่งบานอย่างองอาจได้ในสักวัน


Author: วีระ สมบูรณ์