เรียนนิติศาสตร์ : สัญญา ธรรมศักดิ์

ผู้เขียน : สัญญา ธรรมศักดิ์
product

เรียนนิติศาสตร์

สัญญา ธรรมศักดิ์ ใน อุโฆษสาร 1970 หน้า 145 - 147

 


 

       ผมได้รับหนังสือของท่านอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญขอบทความหรือข้อความหรือคำขวัญ เพื่อนำลงหนังสืออุโฆษสาร 2513 และพร้อมกันนี้ได้รับโน๊ตจากนักเรียนผู้ถือหนังสือท่านอธิการมา ขอให้เขียนบทความเรื่อง “วิชานิติศาสตร์” ข้อแนะนำสำหรับนักเรียนรุ่นน้องที่จะเข้าศึกษาในวิชาแขนงนี้ และขอให้เขียนประวัติการเรียนและขอรูปถ่ายด้วย

 

       ผมจึงขอเขียนให้ดังต่อไปนี้ด้วยความเต็มใจ

 

       ผู้ใดจะเข้าเรียนนิติศาสตร์ ไม่ว่าจะจะที่ธรรมศาสตร์หรือจุฬาฯ หรือที่มหาวิทยาลัยอื่นใด เบื้องหลังขอให้ถามตัวเองเสียก่อนว่ามีใจรักวิชานี้แน่แล้วหรือ ? ถ้ายังไม่รักจริง ๆ แต่ขอ “ตบท้าย” เอาไว้ก่อนเผื่อไม่ติดที่อื่นก็ยังจะเข้านิติศาสตร์ได้เพราะรับมาก อย่างนี้ ก็อย่าเข้ามาเลย เพราะจะผิดหวัง เพราะนิติศาสตร์ ม.ธ. นั้น แม้จะเคยรับมากมาเพราะหวังว่าจะช่วยเหลืออนุชน ต่อไปนี้ก็ไม่แน่นัก และถ้าเขาเกิดกำหนดระดับคะแนนคั่นต่ำเข้าด้วยแล้ว จะยิ่งผิดหวังมากขึ้น

 

       ฉะนั้นผู้ที่จะเข้ามาจึงควรจะต้องเป็นผู้มีใจรักจริง ๆ 

 

       ดังนี้ ก็จะมีผู้ถามว่า ก็เวลานี้ยังไม่รู้ว่าเรียนกันอย่างไร และวิชานี้เป็นวิชาอะไร เรียนแล้วจะไปทำมาหากินอะไร ก็จะมีใจรักหรือไม่มีใจรักได้อย่างไรเล่า ? ขอตอบว่า เรียนกันอย่างไร นั้น เรียนด้วยวิธีการอ่านหนังสือมาก ๆ อ่านแล้วก็คิด คิดแล้วก็เขียน และก็เขียนดี ๆ ด้วย นอกจากนี้ที่มหาวิทยาลัยก็ยังมีอีกที่ต้องฟังมาก ๆ คือ ฟังบรรยาย ฟังกับออกความเห็นที่สัมมนา ฟังแล้วก็ซักที่ชั่วโมงทบทวน (ติว) นอกจากนี้ ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นอีก ก็คือ การโต้เถียงข้อกฎหมายกับเพื่อน ๆ และการเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มทางวิชาการ (ของนักศึกษาเอง) ซึ่งจะไปได้เรียนรู้ เรื่องของสังคม การเศรษฐกิจ การปกครอง ฯลฯ กว้างขวางออกไปอีก รวมความว่า เรียนกันอย่างไรนั้น เป็นอันว่าเข้ามาแล้ว เรียนกันเต็มเหยียดสัปดาห์ 6 วัน รวมทั้งวันเสาร์ด้วย (แต่ระหว่างนี้ เวลาอ่านหนังสือเงียบ ๆ ของเราก็มี ในห้องสมุดคณะก็ได้ ในห้องสมุดมหาวิทยาลัยก็ได้ หรือจะหาที่ไหน ๆ ที่เงียบ ๆ ก็ได้) ส่วนวันอาทิตย์ ขอปล่อยให้สำราญใจตามสบาย มิฉะนั้นเดี๋ยวจะไม่เต็มเต็งไป

 

       วิชานี้เป็นวิชาอะไร ? ก็ตอบว่า เป็นวิชากฎหมาย กฎหมายคืออะไร ไม่ต้องตอบก็เห็นจะได้ เพราะใคร ๆ ก็รู้ แต่ “นิติศาสตร์” นั้น นอกจากจะเป็นวิชาที่สอนที่เรียนกันว่า กฎหมายเรื่องนั้นเขาบัญญัติไว้อย่างไร ใช้ปรับเข้ากับกรณีใด และมีเงื่อนแง่การตีความมาแล้วอย่างไร มีปัญหาอย่างใด ฯลฯ ซึ่งมีมากมายหลายพัน “จุด” ที่ต้องเรียนต้องรู้แล้ว, ยังจะแนะต้องคิดกันด้วยว่า กฎหมายนั้น ๆ ยุติธรรมแล้วหรือ การตีความอย่างนั้น ๆ ถูกต้องกับสภาพของสังคม และเศรษฐกิจแล้วหรือ จะมีกฎหมายดีกว่านี้ได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ? นอกจากนี้ ยังต้องเรียนรู้ด้วยว่า หลักการทั่วไปของนิติศาสตร์มีอย่างไร ? กฎหมายของเราฝ่าฝืนขืนขัดกับหลักการทั่วไปนั้นหรือไม่ ? และอื่น ๆ อีก

 

       เรียนแล้วจะไปทำมาหากินอย่างไร ? ตอบว่า มีทางทำมาหากินมาก นอกจากจะไปเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความ ซึ่งเป็นการใช้วิชาชีพกฎหมายแท้แล้ว ยังไปทำอะไร ๆ ก็ได้อีกหลาย ๆ อาชีพ เวลานี้ผู้สำเร็จนิติศาสตร์ไปเป็นเจ้าบ้านเจ้าเมือง ไปเป็นพนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ นิติกร และอธิบดี หัวหน้ากอง หัวหน้าแผนก ที่ปรึกษากฎหมายตามบริษัทห้างร้านใหญ่ ๆ มากมาย และอาชีพที่ใหม่ที่สุดก็คือเป็นอาจารย์ประจำในคณะนิติศาสตร์ ม.ธ. นี้เอง อาชีพหลังนี้มีทางได้รับทุนไปศึกษาต่อยังต่างประเทศได้มาก

 

       ทั้งนี้เหตุว่า การรู้กฎหมายนั้น เป็น “อาภรณ์” ของคนทุกคน ด้วยเหตุนี้ คณะนิติศาสตร์ ม.ธ. จึงต้องรับผู้สำเร็จปริญญาจากสาขาวิชาอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัย เข้ามาเรียนในคณะนิติศาสตร์ต่ออีกทุก ๆ ปี ปีละเป็นจำนวนมาก ๆ

 

       เท่านี้ก็เห็นจะพอสำหรับจะแนะแนว นักเรียน รุ่นน้อง ที่จะเข้าศึกษาในแขนงนี้

 

       ส่วนประวัติการเรียนของผู้เขียน ก็ไม่มีอะไรจะเล่าให้ฟังนัก เพราะไม่มีอะไรเป็นเด่น ตั้งแต่เล็ก ๆ มาแล้ว ผู้เขียนก็เรียนกับเขามาได้เรื่อย ๆ เท่านั้น อยู่อัสสัมชัญ ตั้งแต่ พ.ศ. 2457 ถึง 2467 (แปลว่าตั้งแต่เด็กจนหนุ่ม) เรียนกฎหมายอยู่ 4 ปี สำเร็จเป็นเนติบัณฑิตไทย พ.ศ. 2471 สอบแข่งขันได้ทุนรพีบุญนิธิไปเรียนกฎหมายอังกฤษ พ.ศ. 2473 ถึง 2476 กลับมาก็เริ่มทำงาน และทำงานมาจนแก่ออกเกษียณใน พ.ศ. 2510

 

       ขอเขียนจารึกไว้ในที่นี้ด้วยว่า เมื่ออยู่อัสสัมชัญนั้น มีครูดี ๆ มากหลาย ที่มีส่วน “ปั้น” ผู้เขียนให้ “เป็นตัวเป็นตน” ขึ้นมา อาทิ ท่านภราดา ฟ.ฮีแลร์ ท่านภราดาไมเกิ้ล ท่านภราดาโรเคชั่น ท่านภราดาฮิวเบอร์ต คุณครูมหาสุข คุณครูมหาแปลก นักเรียนรุ่นปัจจุบันนี้ไม่รู้จักท่านอาจารย์เหล่านี้แล้ว แต่ผู้เขียนรู้จักท่านดี รู้จักด้วยดวงจิตอันไม่มีวันลืมเลือน และกราบไหว้ระลึกถึงพระคุณท่านอยู่เป็นนิจ ทั้งในระยะเวลาที่ผู้เขียนเป็นนักเรียน เป็นนักศึกษาทั้งในและนอกประเทศ เป็นผู้พิพากษาเป็นปลัดกระทรวง เป็นประธานศาลฎีกา ตลอดมาจนเป็นองคมนตรี ตราบเท่าทุกวันนี้.

 

ด้วยความรักและหวังดีเสมอ

 

สัญญา ธรรมศักดิ์

 

15 สุขุมวิทซอย 41 พระนคร 

11 ตุลาคม 2513


Author: สัญญา ธรรมศักดิ์