อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย เล่มที่ 004

ปีที่พิมพ์:
1914
จำนวนหน้า:
132
ภาษา:
ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส
สถานที่พิมพ์:
โรงพิมพ์อัสสัมชัญ
คำสำคัญ:
-

อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย (Echo de L'Assomption)

          หนังสือรวมบทความต่าง ๆ ในโรงเรียน และในสังคม สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ ความคิดของชาวอัสสัมชัญ และสังคมไทย ณ ขณะนั้น เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในการทำหนังสือ และมีสังฆราชเรอเน แปร์โรสเป็นบรรณาธิการ อัสสัมชัญ อุโฆษสมัยตีพิมพ์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1913 ในระยะแรกจัดพิมพ์ปีละ 4 เล่ม ก่อนปรับลดลงเหลือ 3 และ 2 เล่ม จนยุติไปเมื่อปี ค.ศ 1941 เนื่องจากไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2

ในเล่มนี้ประกอบไปด้วย


"ออนเนอร์"
โดย ชุมภาบาล
หน้า 203

          เขียนว่า...สมัยนี้คนไทยเราพอใจเอาคำต่างประเทศมาพูดเจือปนกับคำไทยมีอยู่มากหลายสิบคำแล้ว แต่ผู้พูดรู้จักพูด ใช้ภาษาถูกก็น่าฟังอยู่เมื่อไม่รู้นำมาใช้พูดขึ้น มีผู้รู้ได้ฟังก็ไม่เหมาะเสนาะโสต และน่าจะวิตกว่า...คำของไทย ๆ นานไปจะหลายเปนภาษาอื่นเสียหมด ที่ไปฉวยเอาคำฝรั่งมาใช้พูดแทนคำไทยนั้น ดูออกจะดัดจริตไป โดยหมายความผิดแผกมากกว่า ความเดิมในภาษาฝรั่งอีกด้วย เช่นคำใดในภาษาฝรั่ง มีใจความสุภาพเพราะเหมาะดี ไปเอาคำชนิดนี้มาพูดปนระคนเข้ากับคำไทยก็ไขว้ประโยค กระทำให้ไม่เข้าหูโดยกลับใจความเสีย เลยเปนคำตรงกันข้าม เช่นคำว่า "ออเนอร์"


"ประวัติของรถยนตร์" 
โดย คีม สูวรรณ
หน้า 207

          เขียนว่า...การที่คิดสร้างเครื่องจักร์เครื่องยนตร์ขึ้นนี้ มีนักปราชญ์หลายชาติที่ออกความคิดประดิษฐ์ขึ้นโดยวิธีแปลก ๆ ต่าง ๆ กัน เช่น ใน ค.ศ. 1680 ประเทศอังกฤษ ได้มีนักปราชาญ์ ชื่อเซอรนิวเติน ประดิษฐ์ทำรถยนตร์ขึ้น หม้อไฟที่มีท่อยื่นออกมาข้างหลัง ยาวยืดยาด และแรงไอที่ออกนั้นก็ดันเอาให้รถนั้นไปได้กุก ๆ กัก ๆ สักแต่ว่าเปนรถยนตร์เดินได้เอง


"ลครกลางปี"
โดย บั๊ดเต้อร์ไฟล
หน้า 211

          เขียนว่า...เปนละครพูดภาษาอังกฤษ เรื่อง บ้านหมอถอนฟัน เรื่องนี้เปนเรื่องตลก ลครพูดภาษาฝรั่งเศษ เปนเรื่องเสร้าเสียใจนัก


"ขโมยเชื้อโรค"
โดย หิรัญ รัศมี
หน้า 214

          เขียนว่า...หลวงโรคาพิบัติหยิบกระจกแผ่นหนึ่งใส่เข้าไปใต้กล้องส่อง "ไมครอสโคป" นี่แหละคือเชื้อโรคของอหิวาตะกะโรค ที่ได้รับปรับปรุงไว้โดยเรียบร้อยแล้ว (อ้ายตัวห่ายังไงล่ะ) แก่ชายคนหนึ่ง แต่ด้วยความรู้ในทางแพทย์ จึงไม่ทราบว่าเขาเปนเจ้าพวกโจร มันจึงได้ขโมย เอาของนั้นหนีมา เพื่อจะทำให้น้ำในกรุงเทพฯ เปนพิศ เกิดโรคร้ายต่อเนื่องกัน


"หวนกลับไปหัวหิน"
โดย ระคน
หน้า 230 

          เขียนว่า...เมื่อลงมาจากเขาตะเกียบ เราก็ได้ไปขึ้นเขาหัวล้าน เขาอะไรต่ออะไรอีกหลายเขา ครั้งที่สุดก็พากันเดินเปนแถวไปขึ้นเขาหลวง ที่เมืองเพ็ชร์บุรี เมื่อเราพากันเดินไปตามถนนเขาหลวง ข้าพเจ้านึกไปในใจว่า...คงเปนเขาของตาหลวงพรมศรยิงนกเขากระมัง เพราะเมื่อเปนเด็กเคยร้องเล่นว่า...เขาไหน? เขาหลวง หลวงไหน? หลวงพรม. ฯลฯ...


"กิโยมรอลัง"
โดย สร้อย สนิม
หน้า 233

          เขียนว่า...เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่กรุงปาริศได้มีการประชุมเลี้ยงดินเน่อร์อย่างใหญ่ เพื่อเป็นเกียรติยศแก่พลทหารแก่ ๆ ผู้หนึ่ง ชื่อ รอลัง ซึ่งเปนแต่เพียงสามัญชน เช่น เปนชาวนาและผู้ดูแลเลี้ยงแกะ ตั้งบ้านเรือนอยู่มณฑล อาเวรง ในประเทศฝรั่งเศษ ท่านรอลังผู้นี้เกิดเมื่อค.ศ. ๑๘๒๑ เพราะฉะนั้นอายุท่านในประจุบัน ก็นับได้ราว ๆ ๘๓ ปีเศษ


"เฒ่า ทูบาล"
โดย สันตวา
หน้า 236

          เขียนว่า...จักดำเนินตำนานตามบุรพกาลมากล่าว ข่าวนิเทศนิยาย ยังมีชายพฤฒาหนึ่ง สมยาเฒ่าทูบาล ชาญเชี่ยวโลหะกิจวันหนึ่งคิดรำพึง ตูลุถึงปัจฉิมวัย มรณภัยเกือบมากวน ควรตูทำประโยชน์ ให้แก่โคตร์แก่พงษ์ให้แก่วงษ์แก่วาน ให้แก่หลานแก่หลืบ สืบสาธารณ์ผล แก่ฝูงชนทุกชั้นจักศุขเพราะเรื่องนั้นแน่แท้ทีเดียวแล


"เขาเล่าว่า"
ไม่ปรากฎนามผู้เขียน
 หน้า 240 

          เขียนว่า...มีนักปราชญ์ฝ่ายวิชาแยกธาตุ ผสมธาตุผู้หนึ่ง ได้แปรธาตุในร่างกายของคนหนึ่งๆ ออกเปนดังนี้

1. ธาตุเหล็ก ประมาณเท่าตะปู
2. แร่เกลือสักกำมือเศษ
3. ปูนขาวประมาณ 1 ปี๊บ
4. กรรมถันพอชุบปลายไม้ขีดไฟได้สัก 10 กลัก
5. น้ำตาลก้อนประมาณ 20 ก้อน
6. ไขและมันต่างๆ ประมาณ น้ำหนัก 10 ชั่งบ้าง 15 ชั่งบ้าง
๗. ไข่ไก่ขาสัก 100 ฟอง

          นักปราชญ์ ผู้นี้พูดรวมความในท้ายรายงานของท่านว่า...ถ้าจะคิดตั้งค่าคน ๆ หนึ่ง ตามราคาของที่มีอยู่ในตัวแล้ว เห็นจะอยู่ราว 20 บาทได้


 "มีนิยายของเมืองมอโรโคเรื่องหนึ่งว่า"

          เขียนว่า... วันหนึ่งในฤดูแล้งพยาปีศาจอสุรกายร้ายตนหนึ่ง ออกจากนรกมาเยี่ยมมนุษย์โลก ให้มีความกระหายน้ำเปนกำลัง ครั้นจะกินน้ำธรรมดาอย่างนี้เล่า ก็ไม่เปนที่พอใจ จึงได้คิดตำรากลั่นน้ำวิเศษขึ้นชนิดหนึ่งของตัวเองต่างหาก แต่นั้นมา น้ำอมฤตย์นั้น ก็ยังตกค้างอยู่ในมนุษย์โลกนี้ แต่เขาเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า "น้ำสุราเมรัย ใครกินเข้าไป ก็มีอาการดุจดั่งอสูรกาย ที่เริ่มประดิษฐ์น้ำวิเศษนี้เหมือนกัน


เกมส์ "ตอบปฤษณา"
โดย แสงอรุณ
หน้า 242

          เขียนว่า...อุโฆษสมัยเชิญชวน เชิญมิตร์ประมวลประมาณประกอบคิดปฤษณา


 เฉลยเกมส์ "ปฤษณา"
โดย ปถมเช
หน้า 243

          เขียนว่า...พลเอ๋ยพลเรือน ชั่งโอฐเอื้อนแคะคิดปฤษณา ดูคล้องจองต้องบทรจนา คำหนึ่งนั้นเดาว่าราชา "กรรษ" คำที่สองไม่แคล้วแล้ว "อุโฆษ" สาม "วิโรจ" รุ่งเรืองเมืองสวรรค์ คำที่สี่ "อุณหิศ" ไม่ผิดครัน ตามดอกจันหันกลับ "อุโฆษ" เอย


 อินทรวิเชียร์ฉันท์
โดย ประยูร
หน้า 243

           เขียนว่า....
"พลเรือนอุสาห์ร้อย    เสนาะถ้อยประสานถาม
ข้อยยลกระทู้ความ     สุระตอบลิขิตลง
บรรทัดทะแยงนั้น      สุภะชื่อ "อุโฆษ" ตรง
ที่หนึ่งก็เห็นคง        บ มิ เพี้ยนมิผิด "กรรษ"
ที่สอง "อุโฆษ" ซึ่ง   คณะหนึ่งประจงสรร
ที่สาม "วิโรจ" อัน   ดุจะข้อย เฉลยมา
ที่สี่พิจารณ์แน่        "อุณหิศ" พินิจหา
ดังนี้ ธ เมตตา       ผิว ผิดษะมาเทอญ"


"แก้โคลงทาย (โคลงที่เป็นคำเฉลย) ในอุโฆษสมัย เล่มสาม (หน้า 181)"
โดย อ.ฆ. (อุโฆษสมัย) 
หน้า 244

           เขียนว่า...ขอบใจบรรดาท่านที่ตอบโคลงทาย แลแก้ปฤษณาส่งมาให้ ล้วนไพเราะน่าอ่านน่าฟัง แต่เสียใจหน้ากระดาษไม่พอจะรับรองเอาลงได้


 บทสรรเสริญ "พระพุทธมารดา" คำฉันท์
ไม่ปรากฎนามผู้เขียน
หน้า 248 


"วิชาเบ็ดเตล็ด"
ไม่ปรากฏนามผู้เขียน
หน้า 249 
           เขียนว่า...
- วิธีป้องกันมิให้แสบตาเวลาปอกหัวหอม
- การนำน้ำจากใบชาใช้แล้วมาล้างเครื่องแก้ว
- วิธีตักผลไม้เชื่อมโดยมิให้ชามแตก
- วิธีทำให้ดอกไม้ในขวดปักดอกไม้สดอยู่ได้นาน
- วิธีปิ้งขนม ให้เหลืองหอมน่ากิน
- วิธีดูว่าเนื้อสดหรือไม่
- วิธีเลือกกุ้งฝอยให้สด


 โคลงทาย
ไม่ปรากฎนามผู้เขียน
 
หน้า 250

           เป็นปริศนาที่แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทโคลง


 "ตำนานพระรังสิต"
โดย มหาทิม
หน้า 251

           เขียนว่า...พระรังสิตพาบุตร์ชายสองค์กับมเหษี หนีพวกขบถ ต่างองค์ต่างพลัดกันที่ลำแม่น้ำใหญ่ พรานปลาพาเอาพระกุมารไปข้างหนึ่ง นายสำเภาเอามเหษีไปข้างอื่น ชาวกุรุนทีเชิญพระองค์ไปครองเมือง พรานปลานำพระกุมารทั้งสอง ไปถวายพระเจ้ากรุงกุรุนที กุรุนทีรับเลี้ยงไว้ในพระราชวัง นายสำเภาพบนางเกษมณีรับเลี้ยงไว้ในสำเภา นายสำเภานำสิ่งของเข้าไปขายในเมืองกุรุนที พระรังสิตใช้ให้สองกุมารลงไปในสำเภาเฝ้าสิ่งของพระวัชเรนทร์เล่าความเดิมให้น้องฟัง นางเกษมณีได้ยิน นางจึงออกมาพบสองกุมาร (ย่อความเดิม)


ข่าวจดหมาย 
หน้า 262 
มีดังนี้

           จากศิษย์เก่า "เมืองบลูเซลล์" (บ.ต.ว.) เขียนว่า...กระผมได้รับจดหมายของท่านครูและอัสสัมชัญอุโฆษสมัยมาหลายเวลาแล้วอยากจะตอบทันทีทีเดียว แต่จนเวลานัก กระผมมีความขอบพระคุณเปนที่สุดขอแต่เบื้องบนจงอวยพรไชยให้พร ให้อัสสัมชัญ อุโฆษสมัยมีความเจริญ และชื่อโด่งดังกระทั่งถึงยุโรปเถิด
 
           จากกรุงเทพฯ (ก.บ.ธ.) เขียนว่า...ด้วยดีฉันได้รับคำสั่งของบิดาให้มีจดหมายถึงคุณครูได้ทราบ เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคมนี้ ได้รับหนังสือพิมพ์อัสสัมชัญ อุโฆษสมัย เล่ม 3 ของคุณครูแล้ว ดีฉันมีความยินดีขอบพระเดชพระคุณ คุณครูเปนอันมาก เนื้อเรื่องในอุโฆษสมัยทั้ง 3 เล่ม เปนเรื่องอันดี ควรอ่านควรจำไว้ใส่ใจ ทั้งเพราะเสนาะโสต์รไม่เบื่อหู ไม่เสียเวลาอ่านเสียเปล่า ยังได้รับผลอันดี เพื่อมาจากคำสั่งสอนของคุณครูเสียอีก
 
           จากเชียงใหม่ (น.ป.) เขียนว่า...ผมมาถึงเมืองนครเชียงใหม่เมื่อวานนี้ เวลาบ่าย 5 โมงเศษ เวลานี้ผมพักอยู่ที่เรื่องป่าไม้ จะต้องอยู่ที่นี่ประมาณสัก 10 วัน แล้วผมจะต้องออกไปฝึกหัดสำรวจป่า...เรื่องเงินที่ผมใช้ยังไม่หมดนั้น ผมตั้งใจอยู่ว่าจะส่งมาให้ทางธนานัติ ถ้าเมื่อผมกลับมาจากป่า ผมจะส่งมาให้ครบคราวเดียว ผมหวังใจว่าคุณครูคงจะไม่เร่งรัดนัก...ผมขอส่งความคิดถึงมาอย่างคุณครูและเพื่อนนักเรียนทั้งหลายด้วย


ข่าวเบ็ดเตล็ด
หน้า 265 

           ข่าวไปรับราชการ ไปศึกษาวิชาประเทศยุโรป เขียนว่า...นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญได้ไปรับราชการในสถานทูตสยาม ณ ประเทศยุโรป 5 นาย คือ นายจรูป นายนพวงศ์
อยู่ที่ลอนดอน นาย ย.มานพ นาย ย.แทนที่ กรุงโรม นายอับดุลอาซีซ ที่กรุงเวียนนา
 
           อีก 5 นายได้ไปศึกษาวิชาต่อไปให้สำเร็จ คือ นายต.วินเซอร์ นายย.วินเซอร์ นายเสียร นายเถลิงศก นายจุนชาติ รวม 10 คน ได้ลงเรือโดยสารไปเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 1914
พร้อมกันกับท่านพระยาพิพัฒโกษา ซึ่งได้ออกไปเปนราชทูตกรุงเวียนนา
 
           ข่าวกลับไปนอก เขียนว่า...ภราเทอร์ อาลฟองส์ ซึ่งเปนครูสอนภาษาฝรั่งเศษ ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ประมาณ 7 ปี ได้รับคำสั่งจากท่านหัวหน้าบังคับการภราเทอร์เซนต์กาเบรียส์
ให้กลับไปเมืองแบลเยี่ยม และท่านได้ออกไปตามคำสั่งในวันที่ 9 กรกฎาคม เราขออวยพรให้ท่านได้รับความศุขความสำราญเทอญ
 

           ข่าวไปสงคราม เขียนว่า...เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ท่านสังฆราชเรนาโต ท่านภราเทอร์ยอนหลุย และท่านภราเทอร์อาลีร์ ได้ลงเรือโดเวอร์ ไปเมืองฝรั่งเศษ เพื่อจะเข้ารับหน้าที่ในการสงครามคราวนี้ และเมื่อวันอังคารที่ 11 ท่านภราเทอร์ฮีแลร์ ภราเทอร์หลุยชาแนล ภราเทอร์โอเซ และท่านบาดหลวง 13 องค์ ก็ได้โดยสารเรือ โปรดิ๊วส์ไปด้วย หวังใจว่าท่านทั้งหลายที่ไปนั้น คงปราศจากภัยอันตราย และขอให้พระผู้เปนเจ้าได้โปรดนำท่านกลับคืนมาแก่เราด้วย
 
           ข่าวอัคคีภัย เขียนว่า... เมื่อวันที่ 17 ค.ศ. 1904 (ค.ศ. 1914 ??) เวลาสองยามเศษเกิดเพลิงไหม้ขึ้น ที่ริ่มวัดญวนตลาดน้อย 

           ข่าวสนามฟุตบอล เขียนว่า...ที่ดินทุ่งนาหลังโรงพยาบาลเซ็นท์หลุยนั้น จะเปนสนามฟุตบอลขึ้น เวลานี้ได้เห็นกุลีไปถากถางที่ ขุดคูโดยรอบโกวนดินขึ้นกลบเกลี่ยเรี่ยรายตามที่ลุ่ม เพื่อจะให้พื้นที่เปนที่ราบเตียน เข้าใจว่าในไม่ช้านัก สนามฟุตบอลที่กล่าวนี้คงจะแล้วสำเร็จ


ข่าวมรณภาพ 
หน้า 269 

           ข่าวสมเด็จพระสังฆราชา (ซังโตปาปาปีโอที่ 10) ยอแซฟแมลกีออร์ชาร์โต ได้บังเกิดที่เมืองริส ในประเทศอีตาลี เดือนมิถุนายน วันที่ 2 ค.ศ. 1835 ได้อุปสมบทเปนพระสงฆ์ ใน ค.ศ. 1858 ถึงอายุ 23 ปี จึงได้เปนเจ้าวัด ครองสับบุรุษย์คฤศตัง ที่ตอมโบโล และภายหลังที่ซาลซาโน ครั้นถึงใน ค.ศ. 1875 ได้รับสมณศักดิ์เปนพระสังฆราช ที่เมืองเตรวีโซ ต่อมาค.ศ. 1884 ได้ไปรับเปนอรรคสังฆราชที่เมืองแมนตัว และชั้นที่สุดใน ค.ศ. 1893 สมเด็ตพระสังฆราชา เลโอที่ 13 จึงได้เลื่อนยศตั้งให้เปนกาดีแนอล์ ที่มองเวนิช จน ค.ศ. 1903 ได้เลือกเปนสมเด็จพระสังฆราชา ศีร์ษะห่งคฤศสาสน์องค์ใหม่ และสิ้นพระชนม์ชีพเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม เวลาเช้า 1 โมง 20 นาที
 
           ข่าวท่านบาดหลวงกินิอาร์ เขียนว่า...บาดหลวงกินิอาร์ได้เกิดที่เมืองวิเยซูร์โซน ได้บวชเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ. 1891 ปีนั้น ได้เข้ามาเมืองไทยในวันที่ 11 พฤศจิกายน เรียนภาษาไทยอยู่ได้ประมาณสองปี ครั้นถึง ค.ศ. 1894 ก็มีความสามารถรับธุระไปปกครองสับบุรุษย์คฤศตัง ที่วัดกรุงเก่า ต่อมาอยู่ที่วัดอัสสัมชัญ เปนผู้ส่งของหรือสั่งของให้แก่บรรดาบาดหลวงหัวเมือง ใน ค.ศ. 1903 จึงได้เปนเจ้าวัดปกครองสับบุรุษย์อยู่วัดกอนแซพซัง หรือวัดเขมร ที่สามเสน ประมาณ ๒ ปีมาแล้ว ท่านบาดหลวงองค์นี้ได้ถูกโรคาพาธเบียดเบียฬ ในตอนปลายปีกลายนี้ ได้ไปเมืองฮองกงเพื่อรักษาแลเปลี่ยนอากาศ เผื่อบางทีจะพ้นหายจากโรคนี้บ้าง แต่เมื่อเธอกลับมากรุงเทพฯ ก็เพียงแต่มีอาการทุเลาลงบ้างเล็กน้อยเท่านั้น ต่อมารู้สึกไม่สบาย จึงไปพักรักษากายที่โรงพยาบาลเซ็นหลุย ณ ที่นี้เองเธอได้ถึงแก่ความมรณภาพ
 
           ข่าวท่านอาจารย์โรงเรียน เขียนว่า...ข่าวอันน่าสลดใจได้บังเกิดขึ้น ในคณะโรงเรียนอัสสัมชัญอีกสองรายคือ ท่านภราเทอร์ แวงซัง เดอปอล์ ผู้มีอายุเพียง 26 ปี ได้ถึงแก่ความมรณภาพลง  ตั้งแต่ท่านได้เข้ามาถึงเมืองสยาม โรคนี้ก็ได้เข้าประจำอยู่ในร่างกายของท่านตลอดมา ท่านเปนอาจารย์อยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญ ประมาณ 3 ปีเศษ โรคปอดพิการอันเรื้องรังสิงสู่อยู่ช้านานนั้น ก็กำเริบทวีขึ้น ต้องไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุย อยู่ได้ประมาณ 3 เดือนเศษ หาทุเลาไม่ ครั้นถึงวันที่ 4 กันยาน ค.ศ. 1914 ท่านได้รับมรณภาพลงที่นั่น ขอพระเปนเจ้าได้ประทานความบรมศุขให้แก่ท่านในปรโลกหน้าด้วยเทอญ
 
           นายทิมเปรียญ (มหาทิม) ซึ่งเปนครูสอนหนังสือไทยของโรงเรียนอัสสัมชัญได้เสียชีพลง คือป่วยเปนโรคชราภาพ มีอาการกระเสาะกระแสะ ต่อมามีอาการซุดลง ครั้งเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1914 เวลา 5 โมงเช้า ก็เสียชีพ บรรดาครูแลนักเรียนพากันมีความเสียใจ และได้อวยพร เพื่อขอให้ท่านครูทิมได้รับความศุขไนปรภพภาคนั้นด้วย
 
           ข่าวนักเรียนเก่า เขียนว่า...เบอร์นาร์ดดลอซัน เลขประจำตัว 875 รับหน้าที่ทำการที่บริษัทไฟฟ้าสยาม ได้ทราบว่า เจ็บเปนวรรณโรคประมาณสองสามเดือนพอมาถึงวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ.1914 ก็สิ้นใจอยู่ที่บ้าน ตำบลวัดกุฏีจีน


 จัดทำข้อมูลโดย อาสาสมัครช่วยอ่านเอกสาร