กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี : สิงโต จ่างตระกูล

ผู้เขียน : สิงโต จ่างตระกูล
product

กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี

โดย สิงโต  จ่างตระกูล  ใน อุโฆษสาร  1973 หน้า 13 - 19

 

อ่านเพิ่มเติมและดาวน์โหลดได้ที่

http://assumptionmuseum.com/th-th/book/%E0%B8%AD-%E0%B9%82%E0%B8%86%E0%B8%A9%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%AD-%E0%B9%82%E0%B8%86%E0%B8%A9%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3-1973/


 

       “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” เป็นคำพังเพยที่กล่าวถึงชะตาประเทศไทยว่าเวลาจะตกต่ำคราวใดก็มักจะมีคนมีบุญ (หรืออย่างที่สมัยนี้เราเรียกว่า อัศวินขี่ม้าขาว) มาช่วยเสมอ

 

       เช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยาคับขันเสียกรุงแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. 2112 สมเด็จพระนเรศวรก็มาช่วยแก้สถานการณ์กอบกู้เอกราชคืนมาได้ หรือในสมัยที่อิทธิพลของฝรั่งเศสกำลังกำลังจะเปลี่ยนราชบัลลังก์ของไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็มีคนมีฝีมือคือพระเพทราชา มาทำการรัฐประหารล้มรัฐบาลของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (ฟอลคอน)  ออกไป

 

       ยิ่งมาในสมัยกรุงแตกครั้งที่สอง เรายิ่งได้เห็นความสามารถของคนไทยเรามากขึ้นและเป็นการยืนยันอย่างดีว่าคำพังเพยที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นความจริงที่ไม่ตาย เพราะวีรกรรมของชาวบางระจันที่หาญต่อสู้พม่าอย่างกล้าศึก และเพราะพระปรีชาสามารถของพระเจ้าตากสินที่นำทัพไทยจีนหักตีพม่า จากกรุงศรีอยุธยาก่อนกรุงแตก จนกระทั่งได้รวบรวมผู้คนมาโจมตีพม่า จนคนไทยเราได้อิสรภาพคืนมาอีกครั้งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้เราชาวไทยไม่เคยลืมจากหน้าประวัติศาสตร์

 

       คำว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี คงไม่ได้จำกัดความเฉพาะคนกรุงเก่าเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมกรุงเทพหรือกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย เพราะปรากฏว่าในสมัยกรุงเทพนี้เราได้เผชิญวิกฤตกาลหลายครั้ง แต่ด้วยพระบารมีของพระราชวงศ์จักรี และพระสยามเทวาธิราช เราสามารถนำประเทศรอดพ้นภยันตรายมาได้อย่างปลอดภัย เช่นสงครามเก้าทัพที่พม่าทุ่มเทกำลังพลกว่า 144,000 คนเข้าโจมตีไทย 5 ทาง เวลานั้นเรายังตั้งตัวไม่ติด แต่ด้วยความเจนจัดในยุทธศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เราสามารถชนะศึกทั้ง ๆ ที่เรามีกำลังน้อยกว่า

 

       และเมื่อเราได้เผชิญกับอิทธิพลของทางตะวันตกเมื่อรัชสมัยรัชกาลที่ 3 เราแทบจะเอาตัวไม่รอด  เพราะชัยชนะของอังกฤษในพม่า อิทธิพลอันไม่มีขอบเขตของอังกฤษในจีนทำให้ฐานะของประเทศไทยตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งจนมีข่างลือไปต่าง ๆ นานา ถึงกับเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์  ได้ถือโอกาสยกทัพมาโจมตีไทย เพราะคิดว่าไทยคงไม่มีทางสู้กับอังกฤษได้ ในท่ามกลางความวุ่นวายและปัญหาดังกล่าว ก็ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต และเจ้าฟ้ามงกุฎได้เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

       การทำสัญญาโบว์ริ่ง เมื่อ พ.ศ. 2398 นับว่าเป็นการเสียเปรียบแก่ไทยอย่างยิ่ง เพราะเราต้องยอมรับสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของต่างชาติ เราต้องเลิกล้มระบบผูกขาดสินค้าของกรมพระคลัง แต่ผลดีแก่ประเทศเราก็คือ ทำให้การค้าเจริญรุ่งเรืองขึ้นและประการสำคัญ ช่วยลดความคุกคามจากอังกฤษได้อย่างมาก มิฉะนั้นเราคงมีสภาพเหมือนกับเพื่อนบ้านของเราหลายประเทศ

 

       สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง เราจำใจต้องอยู่ฝ่ายอักษะมหามิตร รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม  ได้ประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรอย่างเปิดเผย กองทัพญี่ปุ่นได้เพ่นพ่านอยู่ทั่วกรุง เราถูกควบคุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การทหาร และการเมืองโดยปริยาย

 

       อย่างไรก็ตามได้มีคนไทยกลุ่มหนึ่ง ได้คัดค้านและได้ดำเนินการกับสัมพันธมิตรอย่างลับ ๆ ได้ตั้งหน่วยเสรีไทยขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้ความร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในการกรองข่าวเกี่ยวกับญี่ปุ่นในประเทศไทย ผลจากการร่วมมือดังกล่าวทำให้กองบัญชาการทหารสูงสุดของสัมพันธมิตร สามารถปฏิบัติงานทำลายกองทัพญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่ทราบกันดีว่ากองทัพเสรีไทยจะช่วยโจมตีญี่ปุ่นในประเทศไทยเมื่อเวลาสำคัญมาถึง แต่สัมพันธมิตรได้ไปทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น 2 คราว และบีบบังคับให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องประกาศยอมแพ้ โดยปราศจากเงื่อนไข

 

       แม้เราจะเป็นฝ่ายอักษะอย่างเต็มตัว แต่เมื่อสงครามสงบแล้ว เราได้สมัครเป็นสมาชิกสหประชาชาติประเทศที่ 55 และได้รับการรับรอง รัฐบาลไทยได้ประกาศว่าการประกาศสงครามสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ต่อต้านความรู้สึกทั่วไปของประชาชนชาวไทย และถือว่าการประกาศสงครามเป็นโมฆะ ประเทศเราจึงได้รอดตัวมาได้อีกครั้งหนึ่ง

 

       และเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 เราก็ได้เห็นเหตุการณ์ซึ่งจะเป็นข้อยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า ไทยเราไม่สิ้นคนดี แม้ว่าจะมีผู้ได้เขียนถึงเรื่องตอนนี้มากมายเพื่อสดุดีวีรชนคนไทย แต่ข้าพเจ้าก็อยากจะประมวลเหตุการณ์บางส่วนเพื่อจะเข้ากับเรื่องข้างต้น

 

27  มิถุนายน  2516

 

       ข้าพเจ้าในฐานะกรรมการบริหารของสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ตำหนักจิตลดาฯ ตอนหนึ่ง ดร. บุญรอด  บิญฑสันต์ นายกสมาคม และรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับการเดินขบวนของนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงที่จะเรียกร้องให้ ดร. ศักดิ์  ผาสุกนิรันดร์ กลับมาเป็นอธิการบดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัส มีใจความว่าพระองค์เองไม่มีอำนาจทำอะไรไม่ได้ แต่อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน อย่าใช้อำนาจโทสะเข้าประหัตประหารกัน และพระองค์ท่านได้ทรงย้ำตอนหนึ่งว่า “ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวเตรียมใจให้ดี ต่อไปคงจะมีการเดินขบวนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ เรื่องน้ำเน่าที่แม่น้ำแม่กลอง  เรื่องข้าวยากหมากแพง และเรื่องอื่น ๆ ......”

 

6  กันยายน  2516

 

       คณะกรรมการฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีไปประชุมกันเพื่อปรึกษาเรื่องการจัดการแข่งขันครั้งที่ 7 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญในมติที่ประชุมมีตอนหนึ่งว่า “ให้ประชุมครูอาวุโสที่โรงแรมรอแยล ในวันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม เวลา 10.30 น. โดยให้แต่ละโรงเรียนจัดครูอาวุโส จำนวน 10 คน เพื่อปรึกษาเรื่องรักษาความสงบในวันแข่งขัน” (โดยที่เราไม่ทราบว่าเรากำหนดตัวเองไปอยู่ในฉากสำคัญของวันมหาวิปโยค) 6 ตุลาคม 2516

 

       อาจารย์และนักศึกษาถูกจับเนื่องจากเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลรีบร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จในเร็ววัน โดยตำรวจสันติบาลตั้งข้อหาว่า ชุมนุมการเมืองเกินกว่า 5 คน

 

       ข้าพเจ้าพานักเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2  จำนวน 116 คนไปชมกิจการโรงงานถลุงเหล็กที่ท่าหลวง สระบุรี และพระราชวังบางปะอิน ขากลับมาผ่านโรงเรียนตำรวจนครบาล บางเขน เห็นนักศึกษาจำนวนมากไปยืนออขอเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาทั้ง 13 คน  ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่นักเรียนว่า “จะเป็นชนวนร้ายแรงในระยะ  2 – 3  วันนี้”  โดยไม่ทันคิดว่าทำไมถึงพูดเช่นนั้น

 

9  ตุลาคม  2516

 

       คณะครูอาจารย์ 4 โรงเรียน และท่านอธิการอัสสัมชัญเข้าพบท่านผู้บัญชาการทหารบก พล อ. กฤษณ์  สีวะรา ที่บ้านพักสวนพุดตานท่านได้สนับสนุนเรื่องฟุตบอลจตุรมิตร และรับปากจะจัดหาพลุสีในวันปิดการแข่งขัน เกี่ยวกับเหตุการณ์สองสามวันนี้ท่านได้ย้ำตอนหนึ่งว่า “ผมไม่เห็นด้วยที่จะจัดการรุนแรงกับนักศึกษา เพราะพวกนั้นคือลูกหลานของเรา”

 

       เมื่อเราออกมาจากบ้านพัก เราได้เห็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านรอพบท่านผู้บัญชาการทหารบก และได้มีนายทหารชั้นพันเอกผู้หนึ่งกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “ไม่ทราบว่าจะแข่งขันฟุตบอลได้หรือเปล่า เพราะเหตุการณ์คับขันเหลือเกิน ลองไปปรึกษาหาทางเลื่อนการแข่งขันด้วยนะ”

 

       10.00 น. พบท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นชัดกันดีว่าท่านกำลังเหน็ดเหนื่อยใจ  แต่ท่านก็รับปากว่าจะมาดูการแข่งขันในวันปิดตั้งแต่แรกเริ่มจนปิดพิธี

 

       11.00 น. พบท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านได้เน้นขอให้พวกเราช่วยกันรักษาความดีของจตุรมิตรสามัคคีไว้

 

12  ตุลาคม  2516  (10.00 น.)

 

       ประชุมคณะกรรมการจตุรมิตรที่ภัตตาคารชายทะเล เพื่อแถลงข่าวแก่สื่อมวลชน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนเทพศิรินทร์ และอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบมาไม่ได้ เพราะท่านทั้งสองต้องมีราชการด่วน แต่ได้ส่งผู้แทนมาร่วมประชุม

 

       เราทราบมาว่าบ่ายวันนั้นจำนวนนักศึกษา นักเรียนที่ชุมนุมประท้วงรัฐบาลในมหาวิทยาลัย

       ธรรมศาสตร์เพิ่มขึ้นเป็นแสนคนแล้ว ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องประกาศเลื่อนการสอบกลางปีไปโดยไม่มีกำหนด

 

       14.00 น. ข้าพเจ้ากลับมาที่โรงเรียน และได้รับโทรศัพท์จากศูนย์บัญชาการกองทัพบกสวนรื่นฤดีให้ไปรายงานตัวด่วน

 

       16.00 น. ข้าพเจ้าได้มาที่สวนรื่นฯ และได้รับการขอร้องจากท่านผู้ใหญ่ในกองทัพบกท่านหนึ่งให้ไปสังเกตการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทำรายงานให้ผู้ใหญ่ระดับสูงทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง เหตุผลในการใช้ข้าพเจ้า เพราะท่านเห็นว่าข้าพเจ้าได้คลุกคลีกับสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณฯ และเคยเป็นกรรมการฟุตบอลประเพณีจุฬา – ธรรมศาสตร์ทำหลายสมัยแล้ว

 

       18.00 – 20.00 น. ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าประทับใจในความพร้อมเรียงของนิสิตนักศึกษานักเรียนมากขึ้น

 

       21.00 น. เมื่อกลับมาที่ศูนย์บัญชาการสวนรื่นฤดี ข้าพเจ้าได้รับใบเพื่อให้ทำรายงานเหตุการณ์ ข้าพเจ้าได้บันทึกข้อความไปตามความเป็นจริงที่ธรรมศาสตร์ ตอนหนึ่งข้าพเจ้าได้ย้ำว่า “ขอให้ท่านผู้ใหญ่ใช้กระจกส่องหน้า และโอนอ่อนผ่อนตามเด็กบ้างก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสายจนแก้ไขอะไรไม่ได้” เมื่อส่งบันทึกไปแล้วสักครู่ก็มีนายทหารชั้นพลตรีผู้หนึ่งเดินออกมาแล้วถามว่า  “ใครชื่อนายสิงโต จ่างตระกูล”

 

       มีหลายคนมาต่อว่าข้าพเจ้าไม่ควรเขียนไปแบบนั้น ข้าพเจ้าได้ตอบว่า “ผมกินเงินเดือนราษฎร์ส่วนคุณกินเงินเดือนหลวง ผมมีสิทธิ์ที่จะพูดความจริงมากกว่าคุณ”

 

       คืนนั้นข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้กลับบ้านเมื่อเวลา 23.00 น. และได้รับคำสั่งกำชับว่าไม่ต้องมารายงานตัวอีกต่อไป

 

13  ตุลาคม  2516

 

       เวลาเที่ยงวันจำนวนนักศึกษา นักเรียนได้เพิ่มขึ้นเป็น 250,000 คนแล้ว และเริ่มเคลื่อนกำลังจากธรรมศาสตร์ไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และลานพระบรมรูปทรงม้า

 

       ในตอนค่ำวันนั้นรัฐบาลได้ประกาศปล่อยผู้ต้องหา 13 คน โดยไม่มีเงื่อนไข แต่นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ทราบข่าวนี้ และมีจำนวนมากแน่ใจว่าจะเป็นแผนลวงของรัฐบาล เพื่อจะให้ขบวนนักศึกษาสลายตัว

 

14  ตุลาคม  2516

 

       6.00 น. ข้าพเจ้าได้ขับรถไปดูเหตุการณ์ผ่านสนามหลวง ได้เห็นนักศึกษาส่วนใหญ่กำลังเดินออกจากบริเวณลานพระบรมรูป ก็ดีใจคิดว่าเหตุการณ์ตึงเครียดจะคลี่คลายลงแล้ว

 

       แต่เมื่อเข้าใกล้เขาดินวนา ข้าพเจ้าเริ่มเอะใจเพราะนักศึกษานักเรียนจำวนมากกำลังชุมนุมที่นั่น  และเมื่อใกล้บริเวณพระตำหนักจิตรลดาก็เห็นตำรวจอาวุธครบครันกำลังกันนักศึกษาอย่างเอาจริงเอาจัง

 

       ข้าพเจ้าได้อ้อมรถมาทางถนนสุโขทัย และมาจอดรถที่หน้าบ้านราชวิถี ก็ได้พบนักเรียนอาชีวะกลุ่มใหญ่กำลังเผชิญหน้ากับตำรวจคอมมานโดที่มุมกำแพงสวนจิตรลดาด้านตะวันออก

 

       6.15 น. ข้าพเจ้าได้พบนายเคียง นักเรียนเก่าคริสเตียนและกำลังเรียนที่คณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณฯ ที่หน้าบ้านราชวิถี เคียงได้บอกข้าพเจ้าว่าพวกช่างกลทำงานดีเหลือเกินช่วยเป็นหูเป็นตาทุกอย่าง และเตือนให้ข้าพเจ้าออกจากบริเวณนั้น เพราะทราบมาว่าพวกช่างกลคิดว่าถูกรัฐบาลหักหลัง และกำลังจะเล่นงานพวกนักเรียน พวกนี้ไม่เชื่อว่าทั้ง 13 คน ได้รับการปลดปล่อยแล้ว เพราะเขาไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเลย

 

       ข้าพเจ้าทราบต่อมาว่า พวกนักศึกษาและนักเรียนต้องการจะเดินผ่านจากสวนจิตรลดาไปทางเขาดินวนาเพื่อกลับบ้านแต่ตำรวจไม่ยอมให้ผ่าน เพราะเกรงว่านักศึกษาจะไปรวมตัวที่สวนพุดตานและสวนรื่นฤดีอีก

 

       โดยที่นักเรียนและนักศึกษาอดนอนมาหลายคืนแล้ว และเมื่อคืนก็ถูกวางสลอดผสมกับน้ำดื่ม  ความหิวโหย ความคับแค้น ผสมกับความน้อยใจที่ตำรวจไม่เข้าใจเรื่อง เหตุการณ์วันมหาวิปโยคจึงได้เริ่มต้นขึ้นที่จุดนี้

 

       ไม่ทราบว่าใครเข็นรถไปถูกตำรวจจนเข่าหลุด และจากนั้นก็เกิดการตะลุมบอน โดยนักศึกษายืนยันว่าตำรวจลงมือก่อน เมื่อโดนทั้งกระบองไฟฟ้า แก๊สน้ำตา นักเรียนก็สะบักสะบอม บางรายถึงกับตาย

 

       ต่อจากนั้นเหตุการณ์ก็ลุกลามมาถึงราชดำเนินและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาที่กำลังจะสลายตัวจึงก่อตัวขึ้นใหม่ คราวนี้ด้วยจิตใจเคียดแค้นที่ถูกเจ้าหน้าที่ทำร้ายพวกตนถึงแก่เสียชีวิต  พระสยามเทวาธิราชช่วยด้วยเถิด อัศวินม้าขาวไปอยู่ที่ไหนนะ

 

       10.00 น. ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเหตุการณ์คับขัน ข้าพเจ้าก็ยังคงไปที่โรงแรมรอยัล เพื่อประชุมฟุตบอลจตุรมิตร ข้าพเจ้าต้องจอดรถใกล้ ๆ สำนักงาน ก.ต.ป. สี่แยกคอกวัว เพราะถนนราชดำเนินการจราจรกำลังแน่นมาก ผู้คนเต็มจนลานตาไปหมด

 

       ที่โรงแรมข้าพเจ้าได้พบครูบรรณา และอาจารย์ทั้ง 4 โรงเรียนอีกหลายท่าน เราเริ่มประชุมกันตามปกติ แต่เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์รุนแรงยิ่งขึ้นตามลำดับ เราจึงเลิกการประชุม แต่ก็มีครูส่วนใหญ่ได้อยู่ที่โรงแรมนั้นเพื่อติดตามเหตุการณ์ต่อไป

 

       11.00 น. ได้เห็นสารวัตรทหารเรือจำนวนหนึ่งมารักษาการณ์ที่กรมประชาสัมพันธ์ท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับจากนักศึกษาและประชาชน ที่หน้าฟุตบาทโรงแรมรอยัลเป็นหน่วยพยาบาลไปในตัวเมื่อผู้บาดเจ็บหลายคนนอนอยู่ในเปลพยาบาล เสียงปืนดังไม่ขาดระยะ สักครู่ก็ได้ยินเสียงรถตีนตะขาบดังอื้อก้องมาทางกรมสรรพากร คันหนึ่งหันหน้าไปทางสะพานพระปิ่นเกล้าฯ อีกคันหันหัวไปทางถนนราชดำเนิน และอีกคันคลานมาจอดใกล้กับกรมประชาสัมพันธ์หันป้อมปืนมาที่โรงแรมรอยัล แล้วก็เห็นพวกทหารที่มีปืนยิงเร็วสวมหน้ากากกันแก๊สมีหอกปลายปืน ได้โอบล้อมกลุ่มนักศึกษาและประชาชน เสียงปืนดังขึ้นเป็นชุด ๆ พอเสียงปืนดังคราวใดพวกเราก็ล้มราบลงกับพื้นถนน แล้วก็ลุกขึ้นดูเหตุการณ์ต่อไปโดยไม่กลัวสิ่งใดทั้งสิ้น แต่ที่ล้มตัวลงไปเพราะสัญชาติญาณนั้นเอง ในที่สุดหน่วยพยาบาลส่วนหนึ่งก็ย้ายไปที่หน้าโรงพิมพ์สยามรัฐ เพราะปืนยิงถี่และหนักขึ้น ผู้บาดเจ็บเพิ่มจำนวนมากขึ้น ส่วนมากตายก่อนที่จะนำร่างมาที่หน่วยพยาบาล  ในขณะเดียวกันก็มีรถพยาบาลขนคนเจ็บไปที่ศิริราชพยาบาลไม่ขาดระยะ

 

       ในห้องอาหารที่โรงแรมรอยัลก็กลายเป็นที่เก็บศพและที่พยาบาลโดยจำเป็น นักท่องเที่ยวหลายคนเคียดแค้นที่ทหารทำร้ายนักศึกษาอย่างทารุณ เสียงปืนกราดมาที่หน้าต่างกระจกโรงแรม อาจารย์ผล ใจสว่าง ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่โรงเรียนสวนกุหลาบโดนเข้าที่แสกหน้าเลือดอาบ  เคราะห์ดีที่เจอกระสุนพลาสติก มิฉะนั้นคงจบชีวิตที่นั่น

 

       12.00 น. นักศึกษาเริ่มข้างกระจกหน้าต่างกรมประชาสัมพันธ์โดยไม่ได้รับการขัดขวางจากสารวัตรทหารเรือแต่ประการใด เพราะพวกนักศึกษาเจ็บใจที่โฆษกของกรมประชาสัมพันธ์ออกข่าวทางโทรทัศน์โดยบิดเบือนความเป็นจริง เช่นกล่าวว่า “ผู้ก่อการร้ายได้ใช้อาวุธร้ายแรงทำร้ายเจ้าหน้าที่อย่างเปิดเผย” ใครก็ตามที่ได้เห็นภาพที่นักเรียนกำลังวิ่งซิกแซก ข้างระเบิดเพลิงโมโลตอฟ ขว้างหิน ขว้างไม้ไปที่รถถังอันแข็งแกร่ง ย่อมทราบกันดีว่ากรมประชาสัมพันธ์ตาบอดแค่ไหน

 

       พวกนักเรียนได้ยึดรถเมล์ขาว รถขยะ รถดูดส้วมของเทศบาลมาจอดขวางถนน กั้นรถถังหน้ากรมประชาสัมพันธ์ หน่วยกล้าตายของนักเรียนได้ต่อสู้รถถังอย่างไม่กลัวตาย ทุกครั้งก็ได้ถูกปืนยิงเร็วจากทหาร จนร่างพรุนไปด้วยกระสุนเลือดอาบทั้งร่าง

 

       12.20 น. ทหารได้ใช้ระเบิดแก๊สน้ำตา ขว้างใส่ประชาชนที่สนามหลวงที่หน้ากรมสรรพากร กรมประชาสัมพันธ์ และหน้าโรงแรมรอยัล ข้าพเจ้าโดนเข้าสำลักหนึ่งปวดแสบปวดร้อนทั้งหน้าทั้งตา แทบจะลืมตาไม่ได้ เวลาหายใจเข้าไปคล้าย ๆ กับว่าถูกใครเอาน้ำร้อนมาลวกคอ เสียงตะโกนให้เอาถุงพลาสติกคลุมหน้า เสียงฝีเท้าคนวิ่ง เสียงปืนข่มขวัญ ประชาชนมากมายบุกเข้ามาในโรงแรมรอยัล และไนท์คลับสีดา เสียงขอน้ำเพื่อไปซับตาล้างตาเซ็งแซ่ไปหมด ที่หลังโรงแรมรอยัลนิสิตแพทย์และนักศึกษาอาชีวะกลุ่มหนึ่งกำลังขนขวดเปล่าโคล่ามาบรรจุผงเคมีเพื่อทำระเบิดขวดตามมีตามเกิด

 

       12.30 น. เหนือท้องฟ้าแลเห็นเครื่องบินกระจายเสียงขับไล่ให้ประชาชนออกนอกบริเวณสนามหลวง และถนนราชดำเนิน แต่ไม่มีใครสนใจเสียงหนวกหูเหล่านั้นมีแต่แช่งให้ตก ข้าพเจ้าเห็นเฮลิคอปเตอร์ผ่านไปทางสนามหลวง 2 ลำ แล้วก็ได้ยินเสียงปืนดังเป็นระยะ ๆ สักครู่ก็มีแพทย์ที่หน้าโรงแรมรอยัลตะโกนว่า “มันยิงด้วยปืนกลอากาศ” มองไปทางสนามหลวงก็เห็นคนวิ่งแตกกระจาย เสียงไซเรนจากรถพยาบาลกังวานขึ้นผ่านหน้าโรงแรมตลอดเวลา

 

       13.00 น. หน่วยกล้าตายไปวางเพลิงกองสลากกินแบ่งและได้ลากรถยนต์หลังกรมประชาสัมพันธ์มาเผาหลายคัน ต่อจากนั้นก็ไปเผาตึก ก.ต.ป. ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีจากประชาชน

 

       15.00 น. ข้าพเจ้ากลับบ้านโดยความสลดใจและจากนั้นก็ได้รับฟังข่าวจากกรมประชาสัมพันธ์และหนังสือพิมพ์ว่า จอมพลถนอม กิตติขจร ได้ลาออกจากนายกรัฐมนตรีแล้ว

 

15  ตุลาคม  2516  

 

       ข้าพเจ้าขับรถไปดูเหตุการณ์ที่ถนนราชดำเนินตามถนนที่ผ่านไป เห็นป้ายจราจร ตู้ยามตำรวจ ถังเก็บขยะถูกทำลายจนขยะสกปรกเต็มถนนไปหมด จะผ่านไปทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล เห็นคนยังแน่นเสียงปืนยังดังสนั่น จึงขับรถกลับมาทางกระทรวงศึกษาธิการ  ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่าเหตุการณ์เมื่อวานนี้ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น นักศึกษาได้ยึดมั่นต่อสู้กับตำรวจนครบาลที่กองบัญชาการผ่านฟ้า แต่ก็ถูกตำรวจยิงล้มคว่ำระเนระนาดในจำนวนผู้ที่เสียชีวิตคราวนี้ มีสมเด็จ วิรุฬหผล นักเรียนเก่าคริสเตียนฯ ซึ่งเป็นนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ปีที่ 1  จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยรวมอยู่ด้วย

 

       บ่ายวันนั้นได้เห็นป้อมยามตำรวจถูกทำลาย สถานีตำรวจนางเลิ้งถูกทำลายเสียหาย และกองบัญชาการตำรวจนครบาลก็จบบทบาท โดยการถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ตามท้องถนนไม่แลเห็นตำรวจแม้แต่คนเดียว

 

       เย็นวันนั้นมีข่าวว่า จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ ได้เดินทางไปไทเปพร้อมกับครอบครัวส่วนจอมพลถนอมในวันต่อมาได้เดินทางไปบอสตัน พร้อมกับลูกเขยและลูกสาว

 

16  ตุลาคม  2516

 

       โทรทัศน์ได้ประกาศแต่งตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ข้าพเจ้ามาคำนับศพสมเด็จ วิรุฬหผล ที่บ้านถนนศรีเวียง ศพของเขาห่อหุ้มด้วยธงไตรรงค์ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่าวิญญาณของสมเด็จคงดีใจ เมื่อทราบว่าสิ่งที่เขาต่อสู้เรียกร้องได้สำเร็จลงไปแล้ว เพราะรัฐบาลชุดใหม่รับปากว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน

 

       โทรทัศน์ประกาศว่านักศึกษาและนักเรียนได้ไปช่วยทำความสะอาดทั่วตลอดถนนราชดำเนิน และได้ประกาศสลายตัวแล้ว ในระยะสองสามวันที่ผ่านมานี้ได้มีลูกเสือจราจรจากโรงเรียนหลายแห่งมากกว่า 200 คน ได้ไปช่วยปฏิบัติงานแทนตำรวจจราจรตามสถานที่ต่าง ๆ หลายแห่ง ส่วนมากทำงานจนถึงดึกดื่นก็มี ซึ่งต่อมาก็ได้รับพระราชทานคำชมเชยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

       ทั้งหมดนี้คือตอนหนึ่งของวันมหาวิปโยค ที่ข้าพเจ้าได้ประสบด้วยตนเอง ข้าพเจ้ากำลังนึกถึงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของโลกเช่นที่ชาวปารีสได้เข้าทำลายคุกบาสติลล์ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) นึกถึงเหตุการณ์ที่ชาวอาณานิคมในอเมริกาเหนือได้ต่อต้านสู้กับอังกฤษและได้ประกาศอิสรภาพเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319 (ค.ศ. 1776)  หรือนึกถึงความเหี้ยมหาญของนายแทน นายจัน หนวดเขี้ยว แห่งบ้านบางระจัน ที่ต่อสู้กับพม่าเมื่อ พ.ศ. 2310 (ค.ศ. 1767) จนยอมตายหมดค่ายทั้งชายและหญิง

 

       แต่เมื่อเปรียบเทียบกับความกล้าหาญของวีรชนของไทยครั้งนี้แล้วเราต้องยอมรับว่า เขาเหล่านี้ได้พิสูจน์ให้เราเห็นถึงธาตุแท้ของคนไทย คนไทยอย่างนายขนมต้ม ที่พม่าเคยกล่าวชมว่า “มีพิษทั่วตัว แต่เป็นเพราะนายไม่ดี บ้านเมืองจึงล่มจม” นักศึกษานักเรียนที่เสียสละชีวิต ร่างกาย เลือดเนื้อ เพื่อเรียกร้องเสรีภาพ เสรีภาพที่มีค่าสูงยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ นี้ เป็นนักศึกษาที่อยู่ในวัยฉกรรจ์วัยที่เขาเหล่านั้นน่าจะได้อยู่ชมโลกต่อไป แต่เขาก็ยอมตายดีกว่าที่จะมีชีวิตโดยปราศจากเสรีภาพ อย่างไรก็ตามการตายของวีรชนเหล่านี้ไม่ตายเปล่า เพราะประชาชนทั่วโลกได้สดุดีความกล้าหาญของเขาอย่างสูงส่ง เขาสมควรได้รับสมญาว่า ชาวบ้านบางระจันแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และข้าพเจ้าหวังว่าเยาวชนรุ่นหลังจะจารึกความดีของวีรชนเหล่านี้อย่างไม่รู้ลืม  และความดีของเขาจะอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ไทยสืบต่อ ๆ ไป

 

       ข้าพเจ้าขอจบบทความนี้ด้วยการเชิญท่านอ่านพระคัมภีร์ติโมเธียวฉบับต้น บท 4 ข้อ 12 ที่กล่าวว่า “อย่าให้ผู้ใดหมิ่นประมาทความหนุ่มแน่นของท่าน แต่จงเป็นแบบอย่างแก่คนที่เชื่อทั้งปวงทั้งในทางวาจาและความประพฤติในความรัก ในความเชื่อ และในความบริสุทธิ์”



สิงโต  จ่างตระกูล

อัสสัมชนิก 11269

31  ตุลาคม  2516

 


Author: สิงโต จ่างตระกูล

อัสสัมชนิก 11269