การศึกษาที่สังคมต้องการ : ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

ผู้เขียน : ประสาร ไตรรัตน์วรกุล
product

การศึกษาที่สังคมต้องการ

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล มัธยมศึกษาปีที่ 5 ก. ใน อุโฆษสาร 1969 หน้า 253 - 256

  


 

       การศึกษาคือการเรียนรู้ เป็นการเพิ่มพูนพลังอำนาจแห่งความคิดและความรู้สึก การศึกษามิได้หมายถึงการสอนคนในสิ่งที่เขาไม่รู้เท่านั้น แต่หมายถึงการสอนคนให้ปฏิบัติในสิ่งที่เขาไม่ได้ปฏิบัติด้วย การศึกษาทำให้คนมีความกระตือรือร้นในการอยู่ดีกินดี และทำให้เป็นคนง่ายที่จะชัดนำ แต่ยากที่จะไล่ต้อนง่ายต่อการที่จะปกครอง การศึกษาจึงเป็นหลักอันสำคัญแห่งการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งการปกครองแบบนี้เป็นการปกครองของผู้มีการศึกษาดี ไม่ใช่ของคนที่ยังไม่เจริญ การศึกษาจึงเป็นสินทรัพย์ของประเทศชาติที่กำลังพัฒนาและมีการปกครองแบบประชาธิปไตย การศึกษาให้คุณประโยชน์อันน่าประหลาดแก่ผู้ศึกษาดังนี้ คือ ความสามารถ ความมั่งคั่ง และความสำเร็จ เราอาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของมนุษย์ขึ้นกับการศึกษาทั้งสิ้น ดังนั้นการศึกษาจึงมีบทบาทอย่างยิ่งต่อภาระกิจของมวลมนุษย์ ชีวิตของผู้ไร้การศึกษาก็เปรียบเหมือนกับว่าวที่ขาดลอยไปตามลม

 

       การศึกษาสำหรับประชาชนทั่วไปในประเทศไทยเริ่มมีในสมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของการศึกษา จึงได้ปรับปรุงและยกระดับการศึกษาของประเทศให้สูงขึ้น เหตุผลสนับสนุนข้อความนี้ประการหนึ่งคือ การจัดตตั้งโรงเรียนขึ้น รัฐบาลได้พยายามจัดตั้งโรงเรียนเองและสนับสนุนให้เอกชนจัดตั้งบ้าง เพื่อให้พอแก่ความต้องการของประชาชน เมื่อเราพิจารณาถึงในพระนคร จะสังเกตเห็นมีโรงเรียนจำนวนมาก ทั้งนี้มิได้คำนึงถึงคุณภาพของโรงเรียนเหล่านั้น แต่กระนั้นก็ยังไม่พอแก่ความต้องการของประชาชน สำหรับในชนบทห่างไกล แทบจะไม่ต้องกล่าวกันเลย จำนวนสถานที่ให้การศึกษามีอยู่น้อยมาก จะมีก็แต่ในตัวเมืองหรือในสถานที่เจริญแล้วเท่านั้น แต่นี้เป็นปัญหาของจำนวนโรงเรียน สิ่งที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปนี้เป็นเรื่องของคุณภาพ - ทำอย่างไรจึงจะเป็นโรงเรียนที่ดี การศึกษาเช่นไรจึงจะตรงกับจุดประสงค์และความต้องการของสังคม ขอให้เราได้เข้าไปสู่สภาพของการศึกษาในโรงเรียนในประเทศไทย

 

       ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษา ดังนั้นรัฐบาลจึงรับหน้าที่ในการควบคุมการศึกษาของชาติ โดยมีกระทรวงศึกษาธิการและสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อที่จะผลิตนักเรียนที่เรียนดีตรงกับความต้องการของสังคม กระทรวงศึกษาธิการได้วางแบบแผนการศึกษาว่าด้วยวิชาต่าง ๆ ขอให้เรามาพิจารณาถึงวิชาต่าง ๆ ที่เรากำลังเรียนในปัจจุบันนี้

 

วิชาต่าง ๆ ที่เราเรียกสามารถแบ่งออกเป็น 4 แขนง ดังนี้

 

พลศึกษา เป็นการศึกษาที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพที่แข็งแรง ได้ออกกำลังกาย ปฏิบัติตัวตรงตามหลักสุขศึกษา การศึกษาในหมวดนี้มีความสำคัญมาก เพราะนักเรียนที่จะเรียนรู้สิ่งอื่นได้ดีจะต้องมีสุขภาพดีด้วย

 

พุทธิศึกษา เป็นการเพิ่มกำลังสติปัญญาให้แก่นักเรียนเพื่อที่จะได้สามารถประกอบอาชีพในภายภาคหน้า

 

จริยศึกษา เป็นการเพิ่มกำลังความคิด ชี้แจงให้นักเรียนรู้ว่าสิ่งใดดี สิ่งใดไม่ดี ตลอดจนสอนให้นักเรียนทำความดี ละความชั่ว

 

หัตถศึกษา เป็นการฝึกให้นักเรียนสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ มีการฝึกให้นักเรียนรู้จักประดิษฐ์สิ่งของ เครื่องใช้ต่าง ๆ 

 

       ในขั้นของการศึกษาแต่ละชั้น หนังสือที่เป็นแบบเรียนนั้นมีมากขนาดใส่ตู้ปานกลางได้เต็ม ท่านผู้วางหลักสูตรวิชาต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ มีความหวังว่านักเรียนที่ได้รับการศึกษาในวิชาต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว คงจะเป็นพลเมืองที่ดีต่อไปได้ แต่ข้าพเจ้าในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนผู้หนึ่งมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี มีความเห็นว่า การศึกษาตามที่เราปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ยังไม่เพียงพอหรือยังไม่ตรงจุดหมายเท่าไรนัก โรงเรียนต่าง ๆ อีกมากยังมีความเข้าใจผิด ๆ เราลองถามตัวเองว่า โรงเรียนที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร - โรงเรียนเป็นที่ที่นักเรียนมาเรียนรู้วิชา มาฝึกบ่ม เป็นที่หัดให้นักเรียนมีระเบียบ - ถ้าลักษณะของโรงเรียนมีเพียงแค่นี้แล้วละก็ โรงเรียนนั้นก็ไม่อาจถูกเรียกว่าโรงเรียนที่ดีได้ โรงเรียนที่ดีเป็นสถานที่ที่เรามารู้จักตัวเอง ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างซึ่งได้ฟังจากครูของข้าพเจ้าคนหนึ่งดังนี้ - ประเทศไทย อาจมีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมาก มีทอง ดีบุก น้ำมัน เป็นต้น แต่สิ่งเหล่านี้อยู่ในสถานที่ที่เราไม่แลเห็น ตราบใดที่มันยังไม่ถูกค้นพบ มันก็ไม่มีค่าอันใด ดังนั้นเมือเรามีทรัพยากร เราจำเป็นต้องมีความรู้หรือวิทยาการทางเทคโนโลยีมาขุดค้น อีกตัวอย่างหนึ่ง - ในวงไพ่วงหนึ่ง เมื่อแจกไพ่ให้ผู้เล่นแต่ละคน แม้ไพ่ในมือจะดีแต่ถ้าผู้เล่นไม่มีความรู้แล้วก็เป็นการยากที่จะชนะได้ ถ้าเปลี่ยนผู้เล่นคนนั้น เอาผู้เล่นที่มีความรู้ลงไปเล่นแทน ก็อาจชนะได้ จะเห็นได้ว่า การที่จะเอาชนะได้ไม่ใช่เพียงแต่ไพ่ในมือหรือเพียงผู้เล่นเท่านั้น แต่ต้องอาศัยทั้งไพ่ในมือและผู้เล่นด้วย ในทำนองเดียวกัน เมื่อมีความรู้ ความรู้นั้นจะเกิดผลก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้ได้เหมาะสม ลีโอ ทอลสทอย เคยกล่าวว่า การเขียนปรัชญาสิบเล่มยังง่ายกว่านำหลักการเพียงอย่างหนึ่งในปรัชญาออกมาปฏิบัติ

 

       การที่ข้าพเจ้านำสิ่งเหล่านี้มากล่าวก็เพื่อแสดงว่า นักเรียนที่ได้คะแนนสูง ๆ ในการสอบ ใช่ว่าจะสามารถเป็นหน่วยหนึ่งที่ดีของสังคมของเขาได้ทุกคนไม่ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า โรงเรียนที่ดีควรจะมีวิชาสอนอีกแขนงหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าขอให้ชื่อวิชาแขนงนี้ว่า สังคมศึกษา

 

สังคมศึกษา ตามความหมายที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปนี้ไม่ใช่วิชาภูมิศาสตร์, ประวัติศาสตร์, หน้าที่พลเมือง หรือศีลธรรม แต่เป็นศิลปอย่างหนึ่งที่สอนให้นักเรียนสามารถปฏิบัติตนเป็นหน่วยหนึ่งที่ดีของสังคมของเขา เมื่อดูตามคำจำกัดความนี้แล้ว สังคมศึกษานี้จึงเป็นวิชาที่กว้างขวางมาก แต่ข้าพเจ้าจะกล่าวเท่าที่ข้าพเจ้ามีความรู้ ดังนี้ สังคมศึกษา ได้แก่ ศิลปะในการคบมิตร ความรู้บางประการในเรื่องเพศ การรู้จักเสียสละหรือบำเพ็ญตน เป็นประโยชน์แก่สังคม การรู้จักแสดงความคิดเห็นในทางที่ถูก ฯลฯ

 

การคบเพื่อน การคบเพื่อนจัดเป็นการศึกษาอย่างหนึ่ง เราเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ในชีวิตประจำวันของเรา เราต้องเกี่ยวข้องกับบุคลลอื่นอยู่เสมอ บุคคลไม่อาจอยู่อย่างโดเดี่ยวได้ ในสังคมปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าคนที่จะมีชื่อเสียงได้จะต้องเป็นคนที่มีเพื่อนฝูงมาก แม้ในเวลาสมัครงานก็มักมีการช่วยเหลือกันระหว่างเพื่อนฝูง ในยามเดือดร้อนก็มีเพื่อนมาช่วยแก้ไขปัญหา คนที่แผ่มิตรภาพอันดีให้คนอื่น ย่อมจะมีโอกาสทำกิจการต่าง ๆ ได้สำเร็จง่ายดายกว่าคนที่ปราศจากมิตรภาพต่อคนอื่น แต่เป็นที่น่าเสียใจว่า นักเรียนบางคนมิไดตระหนักถึงสิ่งเหล่านี้ ในบางโรงเรียนเราจะพบว่ามีนักเรียนจำพวกหนึ่งมีความขยันหมั่นเพียรในการศึกษา แต่ไม่ค่อยยุ่งกับสังคม เป็นคนเก็บตัว คนเหล่านี้ควรจะตระหนักว่า ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกโดยทั่วไปแล้ว หาใช่ผู้คงแก่เรียนไม่ และผู้คงแก่เรียนก็หาใช่ผู้ยิ่งใหญ่ไม่

 

ความรู้บางประการในเรื่องเพศ สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งใหม่สำหรับนักเรียนไทย เหตุที่เราไม่มีการศึกษาแขนงนี้แต่เดิม อาจจะเป็นเพราะความละอาย หรือเพราะขนบธรรมเนียมประเพณี หรือเป็นเพราะความคิดเห็ฯของผู้ใหญ่ในสมัยก่อน เมื่อประสบปัญหาเหล่านี้ ก็มักจะข้ามไปโดยไม่ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของนักเรียน นักเรียนจึงอาจพยายามแสวงหาคำตอบให้ตนเองตามทางของเขา ไปในทางถูกบ้าง ผิดบ้าง แน่นอนเขาอาจจะพบคำตอบในที่สุด แต่กว่าเขาจะพบคำตอบ เขาอาจจะติดโรคบอบช้ำจนไม่อาจนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ได้ทันก็เป็นได้ การไปเที่ยวตามสถานที่ไม่สมควร เช่น ตามซ่องโสเภณีของนักเรียน การดูภาพยนตร์หรืออ่านหนังสือที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะสัญชาตญาณที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นักเรียนเหล่านี้อาจจะกระทำอะไรไปอย่างผิด ๆ เพราะขาดความรู้ แต่นั่นเป็นความผิดของใคร ผู้ใหญ่ที่กล่าวว่าวัยรุ่นสมัยนี้ไม่ดี แต่แล้วตนเองกลับนิ่งเฉย หาใช่เป็นผู้ใหญ่ที่ดีไม่ สำหรับผู้ใหญ่บางท่านที่ยังมีหัวคิดแบบเก่า ๆ ลองคิดดูว่า ถ้านักเรียนดังกล่าวนี้เป็นลูกหลานของท่านแล้วท่านยังจะคงนิ่งเฉยอยู่ได้อีกหรือ

 

การฝึกให้รู้จักเสียสละ สิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง นักเรียนทุกคนควรจะถูกฝึกให้เป็นคนรู้จักให้ ไม่ใช่เพียงแต่รับอย่างเดียว เมื่อเติบโตขึ้น เขาจะประสบกับคนที่ต้องการความช่วยเหลือของเขา เขาจะพบว่าบางครั้งเขาจะต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่นั่นแหล่ะเขาจะต้องทำเพื่อบางสิ่งบางอย่าง ตัวอย่างที่ดีอันหนึ่ง คือ การช่วยเหลือคนยากจน ถ้าในสังคมที่เสรีไม่สามารถช่วยเหลือคนยากจนเป็นจำนวนมากแล้ว มันก็ไม่สามารถที่จะพิทักษ์คนร่ำรวยเพียงไม่กี่คนไว้ได้ ความจนเป็นทุกข์ยากรูปหนึ่งที่ไม่สามารถจะรอคอยการแก่ไขอย่างช้า ๆ แต่ความจนต้องการแก้ไขอย่างฉับพลัน เพราะว่าความยากจนมักจะบังคับให้ตนเอนเอียงไปสู่การกระทำที่เขาไม่เคยคาดคิดว่าจะทำ ถ้าเขาอยู่ในฐานะที่ดีกว่านั้น เพราะฉะนั้น โรงเรียนที่ดีจึงควรอบรมให้นักเรียนรู้จักเสียสละ ถ้าเป็นเช่นนั้นได้นักเรียนนั้นเมื่อโตขึ้นจะเป็นคนที่มีใจกว้าง และยังผลให้เป็นคนมีความประพฤติดี รับฟังความคิดของคนอื่น สังคมจะน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

 

การรู้จักแสดงความเห็นในทางที่ถูก โรงเรียนที่ดีควรจะฝึกให้นักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็นของตนในทางที่เหมาะสม ตามที่กล่าวว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยประชาชน ดังนั้นประชาชนจะสามารถปกครองประเทศตามระบอบนี้ได้ดี ก็ต่อเมื่อได้รับการฝึกอบรมให้รู้จักการปกครองตามระบอบนี้ การแสดงความคิดเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปกครองระบอบประชาธฺิปไตย ครูที่ดีไม่ควรคิดว่าความคิดของนักเรียนจะผิดไปเสียหมด และในเวลาเดียวกันไม่ควรคิดว่า ความคิดของนักเรียนจะถูกไปเสียหมด สิ่งที่ครูควรจะทำคือรับฟัง มิใช่คิดว่าความคิดของเด็กนนั้นไม่มีความหมาย ความคิดดี ๆ ที่เด็กจะให้ได้ก็มีอีกมาก ดังนั้นครูจึงไม่ควรตัดโอกาสของเด็กในการแสดงความเห็นของตน อันจะทำให้เด็กเกิดความไม่พอใจ และกระทำบางสิ่งบางอย่างลงไปก่อให้เกิดความเสียหาย ตัวอย่างเช่นการเดินขบวนของนักเรียนเป็นต้น บางครั้ง เรื่องร้ายแรงก็อาจไม่เกิดขึ้น การกระทำของผู้ใหญ่ที่ผิดก็มีมาก แต่ผู้ใหญ่อาจจะไม่เห็นว่าเองผิด แล้วผู้ใหญ่ยังไม่ยอมรับฟังความเห็นของเด็ก สิ่งเหล่านี้อาจทำให้เกิดปฏิกริยาจากเด็กได้ ตัวอย่าง พวกฮิปปี้ก็อาจเป็นปฏิกริยาต่อการกระทำของผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น ในโรงเรียนที่ดีจึงควรฝึกให้นักเรียนรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนในทางที่ถูก

 

       สิ่งที่ข้าพเจ้ากล่าวมานี้ ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นแบบเรียนเต็มตู้ให้นักเรียนศึกษา โรงเรียนสามารถให้การศึกษาประเภทนี้แก่นักเรียนได้ไม่ยากนัก และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่จะกระทำได้ง่ายเช่นกัน แต่มันเป็นสิ่งที่เราควรจะกระทำอย่างยิ่ง เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนี้ คือ การศึกษาที่สังคมต้องการ. 


Author: ประสาร ไตรรัตน์วรกุล