การศึกษาในทัศนะของคนธรรมดา : ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช

ผู้เขียน : ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช
product

การศึกษาในทัศนะของคนธรรมดา

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ใน อุโฆษสาร 1972 หน้า 3 - 8

 


 

       ข้าพเจ้าขอให้กำหนดหัวข้อเป็นเรื่องแง่คิด เกี่ยวกับการศึกษาในทัศนะของคนธรรมดา ก็เพราะข้าพเจ้าเป็นแต่นักกฎหมายที่เขาให้สอนกฎหมายมา 30 ปี ไม่ได้ศึกษาอาชีพมาเป็นครูเพราะฉะนั้น เมื่อมาพูดกับผู้ที่มีอาชีพเป็นครูเกียวกับการศึกษา จึงต้องขอมาพูดอย่างคนธรรมดา มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าคนว่ายน้ำไม่เป็นมาสอนจรเข้ให้ว่ายน้ำ ส่วนที่ทานประธานกรุณาแนะนำว่าข้าพเจ้าเป็นคนรอบรู้ต่าง ๆ นั้น อย่างมากกระเดียดจะเป็นความรู้รอบตัวมากกว่า หากจะเกณฑ์ให้รู้เหมือนคนที่ศึกษามาเป็นครูแล้ว ก็เท่ากับมาหาเลือดกับปูเอาแก่ข้าพเจ้า

 

       การศึกษามีความสำคัญอย่างไร เป็นเรื่องที่ควรนำมาพูดในข้อแรก เมื่อเริ่มต้นตั้งโรงเรียนเด็กที่สวนกุหลาบในวังหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 ต้องจ้างเด็กเรียนวันละสลึง เพราะไม่มีใครอยากเรียน เด็กบอกว่าเรียนเข้าแล้วเมื่อยสมอง นั่นแปลว่าอะไร แปลว่าอาจสอนกันไม่ถูกวิธี สมัยนี้จึงหันไปใช้วิธีสอนให้เด็กสนใจไม่ล้าสมอง หลานข้าพเจ้าอายุ 4 - 5 ขวบ ส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลวันไหนตื่นสายไปโรงเรียนสาย หรือลืมทำการบ้าน ทำท่าจะร้องไห้ เขาคงสอนกันถูกวิธี เด็กจึงรักเรียน รักโรงเรียน นอกจากนั้น พ่อแม่เด็กแต่ก่อนไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา มีลูกออกมาเอาไว้ใช้เลี้ยงควายดีกว่า ไม่มีใครอยากให้ไปโรงเรียนเสียเวลาเสียสมอง ร้อนถึงต้องออกกฎหมายประถมศึกษา บังคับพ่อแม่ให้ส่งเด็กไปโรงเรียน

 

       แต่เดี๋ยวนี้ถ้าถามว่า การศึกษาของเด็กมีความสำคัญแค่ไหน พ่อแม่โดยทั่วไปจะตอบว่ามีความสำคัญฌท่ากับแผรงสีฟัน พ่อแม่ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร เป็นชาวไร่ชาวนาหรือไม่แทบไม่มีข้อยกเว้น ทุกคนต้องการให้ลูกได้รับการศึกษา บางคนเป็นคนแจวเรือจ้าง แต่มีลูกเป็นบัณฑิตปริญญา เมืองพ่อขุนรามคำแหงนี้ แต่ก่อนแต่ไรมาพูดกันว่าเป็นเมืองดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าวแต่เวลานี้พูดกันว่าเสียอย่างเดียวที่มีโรงเรียนไม่พอให้เด็กเรียน ร้อนถึงนักการเมืองบางคนต้องแก้ตัวไปอย่างน้ำขุ่น ๆ ว่า กระทรวงศึกษาสร้างโรงเรียนไม่ทันกับที่พ่อแม่ผลิตเด็กออกมา

 

       ปรากฏการณ์เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ทั้งในตอนเช้าที่เด็กไปโรงเรียนแล้วในตอนเย็นที่เด็กกลับจากโรงเรียน ไม่ว่าในกรุงหรือตามชนบทแถวทางรถไฟ เด็ก ๆ เดินไปกลับจากโรงเรียนหัวดำไปหมด นับเป็นกองทัพเคลื่อนที่ทุกวัน ๆ อันมหึมา เพราะถ้าคิดว่าสถิติของคนที่นับว่าเป็นเยาวชนอยู่ในวัยการศึกษา มีจำนวนถึงเกือบ 2 ใน 3 ของพลเมืองของชาติ จะมีเด็กเดินไปกลับจากโรงเรียนวันหนึ่ง ๆ อย่างมาก 20 ล้านคน อย่างน้อยต้อง 15 ล้านคน นับว่าเป็นกองทัพมดที่น่าสะพรึงกลัว การจราจรในกรุงเทพฯ ติดขัดก็เพราะเด็กไปโรงเรียนเป็นต้นเหตุประการหนึ่ง ระหว่างเปิดเทอม คนทั้งหลายไปไหนมาไหนกันไม่ค่อยสะดวก เมื่อไหร่ปิดเทอม ท้องถนนจึงจะว่าง

 

       เวลานี้คนทั้งหลายเห็นความสำคัญของการศึกษา จนพูดกันว่า เมืองไทยยังเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะขาดการศึกษา แต่ความจริงนักการเมืองที่โกงเราต้อง 30 กว่าปีมานี้ ก็ปริญญาทั้งนั้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าอะไรกันแน่ที่ยังขาดเกี่ยวกับการศึกษา 

 

       คนสมัยก่อนพูดกันว่า วิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด นั่นแสดงว่าการศึกษาหรือการหาวิชาความรู้นั้น คนสมัยก่อนก็รู้จักกันเหมือนกัน แต่ทำไมเขาจึงพูดว่าวิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด บางทีอาจจะได้ประสบอุปสรรคเกี่ยวกับการศึกษามาแล้วก็เป็นได้ เหมือนดั่งที่ข้าพเจ้ามาตั้งเป็นปัญหาถามว่า สำหรับการศึกษานั้นอะไรแน่ที่ยังขาด

 

       ครั้งหนึ่ง เมื่อข้าพเจ้าไปหาเสียงที่จังหวัดพัทลุง ไปพูดถึงปัญหาคอรัปชั่น และปราศรัยไปตามแนวหลักวิชาที่สัมมนากันอยู่ ไปนั่งในร้านกาแฟ ก็ไปเจอชายคนหนึ่งตัวดำ ๆ เข้าใจว่ามาจากท้องนา แกนั่งกินกาแฟอยู่ที่นั่น เมื่อคุยกัน แกกล่าวว่า เรื่องที่ท่านกล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรใหม่ ข้าพเจ้าถามแกว่า หมายความว่าอย่างไร แกตอบว่าเมื่อพ่อแกยังอยู่ พ่อเคยสอนว่า ลูกเอ๊ย สัตว์อื่นตายแมลงวันตอม แค่แมลงวันตายมันไม่ตอมกันเอง ก็นั่นแหละการศึกษาที่ข้าพเจ้าไปเรียนมาจากท้องนา หาอ่านจากตำราไม่ได้ การพูดเรื่องการศึกษาวันนี้ ข้าพเจ้าจึงคิดว่า จะพูดนอกตำราดีกว่า ระหว่างสอนกฎหมาย ข้าพเจ้าเคยสอนศิษย์ที่ดีต้องคิดล้างครูในทางหลักวิชาพยายามศึกษาเล่าเรียนให้รู้ดีกว่าครู มิฉะนั้นวิชาจะไม่เจริญก้าวหน้า สุนทรภู่กล่าวเป็นกลอนไว้ว่า ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู้คุณพ่อมัน แต่สุนทรภู่เป็นครูสอนนายมีมาอย่างไรไม่ทราบ นายมีจึงกลับเขียนกลอนได้ดีเท่าหรือไม่ก็ดีกว่าสุนทรภู่ไปอีก ข้าพเจ้าจึงนับถือสุนทรภู่ว่าเป็นครูดี

 

       คุยกันจบแล้วชายคนนั้นถามว่า ท่านนี้ใช่ไหมที่เคยเป็นหัวหน้าเสรีไทยนอกประเทศ และเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อหลังสงคราม ข้าพเจ้าบอกว่าใช่แล้ว แกถามว่าทำไมตัวเล็กเท่านี้ ไม่รู้จะตอบแกอย่างไร จึงได้แต่ตอบว่าพ่อแม่ทำมาเพียงเท่านี้ ตอบแกไปแล้วทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ตัวเล็กลงไปอีกด้วยการที่ไปเห็นโลกมนุษย์ที่ใหญ่กว่า 

 

       ทุกวันนี้รู้สึกว่าเราสอนอะไรสอนกันได้ แต่สอนให้เด็กอ่านออก เขียนได้ โตขึ้นสอนให้เป็นแพทย์ เป็นทนายความ หรือเป็นนักปกครอง แต่วิชาสอนคนให้เป็นคนไม่มีใครสอน สอนให้เป็นทนายความ จึงกลับไปโกงเงินลูกความ สอนให้เป็นแพทย์ ต้องปฏิญาณตนว่าจะรักษาไว้ซึ่งชีวิตทั้งหลาย จึงกลับไปเชือดคอเมียตัวเองตายในที่นอน สอนให้เป็นนักปกครอง กลับไปเป็นนักปกครองชนิดรีดไถชาวบ้าน หรือไม่ก็เป็นนักการเมืองกินจอบกินเสียม ปัญหาจึงมีให้ถามกันได้ว่า การศึกษาของเราปัจจุบันนี้มีอะไรขาดอยู่ตรงไหน 

 

       ในทางตรงข้าม จำพวกที่เรียนมากเกินไปกลายเป็นคอมมิวนิสต์ สมัยนี้เป็ฯยุคเครื่องจักรกล ไป ๆ จึงเห็นคนเป็นเครื่องจักร แล้วไปใช้การศึกษาเป็นเครื่องล้างสมองเด็ก ได้ผลเป็ฯอย่างไรปรากฎอยู่ในประวัติศาสตร์ของเยอรมัน ระหว่าสงครามมียุวชนฮิตเอลร์ กระหายเลือดเที่ยวรังควานชาวบ้านไม่ต่างอะไรกับพวกเรดการ์ดในจีนแดงปัจจุบันนี้ ส่วนที่กรุงบิวดาเปสต์ ประเทศฮังการีนั้น ครูอุตส่าห์ล้างสมองเด็กให้เป็นคอมมิวนิสต์กันมานาน ครั้นทหารคอมมิวนิสต์รัสเซียยกเข้าบุกกรุงบิวดาเปสต์ ก็ยุวชนคอมมิวนิสต์ที่ล้างสมองกันไว้นั่นแหล่ะ ที่ต่อสู้ต้านทานทหารคอมมิวนิสต์รัสเซียจนเลือดจกเหม็นคาวไปทั่วกรุงบิวดาเปสต์ จากบทเรียนเหล่านี้ เราพอจะได้ความคิดเป็นหลักว่า อันมนุษย์เรานั้น แม้จะเอาไปขังกรงไว้เหมือนลิง หรือจะฝึกสอนกันอย่างลิง ความคิดและจิตใจก็ยังเป็นอิสระเป็นคน

 

       เมื่อจิตใจมนุษย์เป็นอิสระดังกล่าว การที่จะสอนนักเียนให้เป็นเหมือนครูเห็นจะไม่เป็นวิธีที่ถูก สมัยหนึ่งครูเป็นขี้ยา เพราะไม่รู้จะประกอบอาชีพอะไร ขืนสอนให้เอาอย่างครูนักเรียนก็จะเป็นขี้ยาไปด้วย การสอนที่ดีจึงน่าจะศึกษาบุคลิกลักษณะของเด็ก ถ้าเด็กแสดงให้ปรากฎว่าเป็นคนชอบศิลปศาสตร์ โตขึ้นจะเป็นนักกฎหมายหรือนักปกครองที่ดี ครูได้แต่จะหาทางส่งเสริมเด็กไปในทางนั้น ถ้าแสดงว่ามีเชาว์ไปในทางวิทยาศาสตร์ โตขึ้นจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรที่ดี ก็ส่งเสริมไปในทางนั้น หรือถ้าเด็กชอบศฺลปะ โตขึ้นจะเป็นจินตกวี นักดนตรีหรือจิตรกรที่ดี ก็ช่วยส่งเสริมไปในทางนั้น จะเปรียบครูเหมือนช่างปั้นหม้ออาจไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะสุดแล้วแต่ว่าวัสดุที่ปั้นน้นจะเป็นดินเหนียวหรือไม่ ถ้าเป็นดินเหนียวก็อาจปั้นเป็นหม้อได้ แต่ถ้าเป็นหิน ขืนครูปั้นให้เป็นหม้อ มือครูจะหัก หินนั้นจะแตก ปั้นเป็นหม้อขึ้นมาไม่ได้ ได้แต่หาทางแกะสลักเป็นโม่แป้งหรือเครื่องใช้อย่างอื่น

 

       แต่ก่อนที่จะพูดต่อไปว่า ทำอย่างไรครูจึงจะสอนให้คนเป็นคน เพื่อป้องกันมิให้เยาวชนที่กำลังสอนให้อ่านออกเขียนได้ไปเข้าแก๊งเป็นอันธพาล ทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้นักเรียนซึ่งกำลังสอนกฎหมาย ออกไปประกอบอาชีพเป็นทนายโกงลูกความ หรือเป็นแพทย์เชือดคอเมียตนเองตายในที่นอน หรือเป็นนักปกครองรีดไถ หรือเป็นนักการเมืองกินจอบกินเสียม น่าศึกษาปัญหาเบื้องต้นเสียก่อนว่า ครูสมัยนี้ได้ปรับปรุงตัวเองเข้าหาสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วหรือไม่ 

 

       เด็กเดี๋ยวนี้รู้สึกว่าไม่โง่ เหมือนอ้ายแกละ อ้ายทุย สมัยก่อน แต่ก่อนสอนกันว่า สองบวกสองต้องเป็นสีไม่มีเด็กจะถามว่าทำไมเป็นห้าหรือสามครึ่งบ้างไม่ได้หรือ ได้เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดพอที่จะถามปัญหาเช่นนี้ และครูจะต้องพร้อมเสมอที่จะให้คำตอบจนเป็นที่พอใจแก่เด็ก

 

       หลานของข้าพเจ้าเองอายุ 4 - 5 ขวบ ไปแย่งพ่อเขาเอามาเลี้ยงไว้ที่บ้าน เรียกชื่อเล่นว่าแอ วันหนึ่งแอ ถามปู่ว่า ทำไมปู่จึงแก่ จะตอบเด็กอย่างไรดี ได้แต่จะตอบว่าถ้าปู่ไม่แก่ แอก็ไม่โต อีกวันหนึ่งแมวขึ้นต้นไม้ แอปีนตามขึ้นไป พี่เลี้ยงบอกว่าปีนขึ้นไปไม่ได้เพราะยังเล็กนัก แอเถียงว่าแอโตกว่าแมว ทำไมจึงจะปีนต้นไม้ตามแมวขึ้นไปไม่ได้ ที่สุดอีกวันหนึ่งกินกล้วยหอมเอาไปสองใบแล้วจะเอาอีกใบหนึ่ง คุณอาซึ่งเป็นกองปราบบอกว่ากินไม่ได้เดี๋ยวท้องแตกตาย แอตอบว่าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวแอไปถ่ายห้องน้ำ เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดกว่าผู้ใหญ่จนมีเรื่องเล่ากันว่าพ่อบ้านนอกให้เงินลูกไปซื้อนาฬิกาข้อมือใส่ เด็กเอานาฬิกาไปจำนำแล้วเอาตั๋วจำนำมาหลอกพ่อได้ว่านาฬิกาเสีย นี่เป็นหนังสือประกันที่เขาซ่อมนาฬิกาให้ ในยุคปวกาศปรมาณูนี้ เด็กเล็ก ๆ อ่านการ์ตูนจนรู้เรื่องยานอวกาศดีกว่าผู้ใหญ่เสียอีก ครูปัจจุบันนี้จึงต้องตามเด็กให้ทัน มิฉะนั้น แทนที่จะเป็นเรือจ้างพาเด็กข้ามฟาก จะกลายเป็นเรือเก่าเขาเอาขึ้นคานเพราะล้าสมัย

 

       อะไรควรสอนไม่ควรสอนเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งบางทีมีข้อถกเถียงกันไม่น้อยเช่น ปัญหาใฆญ่ว่านักเรียนชั้นอุดมศึกษา จะควรให้เรียนรู้การเมืองหรือไม่ บางคนเห็นว่า ถ้าไปสอนเช่นนี้เข้า ดีไม่ดีนักศึกษาจะไปเที่ยวเดินขบวนอยู่ตามถนน และไป ๆ อาจจะเป็ฯเหมือนพวกเรดการ์ดในจีนแดงปัจจุบันก็ได้ บางคนเห็นไปอีกทางหนึ่งว่า ถ้าไม่สอนให้รู้อะไรว้บ้าง นั่นแหล่ะกลับจะเป็นเหตุให้นักการเมืองจูงจมูกนักศึกษาไปเป็นเรดการ์ดได้ง่ายกว่า ฝ่ายนี้เห็นต่อไปอีกว่า ถ้าเปิดโอกาสให้นักศึกษาหันมาสนใจทางนี้เสียแล้วก็จะไม่ไปเข้าแก๊งกวนชาวบ้าน ปัญหาเช่นนี้เหมือนกับปัญหาว่าจะสอนให้เยาวชนรู้เรื่องเพศดีหรือไม่ดี ซึ่งแม้จะไม่สอนเด็กก็จะไปส่อรู้เอาเอง และบางคนส่อรู้ในทางที่ผิด

 

       คนแต่ก่อนเมื่อพูดถึงวิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คงจะได้คิดว่า การศึกษาต้องมีทัศนะ เหมือนกับศิลปินวาดภาพ เมื่อวาดไป ๆ ต้องถอยห่างออกไปดูเสียทีว่า ภาพที่กำลังวาดนั้นมีชีวิตชีวาอย่างไร อีกนัยหนึ่ง การทำอะไรต้องมีทัศนะ จุดจำนงหรือเป้าหมาย ในการเรียนรู้วิชา คนแต่ก่อนคงจะคิดค้นได้หลักได้เกณฑ์อะไรมาบ้าง จึงได้มีความคิดตกทอดมายังคนรุ่นเรานี้ เช่น ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมีกล่าวไว้ว่า เมื่อไทยนี้ดี ในน้ำมีปลาในนามีข้าว จ้าวเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลู่ทาง แม้ในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินเป็นเจ้าชีวิต ทรงสมบูรณาญาสิทธิราชเด็ดขาด ขุนนางผู้ใหญ่ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ไปกินบ้านกินเมือง มีอำนาจเป็นใหญ่โดยอาศัยพระบรมเดชานุภาพ เมื่อไปปกครองบ้านเมืองไกล ๆ ก็ยังมีกฎหมายอาญาหลวงกำหนดหลักเกณฑ์ในการปกครองไว้ว่าไพร่ฟ้าอันอาศัยอยู่ในเสมา อาณาเขตจังหวัดเมืองใหญ่ เมืองน้อยในถิ่นฐานบ้านนอกขอบชนบท ท่านให้เขาอยู่สุขเย็นใจเขา ท่านมิให้อุกอาจแก่เขาเลย แม้นผู้ใดไปทำอุกอาจแก่เขาและทนงศักดิ์ว่าตนมียศศักดิ์ รุกราชเอาเขาใส่สังขริกบัญชร จำไว้ด้วยแรงตนเองฯ ท่านให้ลงโทษ 6 สถาน สำหรับท่านมีกฎหมายลักษณะทาสบัญญัติไว้ว่า เมื่อทาสเจ็บไข้ได้ป่วย นายเงินไม่รักษาโดยดี ท่านว่ามันดูถูกไพร่หลวง คือถึงแม้จะเป็นทาสก็ยังเป็นคนของแผ่นดิน กฎหมายไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ยอมให้ใครใช้ทาสเหมือนวัวควาย แม้ในการลงโทษทาสยังมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่า ให้ตีแต่พอหลาบปราบแต่พอจำ นายเงินใดตีทาสถึงตายต้องถูกปรับไหมลงโทษ ทาสตามกฎหมายไทยในสมัยโน้นเป็นแต่ผู้ขัดสนที่กู้เงินจำนำของตัวเองหรือลูกเมีย เพื่อรับใช้เขาเป็นทาสกรรมกรแทนดอกเบี้ย และมีโอกาสนำเงินไปไถ่ตัวได้เสมอ ผิดกับทาสในตะวันตกซึ่งมีฐานะเปรียบเสมือนวัวควายสัตว์พาหนะไม่ใช่คน

 

       พูดถึงกฎหมายเก่า อันแสดงทัศนะหรือจุดจำนงของผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมือง มีเพชรน้ำหนึ่งอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งตราขึ้นไว้ในสมัยสมเด็จพระบรไตรโลกนาถ บทหนึ่งว่าด้วยพระแสงดาบ กฎมณเฑียรบลบัญญัติว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงพระโกรธแก่ผู้ใดและตรัสเรียกพระแสงดาบ อยู่ให้พนักงานอื่น ถ้ายื่นโทษถึงตาย อีกบทหนึ่งตราไว้ว่า อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวดำรัสด้วยกิจราชการคดีถ้อยความประการใด ๆ ต้องกฎหมายประเวณีเป็นยุติธรรมแล้ว ให้กระทำตาม ถ้าหมีชอบ จงอางพิดทูลทัดทานครั้ง 1 - 2 - 3 ถ้าหมีฟังให้งดไว้อย่าเพ่อสั่งไป ให้ทูลในที่รโหฐาน ถ้าหมีฟัง จึ่งให้กระทำตาม ถ้าผู้ใดมิได้กระทำตามอัยการดั่งนี้ ท่านว่าผู้นั้นละเมิดพระราชอาญา

 

       ทฤษฎีฝรั่งมิใช้กันมาแต่ดึกดำบรรพ์ว่า พระเจ้าแผ่นดินทำผิดไม่เป็น และทำผิดไม่ได้ แต่ของไทยพระเจ้าแผ่นดินตรากฎหมายขึ้นมาเอง ยอมรับว่าพระเจ้าแผ่นดินทำผิดได้ เพราะฉะนั้นแม้ทั้งที่พระองค์ทรงเป็นเจ้าชีวิต มีอำนาจสิทธิขาดที่จะพังพอใครได้ก็ยังประกาศเป็นกฎหมายไว้ว่า เมื่อทรงพระโกรธเรียกหาพระแสงดาบ ห้ามมิให้พนักงานส่งให้ เพราะเกรงว่าจะใช้อำนาจผิดพลาด ฆ่าคนตายโดยไม่มีเหตุผล การตัดสินคดีความก็เหมือนกัน ถ้าตัดสิน ถูกต้องตามกฎหมายเป็นธรรมจึงให้บังคับตาม ถ้ามิฉะนั้นให้บังอาจกล้าทัดทานถึง 3 ครั้ง 3 หน ถ้าพระเจ้าแผ่นดินไม่ฟังในที่แจ้ง เพราะอาจรู้สึกละอายที่พระองค์ตัดสินคดีผิด ก็ให้ยับยั้งการบังคับตามคำพิพากษาไว้ก่อน ให้ไปพิดทูลทัดทานอีกในที่ระโหฐาน คือที่ลับ ต่อเมื่อไม่ฟัง จึงให้บังคับตามคำพิพากษา กฎหมายนี้หาอ่านไม่ได้ในโลก และแสดงว่าคนไทยแต่ก่อนคงจะมีใครอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี จึงมีความเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และมีจิตใจเป็นธรรมถึงเพียงนี้ ได้อำนาจสูงสุด เป็นเจ้าชีวิตคนแล้ว มิได้เหลิงอำนาจ

 

       พูดถึงเรื่องทัศนะของผู้ปกครองบ้านเมือง ทำให้นึกไปถึงนิทานจีนในสมัยขงจื๊อเรื่องหนึ่ง เรื่องมีว่านักศึกษาคนหนึ่งสอบได้เป็นจ่อง้วน พระเจ้าแผ่นดินแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้สำเร็จราชการในมณฑลแห่งหนึ่ง ประเพณีจีนดั้งเดิมนั้นรักและนับถือบิดามารดาเป็นที่สุด ผู้เป็นบุตรจะต้องเลี้ยงรักษาบิดามารดาของตนให้มีความสุขกายสบายใจอยู่เสมอประเพณีอันเดียวกันนี้มีประกาศไว้ในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง เรื่องจีนโบราณดำเนินต่อไปว่า เมื่อได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นผู้สำเร็จราชการแล้ว แทนที่จะรู้สึกอิ่มเอิบในอำนาจราชศักดิ์ จ่อง้วนกลับมีแต่ความทุกข์หน้าไหม้ตาเกรียมอยู่เสมอ จึงมีคนถามว่า ได้เป็นใหญ่โตถึงเพียงนี้แล้วทไมไม่มีความสุข ผู้สำเร็จราชการตอบว่า การชุบเลี้ยงประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุขนั้น ยากยิ่งกว่าชุบเลี้ยงประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุขนั้น ยากยิ่งกว่าชุบเลี้ยงบิดามารดาเป็นอันมาก จึงมีแต่ความทุกข์

 

       มีนิทานจีนแสดงทัศนะไปอีกทางหนึ่งดังต่อไปนี้ สมัยหนึ่งพระเจ้าฮ่องเต้ปลอมพระองค์เสด็จประพาสป่า ไปพบหญิงคนหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่กลางป่า ไต่ถามได้ความว่า สามีซึ่งตั้งบ้านเรือนทำกินอยู่กลางป่าถูกเสือกัดตาย พระเจ้าฮ่องเต้ถามว่ามานั่งร้องไห้อยู่ทำไมกลางป่า เหตุใดไม่อพยพไปอยู่เสียในเมือง หญิงนั้นตอบว่า พอใจที่จะอยูกับเสือในป่า ดีกว่าที่จะไปอยู่ในเมืองให้ข้าราชการข่มเหงรังแก

 

       พูดถึงเรื่องเก่าแก่เหล่านี้เข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้านึกไปว่าคนแต่ก่อนเขาศึกษาอบรมกันมาอย่างไร จึงสามารถผลิตคนดีมีเมตตามาปกครองบ้านเมืองได้ดังกล่าว

 

       สมัยเมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2492 ได้มีการกำหนดแนวนโยบายแห่งรัฐเกี่ยวกับการศึกษา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ถกเถียงกันเป็นอันมากว่า การที่จะให้การศึกษาแก่เยาวชนเท่านั้น ไม่เป็นการเพียงพอ ต้องหาทางอบรมให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองดีด้วย ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงพูดถึงการศึกษาอบรมไม่กล่าวถึงแก่การศึกษาเท่านั้น

 

       เมื่อข้าพเจ้าอยู่ที่โรงเรียนเทร็นธ์ที่อังกฤษ โรงเรียนสอนให้เล่าเรียนเขียนอ่านเป็นปกติ แก่การอบรมให้มากกว่ามาก ที่โรงเรียนมีกองดินอยู่กองหนึ่งซึ่งนักเรียนเรียกว่า ไอ้กองบ้า เพราะเมื่อวางจากการเรียน สนามแฉะเล่นกีฬาไม่ได้ ในปีนี้ไอ้กองบ้าอยู่ทางทิศเหนือ นักเรียนจะถูกเกณฑ์ให้ขุดดินขนไอ้กองบ้าไอกองไว้ทางทิศใต้ ต่อไปปีหน้าเมื่อสนามแฉะเล่นกีฬาไม่ได้ ซึ่งกองอยู่ทางทิศใต้นักเรียนจะถูกเกณฑ์ให้ขนไอ้กองบ้าไปกองไว้ทางเหนือทั้งนี้เพื่อมิให้นักเรียนอยู่ว่าง และสอนให้รู้จักทำงานหนักด้วยมือเยี่ยงกรรมกร ไม่เป็นผู้ดีหยิบโหย่ง

 

       บางทีเมื่อหิมะตกเล่นรักบี้ไม่ได้ นักเรียนจะถูกเกณฑ์ให้ไปวิ่งทางไกลระยะทาง 5 ไมล์ การสิ่งแบ่งเป็นรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ออกจากโรงเรียนจะมีหัวหน้านักเรียนควบคุมให้วิ่ง ไม่ยอมให้ใครวิ่งตกเรี่ยราดอยู่ข้างทาง วิ่งประมาณ 15 นาที พอเห็นเด็กเหนื่อยหมดลมวิ่ง หัวหน้าจะสั่งให้เด็กเดิน พอได้ลมกลับมาใหม่ก็สั่งให้วิ่งอีก ดังนี้ตลอดทางไปจนกลับเข้าโรงเรียน มีเวลากำหนดไว้ให้เด็กวิ่งกลับถึงโรงเรียน คนใดกลับล่วงเวลา รุ่งขึ้นจะถูกลงโทษให้วิ่่งรอบ ๆ สนามอีก

 

       สำหรับข้าพเจ้าเองเผชิญเคราห์ร้ายมีอายุ 16 ปี พอดีต้องวิ่งกับรุ่นใหญ่ แต่เด็กฝรั่งอายุ 15 ปีนั้น เมื่อเปรียบกับคนไทยเช่นข้าพเจ้าอายุ 16 ปีเข้า เหมือนม้าเทศกับม้าแกลบ วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว ม้าแกลบไทยก็ตกไปอยู่ข้างหลัง เพราะก้าวไม่ทันเขา เมื่อข้างหน้าเขาหมดลมวิ่ง หัวหน้าสั่งให้เดิน ม้าแกลบไทยยังวิ่งปุเลง ๆ อยู่ข้างหลังห่างกันหลายเส้น กว่าจะวิ่งตามไปทันเขาก็พอดีหัวหน้าสั่งให้ข้างหน้าวิ่งต่อไป จึงเป็นอันว่าม้าแกลบต้องวิ่งตลอดเวลา หลายครั้งถึงนาทีวิกฤตนึกว่าตายแล้ว ก้าวขาไม่ออก วิ่งไม่ไหว แต่เมื่อดื้อก้าวออกไป มันก็วิ่งไปได้อีก แม้จะกลับเข้าโรงเรียนล้าหลังเขาก็กลับทันเวลาทุกที ไม่เคยถูกลงโทษให้วิ่งอีกในวันรุ่งขึ้น

 

       ด้วยการอบรมอันนี้เอง ข้าพเจ้าไปได้บทเรียนติดสันดานมาว่า ชีวิตของคนเรานั้น เมื่อใดประสบอุปสรรคนึกว่าหมดทางไป ไม่มีทางจะก้าวหน้าต่อไปได้ เมื่อนั้นขอให้ก้าวออกไปอีก แล้วก็จะวิ่งไปได้เอง เมื่อตะกี้นี้เอง ท่านประธานกล่าวถึงงานเสรีไทยที่ข้าพเจ้าและคนไทยไปดำเนินกันในอเมริกา ขณะนั้น ตามความรู้สึกก็นึกกันว่า หมดลมวิ่งกันแล้ว ก้าวขาไม่ออก แต่ก็เพราะเราก้าวออกไป เราจึงวิ่งกันต่อมาได้

 

       ข้าพเจ้าคิดว่าถ้าการศึกษาของเมืองไทยจะขาดอะไร ก็คงขาดการอบรมดังกล่าวมา ความรู้และวิชาอาจเรียนกันได้จนท่วมหัว แต่ถ้ายังขาดการอบรมที่ซึมเข้าไปทางขุมขนเข้าไปสิงอยู่ในจิตใจและสันดานของคน ให้เป็นคนออกกฎหมายยับยั้งจนเองได้ อย่างเจ้าชีวิตของคนไทยออกกฎมณเฑียรบาล วิชาที่เรียนกันไว้ก็ยังจะเป็นวิชาท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

 

       ส่วนชีวิตของคนเรานั้น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตราบใดที่ยังหายใจเข้าออกอยู่ ยังต้องวิ่งไม่รู้จักจบ และเรียนกันไม่รู้จักจบ บทเรียนสุดท้ายยังจะต้องเรียนกันอีกเมื่อจะสิ้นลมหายใจ เพื่อรู้ว่าตายแล้วไปไหนหรือไม่

 


Author: ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช