การเมืองเป็นเรื่องของชาวบ้าน : ดร. พัทยา สายหู

ผู้เขียน : ดร. พัทยา สายหู
product

การเมืองเป็นเรื่องของชาวบ้าน

ดร. พัทยา สายหู ใน อุโฆษสาร 1969 หน้า 153 - 159

 


 

การศึกษา

เข้าเรียนในโรงเรียนอัสสัมชัญ พ.ศ. 2484 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สำเร็จมัธยมปีที่ 8 พ.ศ. 2482
เป็นครูอยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญ 1 ปี แล้วได้รับทุนของกระทรวงศึกษาธิการ ไปศึกษาต่อที่มหาวทิยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 6 ปี ได้รับปริญญาตรีทางปรัชญารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ และได้รับปริญญาโททางมานุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ แล้วกลับมารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อปี พ.ศ. 2502 จนถึงปัจจุบัน

 


 

(ผู้เขียนมีความรู้สึกพิพักพิพ่วนพอประมาณในการเขียนเรื่องนี้ เพราะไม่ค่อยแน่ใจว่านโยบายของ “อุโฆษสาร” นั้น ตัวผู้เขียนเองมีความสามารถปฏิบัติตามได้สมบูรณ์เพียงใด ในหนังสือเชิญจากท่านอธิการนั้น ขอให้เขียนเป็น "บทความหรือเรื่องราวเป็นวิทยาทานแก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนเป็นคนดีและซื่อสัตย์ กระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากยิ่งขึ้น" ซึ่งหลักการเช่นว่านี้ ผู้เขียนก็ได้พยายามยึดเป็นมโนปณิธานในการดำรงชีวิตตลอดมาเท่าที่จะอยู่ในวิสัยสามารถ และถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่โรงเรียนอัสสัมชัญได้ปลูกฝังไว้ให้ตลฃอดสมัยที่ผู้เขียนรับการศึกษาอยู่ หากที่ไม่แน่ใจก็คือว่าจะเขียนอย่างไรจึงจะเกิดผลดังว่านี้ได้ในผู้อ่าน เผอิญในครั้งนี้ นักเรียนรุ่นน้องที่ถือหนังสือไปติดต่อได้เสนอความเห็นช่วยแนะให้รู้ความต้องการของผู้อ่านบางคนว่า อยากได้เรื่องหนัก ๆ ประเภทการเมือง ก็เลยจะฉลองศรัทธา แต่ไม่ทราบว่าจะทำได้สมความปรารถนาเพียงใด)

 

       จะขอเริ่มต้นด้วยการไม่พิจารณาปัญหาว่า การเมืองเป็นเรื่องสมควรสำหรับนักเรียนหรือเปล่า เพราะการเมืองที่จะพูดกันต่อไปนี้เป็นเรื่องทางวิชาการ ไม่ใช่เรื่องสกปรกอย่างที่บางคนเขาพูดกัน ถ้าตราบใดนักเรียนยังต้องเรียนวิชาหน้าที่พลเมืองอยู่ และเมื่ออายุบรรลุนิติภาวะแล้วก็อาจจะมีโอกาสใช้สิทธิเลือกผู้แทน หรือถึงจะไม่ยอมหรือไม่อยากใช้สิทธินั้น ก็ยังมีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรให้แก่ประเทศชาติอยู่ดี อย่างนี้แล้วก็สมควรทำความคุ้นเคยกับการเมืองไว้ได้ เพราะมีคำกล่าวซึ่งต่อไปจะกลายเป็นคำพังเพยได้ว่า “ถึงเราไม่เล่นการเมือง การเมืองก็ยังเล่นเราได้”

 

       ที่จริงคำว่า “การเมือง” ก็คือ “การปกครอง” นั่นเอง เพราะ “politics” หมายถึง “Science and art of government” (Concise Oxford dictionary) หากจะแปลให้ตรงก็ว่า “การเมือง” คือ “ศาสตร์และศิลปะของการปกครอง" หรือ “ศิลปศาสตร์ของการปกครอง” ซึ่งฟังใกล้เขาไปทาง “รัฐศาสตร์” หรือ “political science” อยู่มาก

 

       แต่การปกครองซึ่งเป็นการเมืองนั้น ต้องขึ้นถึงระดับหนึ่งของการใช้อำนาจเหนือบุคคลจำนวนมากพอสมควรจึงจะเรียกได้เช่นนั้น พี่ปกครองน้อง พ่อแม่ปกครองลูก เพื่อนปกครองเพื่อน ครูปกครองศิษย์ นายปกครองบ่าว ฯลฯ อย่างนี้เป็นการปกครองไม่ถึงขั้นการเมือง การปกครองผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงานของราชการ ถ้าหากในหมู่ข้าราชการประจำด้วยกันก็ไม่ใช่การเมือง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีบทบัญญัติห้ามไว้มิให้ข้าราชการประจำเกี่ยวข้องกับการเมือง ในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการประจำอยู่)

 

       ถ้าอย่างนั้น คงจะต้องปกครองเมืองกระมังถึงจะเข้าระดับที่เรียกได้ว่า “การเมือง”

 

       ตอบว่า ก็เห็นจะเป็นเช่นนั้น เพราะคำว่า “การเมือง” น่าจะมาจากคำเต็มว่า “การปกครองเมือง” คำว่า Polis ในภาษากรีกก็แปลว่า “เมือง” คำว่า “politics” มาจากคำกรีก “politikos” ดูก็ใกล้เคียงกัน

 

       เมืองคืออะไร ? การปกครองเมืองทำกันอย่างไร ? และชาวบ้านมีอะไรมาเกี่ยวข้องกับการปกครองเมือง ?

 

       เมือง คือสิ่งที่ตรงข้ามกับชนบท มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนชนบทตรงที่เมืองเป็นที่รวมของคนจำนวนมาก เนื้อที่จำกัดเมื่อเทียบกับชนบท คนในเมืองไม่ทำไร่ไถนา เพาะปลูกอหาหารโดยตรงก็มีกินมีอยู่ โดยอาศัยว่ามีผู้อื่นทำแทนให้บ้าง หรือตนเองผลิตสิ่งของอย่างอื่นเป็นสินค้า แล้วไปแลกเปลี่ยนกับอาหารจากชาวไร่นาบ้าง คนที่อยู่ในเมืองนอกจะมีระบบวิธีการเศรษฐกิจ คือแบบอย่างการทำมาหากินแตกต่างจากคนที่อยู่นอกเมืองแล้ว มักจะมีอำนาจทางเศรษฐกิจ คือรายได้ทรัพย์สมบัติมากกว่าคนชนบด้วย และมักจะมีเครื่องใช้ไม้สอยอุปกรณ์ดำรงชีวิตวิเศษพิสดารกว่า เพราะนอกจากศิลปวิทยาการต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในเมืองแล้ว ยังมีการค้าพาณิชย์ได้รับแลกเปลี่ยนผลิตผลจากแหล่งห่างไกลอื่น ๆ ด้วย ลักษณะที่ว่านี้เป็นจริงมาตลอดตั้งแต่เมืองในสมัยโบราณของอารยธรรมอียิปต์ จีน และอินเดียในยุคต้น และของกรีกและโรมในยุคต่อมา จนถึงเมืองใหญ่ ๆ ในสมัยปัจจุบันทั่วไป จะแตกต่างกันก็ตรงที่เมืองสมัยนี้มีจำนวนประชากร และอุปกรณ์ดำรงชีวิตเพิ่มกว่าเมืองที่ว่าใหญ่ของสมัยโบราณเป็นสิบเป็นร้อยหรือพันเท่า

 

       คนที่อยู่กันแออัด เป็นจำนวนมากในเนื้อที่จำกัด ทำการอาชีพแตกต่างกันเป็นหลายชนิด แต่ต้องแลกเปลี่ยนอาศัยกัน มิได้เป็นญาติพี่น้องแต่ก็ต้องคบหาสมาคมกัน ฯลฯ ก่อให้เกิดความจำเป็นในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เป็นประโยชน์สุขแก่ชีวิตแต่ละคนได้เต็มที่ อันเป็นความหมายสาระหลักของการปกครอง ความจำเป็นเช่นว่านี้ย่อมมีอยู่ในสังคมมนุษย์ทุกกลุ่มไม่ว่าเล็กว่าใหญ่ แต่เห็นได้ว่าถ้าเป็นกลุ่มเล็ก สมาชิกเป็นญาติพี่น้องกัน ต่างคนต่างเพาะปลูกอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องพะวงในการต้องแลกเปลี่ยนผลิตผลกับผู้อื่น ฯลฯ เช่นนี้ วิธีการปกครองก็ตรงไปตรงมาเหมือนพ่อแม่ปกครองลูก ญาติพี่น้องหรือมิตรสหายปกครองกันพอ ไม่ให้เกิดความ ระส่ำระส่ายล่วงเกินผลประโยชน์จนวิวาทบาดหมางกัน แต่ถ้าเป็นกลุ่มขนาดใหญ่มีสมาชิกเป็นพันเป็นหมื่นหรือถึงแสนถึงล้านไม่ได้เป็นญาติสัมพันธ์กัน ไม่ได้เป็นเพื่อนกันไปหมดแต่ต้องแลกเปลี่ยนผลผลิตอาศัยกันและกัน มีโอกาสที่จะขัดผลประโยชน์กัน เอารัดเอาเปรียบกันได้มาก ฯลฯ เช่นนี้วิธีการปกครองก็ต้องสลับซับซ้อนขึ้น มีกลไกวิธีการต่าง ๆ นานา จะพูดจาว่ากล่าวตักเตือนกันฉันญาติมิตรก็ไม่ได้เสมอไป จำต้องมีตัวบทกฎหมายละเจ้าหน้าที่มากมายหลายประเภทพอจะนึกเห็นเป็นสังเขปได้เองว่า การปกครองเมืองนั้นจะต้องพิสการเพียงใด เมื่อเปรียบเทียบกับการปกครองในหมู่บ้านขนาดย่อม ๆ ของชนบทที่ต่างหมู่บ้านก็ต่างอยู่เป็นเอกเทศจากกันได้ บางทีร้อยวันพันปีก็ไม่ต้องมีการสัมพันธ์กันอย่างที่เรียกว่าจำเป็นอันจะขาดเสียมิได้



       แล้วอย่างนี้ ชาวบ้านมีส่วนเกี่ยวข้องกบการปกครองเมืองอย่างไร ? ถ้า “ชาวบ้าน” แปลว่า “ชาวหมูบ้าน” และหมู่บ้านปกติอยู่ในชนบทนอกเมือง ชาวบ้านก็ไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกครองเมืองแต่อย่างใด ชาวเมืองต่างหากที่ต้องมีส่วนเพราะเป็นผู้อยู่ในเมือง เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะการปกครองเมืองนั้น คือการปกครองชีวิตความเป็นอยู่และการกระทำของตนนั่นเอง

 

       แต่ถึงอย่างนั้น การเกี่ยวข้องของชาวเมืองในการปกครองเมืองก็ไม่ได้แปลว่า ชาวเมืองจะได้เป็นผู้ทำการปกครองเมืองเสียทุกคนไป ใครจะได้เป็นผู้ปกครอง และใครจะเป็นผู้ถูกปกครอง ขึ้นอยู่กับปรัชญาของการปกครองที่ชาวเมืองของแต่ละเมืองนั้น ๆ ยึดถืออยู่

 

       ในธรรมเนียมการปกครองของชนหลายชาติในสมัยโบราณ เมื่อกลุ่มสังคมมีขนาดใหญ่เกินกลุ่มญาติพี่น้องไป ไม่สามารถใช้หลักพ่อแม่ปกครองลูกได้แล้ว แต่ถ้าผู้คนในกลุ่มยังยอมรับรรพบุรุษร่วมกันอยู่เช่นในสังคมระดับเผ่าทั้งหลายที่ไม่ใหญ่โจถึงขนาดเป็นประเทศเป็นอาณาจักร ก็อาจใช้วิธียกย่องผู้ใดผู้หนึ่งในหมู่ตนขึ้นเป็นหัวหน้าปกครอง โดยถือเสมือนเป็นตัวแทนของบรรพบุรุษแต่เก่าก่อน ผู้ปกครองที่ได้รับหน้าที่ดังกล่าวทำตัวเสมือนคนกลางระหว่างลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่กับวิญญาณ บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพราะเหตุนี้หน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้ปกครองคือประกอบพิธีกรรมเส้นสรวงสังเวยวิญญาณของบรรพบุรุษในฐานะที่ตนเป็นตัวแทนของลูกหลาน ที่ยังเป็นอยู่ และในขณะเดียวกันก็ได้รับความยกย่องนับถือจากผู้ถูกปกครองว่าเป็นเสมือนทายาทตัวแทนของบรรพบุรุษให้ปกครองลูกหลานสืบไป ไม่มีผู้ใดท้าทายอำนาจหรือความชอบธรรมที่จะปกครองได้

 

       วิธีการดังกล่าวนี้ใช้กันทั่วไปในสังคมเผ่าที่มีความรู้สึกผูกพันในบรรพบุรุษร่วมกันได้เต็มที่ แต่ถ้าเผ่านั้น ขยายกว้างใหญ่มากขึ้นจนทำให้ความรู้สึกในเรื่องบรรพบุรุษนี้หย่อนคลายลงไป หรือเผ่านั้นมีอำนาจเข้มแข็งรุกรานเผ่าข้างเคียงที่มิได้ร่วมนับถือบรรพบุรุษเดียวกัน หลักเกณฑ์การปกครองที่กล่าวมาแล้วก็ใช้ไม่ได้ผล จำเป็นต้องอาศัยหลักอื่นมาช่วยแทน หลักที่เป็นพื้นฐานที่สุดของอำนาจการปกครองคือการใช้กำลังบังคับ ควบคุม และลงโทษผู้ขัดขืนซึ่งหมายถึงกำลังคนและอาวุธ แต่กำลังลุ่น ๆ อย่างเดียวนี้ไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือชอบธรรมอย่างแท้จริงได้ตลอดไป มักชวนให้มีผู้ท้าทายอยู่เสมอ เมื่อใดที่ผู้ปกครองอ่อนกำลังลง เพราะฉะนั้นในสมัยโบราณจึงมักจะมีปรัชญาที่ว่าด้วยอำนาจของเทพเจ้าหรือสรวงสวรรค์มาประกอบ ทำนองว่ามนุษย์ด้วยกันเองนั้นไม่มีสิทธิที่จะปกครองกัน หากไม่ได้เป็นลูกหลานว่านเครือกันอยู่ เทพเจ้าหรือสวรรค์เท่านั้นที่ปกครองมนุษย์ได้ และมนุษย์ต้องเคารพปกาสิตของสวรรค์

 

ปัญหาเกิดว่าจะรู้ปกาสิตของสวรรรค์ได้อย่างไร ?

 

       ในสมัยโบราณและแม้แต่ในสมัยปัจจุบันถือว่าเรื่องของสวรรค์นั้นเป็นเรื่องของศาสนา เจ้าหน้าที่หรือผู้นำทางศาสนาได้แก่พระ หรือพราหมณ์ เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติพิเศษเหนือคนธรรมดา สามารถติดต่อกับสวรรค์ได้ เป็นผู้ถ่ายทอดความต้องการและคำสั่งของสวรรค์มาให้มนุษย์ได้รู้และปฏิบัติตาม ด้วยเหตุฉะนี้ในบางแห่งบางสมัย พระจึงเป็นผู้ปกครองเสียเอง หรือมิฉะนั้นก็มีอำนาจใกล้ชิดราชบัลลังก์ ช่วยส่งเสริมอำนาจการปกครองด้วยพิธีกรรมและคำทำนายต่าง ๆ ให้กษัตริย์ผู้ปกครองได้มีส่วนในความศํกดิ์สิทธิ์ของสวรรค์ด้วย บทบาทของพระในการปกครองของอียิปต์โบราณก็ดี ของยุโรปยุคกลางก็ดี หรือบทบาทของพราหมณ์ในการปกครองของอินเดีย และอาเชียอาคเนย์สมัยก่อนก็ดี ตกอยู่ในข่ายนี้ ธิเบตสมัยก่อนทะไล ลามะ ต้องลี้ภัยเพราะถูกจีนคอมมูนิสต์รุกรานและยึดครอง ดูเหมือนจะเป็นแห่งเดียวที่เหลืออยู่ในปัจจุบันที่พระทำหน้าที่ปกครองบ้านเมืองด้วยพร้อม ๆ กัน

 

       ในบางกรณี ผู้ปกครองคือพระราชาหรือกษัตริย์อาจอ้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสวรรค์เสียเอง เช่นจักรพรรดิของญี่ปุ่นสืบเชื้อสายโดยตรงจากพระอาทิตย์ กษัตริย์ของสมัยนครวัดเป็นสมมติเทพ คือ พรหมจำแลง ส่วนจักรพรรดิจีนสมัยขงจื๊อก็เปรียบเป็นบุตรของสวรรค์เช่นกัน ทำให้ผู้ปกครองสามารถมีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ได้เองโดยไม่ต้องพึ่งอำนาจเจ้าหน้าที่ทางศาสนาเป็นเครื่องสนับสนุนฐานะการปกครองของกษัตริย์ และเป็นวิธีหนึ่งที่ลจะลดอำนาจทางศาสนาในด้านการปกครองลง

 

       วิธีการต่าง ๆ ที่ได้ว่ามานานี้ มีสาระและประโยชน์ที่สำคัญคือ การสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่อำนาจของผู้ปกครองซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ปกครองต้องมี มิฉะนั้นนั้นผู้ถูกปกครองอาจไม่ยอมรับอำนาจนั้น และทำการขัดขวางกระด้างกระเดื่องทันทีที่มีโอกาส นอกจากนั้นการอิงอำนาจทางศาสนาเพื่อประโยชน์ในการปกครองนั้น ในบางลักษณะก็เป็นเครื่องประกันให้แก่ผู้ถูกปกครองว่า บัญญัติของสวรรค์หรือเทพเจ้าเป็นสิ่งควบคุมความประพฤติของผู้ปกครอง ทำนองว่าถ้าผู้ปกครองประพฤติผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากศีลธรรมจนเกินไป ฟ้าดินก็จะลงโทษเองในที่สุด ดังในธรรมเนียมการปกครองโบราณของจีนนั้น ฮ่องเต้ที่เป็นทรรราชย์ถือว่าหมดสิทธิที่จะปกครองอีกต่อไป และการเปลี่ยนบัลลังก์เปลี่ยนราชวงศ์ก็เป็นสิ่งชอบธรรมได้

 

       อำนาจของผู้ปกครองเป็นสิ่งที่สืบต่อกันได้ในวงศ์สกุล โดยถือหลักว่าความชอบธรรมในบิดาย่อมผ่านต่อมายังบุตรได้ และตราบใดที่ผู้ปกครองทำหน้าที่โดยธรรม ผู้ถูกปกครองก็ไม่สงสัยความชอบธรรมของตำแหน่งหน้าที่ระบบการปกครองแบบนั้น และตราบเท่าที่ปรัชญาของการปกครองแนบสนิทกับความเชื่อทางศาสนาว่ามีอำนาจของสวรรค์เหนือมนุษย์อยู่ ระบบวิธีการดังกล่าวก็เป็นวิธีที่ใช้กันได้ตลอดไปด้วยดีและมีผล

 

       เท่าที่กล่าวมานี้ หากสังเกตจะเห็นว่าเป็นการปกครองแบบสวรรค์ปกครองโลก หรือเทพเจ้าปกครองมนุษย์ ตราบใดที่ชาวบ้านยังเป็นชาวบ้าน และชาวเมืองก็คือคนธรรมดาที่เข้ามาพำนักอาศัยอยู่ในเมือง ตราบนั้นชาวบ้านก็ดี ชาวเมืองก็ดีมีส่วนในการปกครองแต่เพียงในฐานะของผู้ถูกปกครอง ไม่มีสิทธิที่จะเป็นผู้ปกครองได้เพราะมิได้เป็นเทพหรือส่วนหนึ่งของสวรรค์

 

       ปรัชญาของการปกครอง เปลี่ยนรูปไปเมื่อมนุษย์แยกสวรรค์ออกจากการปกครองโลก และให้มนุษย์ปกครองมนุษย์กันเอง ถ้าเกิดมีปรัชญาว่าผู้ปกครองมิได้เป็นทายาทของสวรรค์ แต่เป็นสามัญชนมนุษย์ด้วยกันเอง ปัญหาก็เกิดขึ้นว่า ความชอบธรรมของอำนาจผู้ปกครองนั้นเกิดจากอะไร ? ทำไมผู้ถูกปกครองจึงต้องยอมรับและปฏิบัติตาม ?

 

       ปัญหาเช่นนี้ไม่มีในกลุ่มสังคมเล็ก ๆ ที่ญาติปกครองญาติ และถ้าสังคมไม่ใหญ่จนเกินไป ก็ใช้วิธีแก้ปัญหาให้ทุกคนที่อยู่ร่วมกันนั้นได้มีส่วนร่วมในการปกครองเท่าเทียมกันหมด นี่คือวิธีการที่ชาวกรีกสมัยโบราณใช้จนได้ชื่อว่าเป็นแม่ทของประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะนครรัฐของกรีกสมัยนั้นก็คือเมืองขนาดย่อม ๆ พลเมืองสามารถพบปะประชุมกันได้ไม่ลำบาก ร่วมกันตัดสินปัญหาที่ว่าด้วยเรื่องการปกครองแทบจะเป็นประจำวันก็ว่าได้ ในระบบดังกล่าวนี้ชาวเมืองทุกคนอยู่ในฐานะผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองพร้อม ๆ กัน อย่างน้อยก็มีความเสมอภาคกันในด้านอำนาจการปกครอง ส่วนว่าระบบนี้จะมีประสิทธิภาพดีพร้อมถูกใจคนทุกคนหรือไม่นั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งประเด็นนี้มหาปราชญ์ เช่น Plato ก็ยังมีข้อสเนอเป็นอื่นได้ แต่วิธีการของกรีกนี้ก็มิได้ใช้กันแพร่หลายทั่วทุกสังคมไปแม้แต่ในยุโรป

 

       การปกครองของยุโรปซึ่งใช้ทฤษฎีประเภทปกาสิตสวรรค์ผสมกับหลักอำนาจคือธรรมมาเป้นเวลาหลายร้อยปี ถูกนักปรัชญาการเมืองตั้งปัญหาประเด็น “มนุษย์ปกครองมนุษย์โดยธรรม” ขึ้นพิจารณากันในสมัยคริสตศตวรรษที่ 17 - 18 เป็นต้นมา เช่น Thomas Hobbes และ John Locke ในอังกฤษ Jean Jacques Rousseau ชาวสวิส/ฝรั่งเศส Frederick Hegel ชาวเยอรมัน ทำให้เกิดความคิดใหม่ ๆ เกี่ยวกับวิธีการปกครองซึ่งแผกไปจากที่เคยยึดถือกันมาแต่เดิม บทบาทของผู้ปกครองแทนที่จะเป็ฯตัวแทนของสวรรค์ก็กลายมาเป็นตัวแทนของรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ (State) กับปัจเจกบุคคล (Individual) ก็เป็นประเด็นใหญ่ที่ต้องขบให้แตกว่า รัฐคืออะไร แล้วทำไมรัฐจึงจะมีอำนาจเหนือปัจเจกบุคคลได้โดยชอบธรรมถ้ารัฐประกอบขึ้นด้วยปัจเจกชนผู้เป็นประชาชนพลเมืองของรัฐ ก็คือตัวแทนของประชาชนด้วย แต่การเป็นตัวแทนนี้มีกระบวนการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนตั้งตัวแทนขึ้นมาให้มีอำนาจปกครองผู้ตั้ง จะหมายความการตั้งนั้นเป็นการใช้อำนาจปกครองของผู้ตั้งหรือเปล่า และตั้งอย่างไรจึงจะไม่ให้ประชาชนที่มีอำนาจปกครองต้องเสียอำนาจกลายมาเป็นผู้ถูกปกครองไปในที่สุด

 

       จะเห็นได้ว่าปัญหาการปกครองเมืองได้กลายมาเป็นปัญหาการปกครองรัหรือประเทศตามวิวัฒนาการของประวัติศาสตร์และการรวมกลุ่มสังคม ชาวบ้านซึ่งเคยแยกอยู่ลำพังประสาชาวบ้าน ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับชาวเมืองก็กลายมาเป็นชาวรัฐหรือ “พลเมือง” ในความหมายว่าประชากรของ “ประเทศ” ซึ่งมีอาณาเจตครอบคลุมทั้ง “บ้าน (ชนบท)” และ “เมือง” ความคิดแต่เดิมว่าผู้ปกครองเป็นตัวแทนของสวรรค์ซึ่งมีสิทธิและอำนาจความชอบธรรมโดยสมบูรณ์ที่จะปกครองมนุษยโลก ก็กลายมาเป็นผู้ปกครองที่เป็นตัวแทนของรัฐอันเป็นมนุษย์ปกครองมนุษย์ด้วยกัน ชาวบ้านที่ไม่เคยทะเยอทะยานจะใช้อำนาจของสวรรค์ก็ได้รับอำนาจใหม่ซึ่งเรียกเป็นอำนาจของมนุษย์ให้ใช้ในการปกครอง และเรื่องจากรัฐประเทศสมัยใหม่นั้นกว้างใหญ่ไพศาลกว่านครรัฐเล็ก ๆ ของกรีก เช่น เมืองเอเธนส์ เมืองสปาร์ตา หรือนครรัฐของไทย เช่น เมืองสุโขทัย เมืองเชียงใหม่ ในสมัยโบราณ ชาวบ้านซึ่งเคยอยู่แต่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ หรือชาวเมืองขนาดย่อม ๆ ซึ่งคุ้นเคยกับเพื่อนร่วมเมืองกันอย่างใกล้ชิด ก็ต้องมาเป็นชาวรัฐอันมหึมา ซึ่งขอบเขตโดยรอบนั้นแต่ละคนก็ไม่เคยเห็น แต่ต้องทำหน้าที่ปกครองร่วมกันตามคติของการปกครองสมัยใหม่ในระบอบประชาธิปไตยี่ให้อำนาจสูงสุดแก่ปวงชน

 

       ด้วยเหตุนี้ การเมืองซึ่งแต่แรกเป็นเรื่องของเมืองเท่านั้น มีพระราชามหากษัตริย์เป็นผู้แทนของสรวงสวรรค์ทำหน้าที่ผู้ปกครอง ก็กลายมาเป็นเรื่องกว้างขวางออกไกินขอบเขตทั้งรัฐประเทศ และมีปรัชญาใหม่ให้มนุษย์ปกครองกันเองอย่างยุติธรรมมากที่สุด เช่น ปรัชญาของประชาธิปไตย ชาวบ้านซึ่งไม่มีธุระกงการอะไรกับการปกครองเมืองในอดีตจึงต้องพบว่า การเมืองก็เป็นเรื่องของชาวบ้านสมัยปัจจุบัน

 

       แต่ความข้อนี้ ชาวบ้านทั่วไปในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยของหลายสังคมในโลกจะรู้และเข้าใจกันหรือไม่ก็ไม่ทราบได้แน่ โดยเฉพาะในประเทศที่เปลี่ยนจากการปกครองแบบเก่าของโบราณที่ชาวบ้านเคยยึดถือว่า การปกครองเป็นหน้าที่ของประมุขผู้เป็นตัวแทนของสวรรค์หรือการเมืองเป็นเรื่องชาวเมืองซึ่งชาวบ้านไม่เกี่ยว และแม้แต่ชาวเมืองเองก็ถือว่า การปกครองบ้านเมืองเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจวาสนา ตนเองเป็นเพียงประชาชนผู้อยู่อาศัย ฯลฯ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองกันทันทีทันใดผู้ที่รู้และเข้าใจในปรัชญาใหม่ก็สามารถใช้สิทธิและอำนาจการปกครองที่เป็นของปวงชนได้ แต่ผู้ที่ไม่รู้ไม่เข้าใจก็เกิดความพิศวงงงงวยไม่สามารถใช้สิทธิและทำหน้าที่ในการปกครองได้ถูกต้อง

 

       ชาวบ้านของไทย โดยเฉพาะในชนบทที่ห่างไกลและแม้กระทั่งชาวเมืองใหญ่ ๆ เช่นในกรุงเทพฯ มีอาการครึ่งหลับครึ่งตื่นดังว่านี้ บางคนยังไม่เข้าใจปรัชญาใหม่ของการปกครอง บางคนพอขเา้ใจแต่ยังไม่คุ้นเคยกับวิธีการ บางคนที่รู้ซึ้งแต่ขาดความห่วงใยผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างจริงใจ ก็ฉวยโอกาสใช้บาวบ้านเป็นเครื่องมือกระทำการการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในนามของประชาธิปปไตย จนทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่ที่ผู้เข้าใจน้อยแล้วยิ่งขึ้นอีก และก่อให้เกิดโทษมากกว่าคุณ

 

       การปกครองที่ถือหลักว่า การเมืองก็เป็นเรื่องของชาวบ้านนั้นต้องอาศัยความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และความห่วงใยผลประโยชน์ของส่วนรวมยิ่งกว่าการปกครองแบบอื่น ๆ ที่แล้ว ๆ มา เพราะอย่างน้อยคนสมัยก่อนยังกลัวเกรงอำนาจสวรรค์และเทพเจ้า แต่สมัยนี้คนถือตนเองเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นก็มีแต่ตนเองเป็นที่พึ่ง หากนึกว่าตนฉลาดจริงแล้ว ถ้ายังชอบถือคติว่า “คนโง่ต้องเป็นเหยื่อของคนฉลาด” แล้วคนฉลาดก็ทำการแต่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ฉะนี้คนปัจจุบันก็มิได้วิเศษกว่าคนแต่ก่อนที่เราชอบดูถูกว่าโง่เง่าเต่าตุ่นเลย ตรงกันข้ามกับความเจริญที่เราหลงภูมิใจกันนั้น แท้ที่จริงอาจเป็นเครื่องหมายของความเสื่อมของมนุษย์เอง.


Author: ดร. พัทยา สายหู

ศาตราจารย์ ดร.พัทยา สายหู เป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกทั้งทำให้องค์ความรู้วิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น 


เกิดเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 1932 เข้าเรียนในโรงเรียนอัสสัมชัญในปี 1941 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สำเร็จมัธยมปีที่ 8 ปี 1949
เป็นครูอยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญ 1 ปี แล้วได้รับทุนของกระทรวงศึกษาธิการ ไปศึกษาต่อที่มหาวทิยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 6 ปี ได้รับปริญญาตรีทางปรัชญารัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ และได้รับปริญญาโททางมานุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ แล้วกลับมารับราชการเป็นอาจารย์อยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย เมื่อปี 1959 เสียชีวิตเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2017