การแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา : ดร.หยุด แสงอุทัย

ผู้เขียน : ดร.หยุด แสงอุทัย
product

การแบ่งแยกเชื้อชาติศาสนา

ดร.หยุด แสงอุทัย อัสสัมชนิกเลขที่ 8256 ใน อุโฆษสาร 1969 หน้า 121 - 127

 


 

       นายหยุด แสงอุทัย เกิดเมื่อ พ.ศ. 2451 สำเร็จการศึกษาชั้นเนติบัณฑิตเมื่อปี พ.ศ. 2468 สอบไล่ได้ชั้น 6 แผนกภาษาอังกฤษเดิม โรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อ พ.ศ. 2470 รับราชการกองฟังคดีตำรวจนครบาล พ.ศ. 2470 - 2473 ฝึกหัดราชการกรมอัยการ พ.ศ. 2473 สอบไล่ปริญญาดอกเตอร์กฏหมายเยอรมัน (ชั้นได้รับความชมเชยอย่างมาก (Magna Cum Laude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เป็นศาสตราจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์พิเศษจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ขณะนี้เป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 


 

       บางทีการกล่าวถึงความรู้สึกนึกคิดของบุคคลในสมัย ๆ หนึ่งอาจเป็นประโยชน์บ้าง เมื่อข้าพเจ้าศึกษากฏหมาย ณ โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม ภาค 1 ปีที่ 2 (ในขณะนั้นการศึกษากฎหมายมีเพียง 2 ภาค แต่ภาค 1 ต้องศึกษา 2 ปี) เมื่อปี พ.ศ. 2467 ได้มีนักเรียนที่เป็นแขกอินเดียผู้หนึ่งได้มาฟังคำบรรยายร่วมด้วย พระยามานวราชเสวี ผู้อำนวยการโรงเรียนกฎหมายไทยขณะนั้นทราบว่า ท่านได้อนุญาตให้นักเรียนผู้นั้นเข้าศึกษาได้ โดยที่แขกอินเดียผู้นั้นแต่งกายตามวัฒนธรรมของชาติของเขาโดยใส่กางเกงฝรั่ง ใส่เสื้อนอกและสวมหมวกแขก เขาจึงแปลกกว่าพวกเราที่แต่งกายตามวัฒนธรรมไทย คือนุ่งผ้าม่วง มีถุงเท้ายาวถึงหัวเข่ามีรองเท้าแบบฝรั่ง ใส่เสื้อนอกลูกกระดุม 5 เม็ด ราชเปเต้นท์ ใส่หมวกสักหลาด จึงดูเขาแปลกกว่าพวกเรา ข้าพเจ้าและเพื่อนนักเรียนกฏหมายบางคนได้พูดกันถึงเรื่องนี้ และเมื่อได้พูดกันแล้วเขาเหล่านั้นรวมทั้งข้าพเจ้าเองได้รู้สึกรังเกียจที่มีคนต่างชาติต่างภาษามาเรียนปะปนในหมู่พวกเรา เรารู้สึกว่าโรงเรียนกฎหมายของไทยจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลไทยไม่น่าให้คนต่างชาติต่างภาษามาเรียน ต่อมาข้าพเจ้าได้สังเกตุว่าแขกอินเดียผู้นั้นหายไป อาจเป็นเพราะเขารู็สึกว่าพวกเราตั้งข้อรังเกียจก็ได้หรืออาจะเป็นเพราะเหตุอื่นก็ได้ ข้าพเจ้าเพิ่งจะได้รู้สึกว่าความรังเกียจคนต่างชาติต่างภาษาของข้าพเจ้านั้นเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายแรง

 

       ในเมื่อข้าพเจ้าได้มาศึกษาที่โรงเรียนอัสสัมชัญปีที่ 4 และ ปีที่ 5 ทุกคนเป็นภราดา (Brothers) ซึ่งเป็นชนต่างประเทศทั้งนั้น นอกจากอาจารย์สอนภาษาไทยคนเดียว และสำหรับภาษาไทยชั้นปีที่ 5 บราเธอร์ ฮีแลร์ ได้สอนแปลไทยเป็นอังกฤษ และอังกฤษเป็นไทยรวมทั้งการแต่งโคลงกลอนเอง จริงอยู่เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษาโรงเรียนภาษอังกฤษกลางคืนของสามัคยาจารย์สมาคมปีที่ 4 และปีที่ 5 ก็ได้มีอาจารย์ฝรั่งสัญชาติอังกฤษเป็นผู้สอน แต่อาจารย์ฝรั่งเหล่านี้ไม่มีผู้ใดให้การบ้านนักเรียนไปทำและตรวจการบ้านด้วยตนเอง การสอนกระทำเฉพาะในชั้นทั้งสิ้น ข้าพเจ้าไม่ตั้งใจจะหลู่พระคุณอาจารย์ฝรั่งที่สอนข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ารู้สึกในขณะนั้นว่าอาจารย์ฝรั่งเหล่านี้สามัคยาจารย์จ้างมาสอน ผิดกับโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งบราเธอร์ได้เงินเดือนเพียงเดือนละ 3 - 4 บาท สำหรับซื้อบุหรี่สูบเท่านั้น โดยได้รับการกินอยู่จากโรงเรียน บราเธอร์ได้สอนให้ข้าพเจ้าด้วยความเสียสละ ไม่มีความเห็นแก่ตัว นอกจากจะเห็นแก่พระเจ้าซึ่งเป็นเรื่องของศาสนา นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังไม่ได้เคยเห็นครูคนใดขยันอย่างบราเธอร์ มีการบ้านให้เสมอเกือบทุกวิชา และยังได้เอาสมุดที่บอกให้จดวิชาต่าง ๆ ไปตรวจว่าได้จดถูกต้องหรือไม่ ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าบราเธอร์ทั้งหลายเอาเวลาที่ไหนมาโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรือเอือมระอา ในเรื่องศีลธรรมนั้นจริงอยู่มีตำราเรียนที่กล่าวถึงคริสต์ศาสนาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีการแนะนำจูงใจให้นักเรียนหันมานับถือคริสต์ศาสนาแต่อย่างไร นักเรียนเพียงแต่จำข้อความในตำราเรียนก็พอ

 

       ในเวลาเรียนศาสนานักเรียนที่นับถือคริสต์ศาสนาจะออกจากห้องไปเรียนที่ห้องอื่น ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้ถือคริสต์ศาสนาก็คงเรียนต่อไปตามปกติ มีครั้งเดียวที่บราเธอร์ผู้สอนชั้นปีที่ 4 ได้ถามข้าพเจ้าในห้องเรียนว่าไม้บรรทัดมาจากอะไร ข้าพเจ้าก็มาว่ามาจากต้นไม้ บราเธอร์ถามว่าต้นไม้มาจากอะไร ข้าพเจ้าก็ว่าต้นไม้ก็มาจากลูกของต้นไม้ บราเธอร์ก็บ่า ถ้าเช่นนั้นต้นไม้ต้นแรกในโลกนี้มาจากไหน ข้าพเจ้าก็ว่าข้าพเจ้าไม่ทราบและไม่ได้สนใจ บราเธอร์จึงว่าข้าพเจ้าจะยอมรับไหมว่ามีอำนาจอันใดอันหนึ่งมาสร้างต้นไม้ต้นแรกขึ้น โดยไม่จำต้องจะถือว่าเป็นพระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าก็ว่าข้าพเจ้าตอบไม่ได้ เพราะไม่เห็นประโยชน์เลยที่จะทราบเรื่องนี้ บราเธอร์ก็ไม่ได้ว่าอะไรอีก

 

       และเมื่อข้าพเจ้าได้เรียนชั้นปีที่ 6 ข้าพเจ้าได้ไปลาออกกับบราเธอร์ฮีแลร์ว่า บิดาของข้าพเจ้าชรามากแล้วอายุ 80 ปีเศษ และสุขภาพก็ไม่ดี ข้าพเจ้าเป็นบุตรชายคนแรกที่รอดชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าอยากจะอุปสมบท เป็นพระภิกษุเพื่อสนองคุณบิดา จึงขอลาออกสัก 4 เดือน เมื่ออุปสมบทเสร็จจนรับกฐินแล้ว ข้าพเจ้าจะกลับมาศึกษาชั้นปีที่ 6 ต่อไป บราเธอร์ฮีแลร์ก็เข้าใจ และอนุญาตให้ข้าพเจ้าลาออกด้วยความยินดี เมื่อข้าพเจ้าสึกแล้ว ก็กลับไปศึกษาชั้นปีที่ 6 (ซึ่งเทียบกับมัธยมปีที่ 8 ในสมัยนั้น) ตามเดิม ทั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้คิดว่า เมื่อบราเธอร์ซึ่งเป็นคนต่างชาติต่างภาษาและมีจำนวนมากอุตส่าห์ จากบ้านจากเมืองมาสอนเด็กไทยเช่นนี้ ทำไมข้าพเจ้าจึงไปตั้งรังเกียจคนอินเดียเพียงคนเดียวที่มาเรียนกฎหมายร่วมกับข้าพเจ้าเล่า (2) นอกจากนั้นในชั้นปีที่ 5 และ ปีที่ 6 นี้มีนักเรียนที่ศึกษาทุกศาสนา พุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคริสต์ศาสนานั้นมีทั้งนิกายโรมันคาธอลิค และโปรเตสแตนท์ นอกจากนี้ยังมีศาสนาอิสลาม และศาสนาอื่นอีกบ้าง นักเรียนเหล่านี้ก็ได้คบค้าสมาคมกันโดยเปิดเผย โดยไม่มีใครตั้งรังเกียจศาสนา โดยที่ข้าพเจ้าได้สำเร็จการศึกษาชั้นเนติบัณฑิตไปแล้ว จึงได้ไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญอีก ข้าพเจ้าจึงมีอายุมากเป็นคนที่ 2 ของชั้น คือมีนักเรียนที่อายุมากกว่าข้าพเจ้าเพียงคนเดียว โดยที่ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนหน้าใหม่ ข้าพเจ้าจึงต้องสอบถามกับเพื่อนักเรียนซึ่งบางทีก็เป็นคนต่างศาสนาถึงข้อสงสัยในบางเรื่อง ซึ่งเขาเหล่านั้นก็แนะนำข้าพเจ้าด้วยความยินดี เรื่องนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้คิดมากว่าทำไมข้าพเจ้าจึงไปตั้งรังเกียจนักเรียนกฏหมายคนอินเดียคนนั้นเพียงคนเดียว

 

       นอกจากนี้เมื่อข้าพเจ้าไปศึกษากฏหมายที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ข้าพเจ้าก็ได้รู้สึกว่าการตั้งรับเกียจคนต่างชาติต่างศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่สมควร เพราะที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินนี้ไม่แต่จะอนุญาตให้คนต่างด้าวศึกษากฎหมายโดยมีสิทธิเท่าเทียมกับคนเยอรมันทุกประการเท่านั้น ยังได้ตั้งสถาบันสำหรับคนต่างด้าว (Institut fuer Auslaender) ไว้ สำหรับสอนถาษาเยอรมันให้แก่คนต่างด้าว และสอนวิชาสามัญ ซึ่งต้องสอบไล่ก่อนที่จะเข้าศึกษามหาวิทยาลัย เช่นข้าพเจ้าก็ต้องเรียนภาษาละตินจากสถาบันนี้ และสอบไล่ได้ชั้นละตินเล็กอันเป็นเงื่อนไขที่จะทำให้ปริญญาดอกเตอร์ กฎหมายเยอรมันที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน นอกจากนี้ในขณะที่ฟังคำบรรยายที่มหาวิทยาลัย ในบางวิชามีข้าพเจ้าซึ่งเป็นคนต่างประเทศเข้าฟังคำบรรยายเพียงคนเดียว บางวิชาก็มีชาวฮังกาเรียนคนหนึ่ง และบางวิชาก็มีคนญี่ปุ่น 2 คนมาฟังคำบรรยาย (คนญี่ปุ่นไม่ได้มาศึกษาเพื่อทำปริญญาที่เยอรมัน เขาบอกว่าปริญญาดอกเตอร์ของเขาดีพอแล้ว แต่เขาเจาะจงมาฟังคำบรรยายและค้นคว้าเพียงวิชาเดียว เช่นกฎหมายอาญา และได้ไปฟังคำบรรยายกฎหมายอาญาจากศาสตราจารย์ที่มีชื่อเสียงในทางกฎหมายอาญาเกือบทุกมหาวิทยาลัย) ข้าพเจ้าไม่ได้สังเกตว่ามีนักศึกษากฎหมายซึ่งเป็นคนเยอรมันคนใด ตั้งรังเกียจข้าพเจ้า บางคนยังได้มาทักทายข้าพเจ้าก็มี นอกจากนี้การศึกษาที่มหาวิทยาลัยนั้น นอกจากต้องฟังคำบรรยายให้ครบหลักสูตร (คือมหาวิทยาลัยเป็นแต่กหนดว่าใน 4 ปี ต้องฟังคำบรรยายในวิชาไดบ้างเท่านั้น นักศึกษาเลือกเอาเองว่าจะเรียนลักษณะวิชาใดก่อนวิชาใดหลัง เช่น ผู้ที่อยากเรียนหนักไปในทางกฏหมายอาญา และตั้งใจจะทำวิทยานิพนธ์ในทางกฎหมายอาญาก็เลือกฟังคำบรรยายกฎหมายอาญาก่อน และอาจฟังซ้ำ 2 ครั้ง หรือไม่ศึกษาที่มหาวิทยาลัยอื่นเพื่อฟังคำบรรยายกฎหมายอาญา มหาวิทยาลัยบังคับเพียงว่า 2 ปี หลังต้องเรียนที่มหาวิทยาลัย) แล้วยังต้องทำแบบฝึกหัดซึ่งต้องเขียนคำตอบปัญหาให้เสร็จภายในเวลา 2 ชั่วโมง และการบ้านซึ่งต้องค้นคว้าในปัญหาและทำเสร็จในเวลา 3 สัปดาห์ และการบ้านซึ่งต้องค้นคว้าในปัญหาและทำเสร็จในเวลา 3 สัปดาห์ มีคราวหนึ่งศาสตราจารย์ได้บอกแก่นักศึกษาว่า ในบรรดานักศึกษาที่ทำแบบฝึกหัดที่ให้ทำเป็นการบ้านมีคนต่างด้าวคือข้าพเจ้าได้เขียนแบบฝึกหัดได้คะแนนดี นักศึกษาเยอรมันก็ได้ตบเท้าแสดงความยินดีกับข้าพเจ้า (ในมหาวิทยาลัยเยอรมัน ถ้านักศึกษาพอใจเขาจะไม่ตบมือ เพราะมือใช้เขียนจดคำบรรยาย หรือคำชี้แจงของศาสตราจารย์ จึงใช้ตบเท้าแทน)

 

       ในระยะเริ่มแรกที่ข้าพเจ้าได้ไปศึกษากฎหมาย ประเทศเยอรมันได้มีการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยที่สุด เพราะได้ใช้รัฐธรรมนูญไวมาร์ ซึ่งยอมให้มีพรรคการเมืองคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองนาซี ซึ่งทั้งสองพรรคต่างก็แนวนโยบายว่า ถ้ามีเสียงข้างมากจนได้มาซึ่งอำนาจในรัฐเมื่อใด จะเลิกล้างระบอบประชาธิปไตยเมื่อนั้น ส่วนรัฐเองต้องเป็นกลาง เช่นเวลาสมาชิกพรรคนาซีเดินขบวนก็ต้องส่ง ตำรวจไปคุ้มกันเพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทำร้าย เวลาสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เดินขบวน ก็ต้องส่งตำรวจไปคุ้มกันเพื่อไม่ให้สมาชิกพรรคนาซีทำร้าย แต่ที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวในบทความนี้คือ เมื่อรัฐธรรมนุญไวมาร์ได้กำหนดความเสมอภาคของบุคคลต่อหน้ากฎหมาย (equality before the law) ซึ่งเมื่อกฎหมายได้บัญญัติไว้อย่างไรแล้ว รัฐและเจ้าพนักงานของรัฐย่อมให้ผลปฏิบัติแต่ราษฎรชาวเยอรมันเสมอภาคกัน ดังจะเห็นได้จากการปฎิบัติต่อสมาชิกพรรคการเมืองคอมมิวนิสต์ และพรรคการเมืองนาซีดังกล่าวแล้ว (ไม่เหมือนในประเทศไทย ซึ่งคนสัญชาติไทยหากมีบรรพบุรุษเป็นคนต่างด้าวก็เข้าโรงเรียนทหารไม่ได้ การสอบแข่งขันเพื่อเข้าโรงเรียนทหารก็ยังมีคะแนนพิเศษสำหรับบุตรหลานของนายทหารอีก ทั้ง ๆ ที่เอางบประมาณแผ่นดินซึ่งเก็บจากภาษีอากร ซึ่งนำไปใช้จ่ายในกิจการของโรงเรียนทหารจากคนไทยโดยเสมอภาคกัน ไม่ใช่ว่าคนไทยมีบรรพบุรุษไทยเสียภาษีอย่างหนึ่ง และคนไทยที่มีบรรพบุรุษต่างด้าวเสียอีกอย่างหนึ่ง และเวลาเกณฑ์คนไทยไปต่อต้านอริราชศัตรูก็เสมอภาคกัน ไม่ใช่เลือกเกณฑ์แต่เฉพาะคนไทยที่มีบรรพบุรุษเป็นไทย

 

       ในสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ ข้าพเจ้าได้ขอทำความตกลงกับผู้แทนกระทรวง ทบวง กรมมิให้ใส่คำว่า “เชื้อชาติ…” ลงในแบบของกระทรวงเพราะเป็นการบังคับให้บุคคลต้องกรอกในแบบว่า “มีสัญชาติไทย เชื้อชาติจีน หรือเยอรมัน” โดยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ถ้าจะไม่ให้คนไทยที่มีเชื้อชาติต่างประเทศเป็นคนไทยโดยแก้พระราชบัญญัติสัญชาติก็รู้แล้วรู้รอดไป แต่เมื่อครั้งหนึ่งเขาได้รับสัญชาติเป็นคนไทยแล้ว ก็ไม่ควรบังคับให้เขาต้องแสดงว่ามีเชื้อชาติอย่างไร นอกจากนี้ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติว่าอย่างไร จึงจะถือว่ามีเชื้อชาติต่างประเทศจะนับเพียงบิดาหรือนับมารดาฝ่ายเดียวเป็นคนต่างด้าว จะนับกรณีที่ปู่เป็นคนต่างด้าว หรือทวดเป็นคนต่างด้าวหรือไม่ หลัก “บุคคลเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย” ในสมัยใช้รัฐธรรมนูญไวมาร์หมายความว่าจะไม่มีการให้ผลปฏิบัติแก่ชาวเยอรมันโดยมีการแบ่งแยก (discrimination) เช่นจะไม่ให้ผลปฏิบัติแตกต่างกันเพราะเชื้อชาติ เพศ การศึกษาอบรม การเสียภาษี ทั้งนี้ก็ตรงกับปฏิญาณสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ลงวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 1948 (ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีด้วย) ข้อ 2 ซึ่งมีข้อความว่า

 

“ทุกคนย่อมมีสิทธิอิสรภาพบรรดาที่พรรณนาไว้ในปฏิญญานี้โดยปราศจากการแบ่งแยก ไม่ว่าโดยวิธีใด ๆ ดังเช่นเชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นในทางการเมืองอื่น เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์ กำเนิด หรือมีสถานะอื่น ๆ”

 

       ความจริงเมื่อข้าพเจ้าได้เป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับป 2495) ข้าพเจ้าได้นำเอาร่างรัฐธรรมนูญที่ข้าพเจ้าร่างโดยคัดลอกข้อความข้อความในปฏิญญาสากล มาแทนบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของชนชาวไทย แต่พระนิติธารณ์พิเศษ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในสมัยนั้นได้บอกกับข้าพเจ้าว่า เมื่อยังไม่มีรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นคัดลอกลงมา ต้นร่างของข้าพเจ้าจะก้าวหน้าเกินไป และนอกจากนี้คณะรัฐประหารปี พ.ศ. 2495 ซึ่งได้ขอให้มีพระบรมราชโองการให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 กลับมาใช้อีกก็ไม่ประสงค์ให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 มากนัก ข้าพเจ้าจึงได้แต่คัดลอกบทบัญญัติการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 มาใส่ไว้ให้มากที่สุด เท่าที่คณะกรรมการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2495 จะยินยอม อย่างไรก็ดี โดยที่ประเทศไทยเป็นภาคี แห่งปฏิญญาสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ประเทศไทยและเจ้าพนักงานของประเทศไทยจึงมีหน้าที่จะปฏิบัติการให้เป็นไปตามข้อ 2 ของปฏิญญาดังกล่าว

 

       เมื่อข้าพเจ้าได้ศึกษากฎหมายได้ปีครึ่งเศษ พรรคนาซีก็ได้เข้าครองอำนาจ และมหาวิทยาลัยเบอร์ลินก็ได้มีศาสตราจารย์ใหม่อีกหนึ่งคน ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคนาซี และรองศาสตราจารย์อีกคนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคนาซีเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าจึงเป็นอันได้ศึกษาทั้งรัฐธรรมนูญไวมาร์ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ และรัฐธรรมนูญของพรรคนาซี ในการศึกษารัฐธรรมนูญของพรรคนาซีนี้ได้มีการศึกษาถึงความคิดอันเป็นรากเหง้าของลัทธินาซีด้วย ลัทธินาซีได้ถือเอาเชื้อชาติ nordic ว่าเป็นเชื้อชาติของเยอรมันแท้ ส่วนคนเยอรมันที่นับถือศาสนายิวนั้น ได้นับถือศาสนายิวมาแต่บรรพบุรุษ การที่นับถือศาสนายิวจึงเป็นสิ่งที่บอกให้ทราบได้ทันทีว่าไม่มีเชื่อชาติ nordic พรรคนาซีจึงไม่นับว่าเป็นเยอรมัน แต่ถือเสมือนเป็นคนต่างด้าว ในสมัยนั้นนักฏหมายแพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ที่มีชื่อเสียง นักกฎหมายแพทย์วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ที่มีชื่อเสียงและผู้มีวิชาชีพชั้นสูงอื่น ๆ เป็นคนยิว คนยิวโดยปรกติเป็นคนมั่งมี หรือคนชั้นกลาง ธนาคาร หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ ละคร ร้านค้า department Srore ใหญ่ ๆ ล้วนแต่มียิวเป็นเจ้าของ ส่วนคนเยอรมันเองส่วนมากเป็นลูกจ้าง หรือเป็นกรรมกรของคนยิวเหล่านี้ ศาสตราจารย์ที่ข้าพเจ้าทำวิทยานิพนธ์ด้วย คือ Professor Matin Wolfie ก็เป็นคนยิว ท่านศาสตราจารย์ผู้นี้จำต้องลี้ภัยในทางการเมืองโดยไม่มีความผิดอย่างใด นอกจากมีเชื้อชาติยิว ท่านจึงไม่มีโอกาสสอนปากเปล่า เพื่อปริญญาดอกเตอร์ กฎหมายของข้าพเจ้า ท่านเป็นแต่ตรวจรับรองวิทยานิพนธ์ของข้าพเจ้าเป็นการภายใน ภายหลังที่ข้าพเจ้าได้เขียนครั้งที่ 3  (ฉบับที่เขียนในเรื่องเดียวกันครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ใช้ไม่ได้ต้องเขียนใหม่) ท่านจึงฝากฝังศาสตราจารย์ที่เป็นเพื่อนของท่านให้เขียนความเห็นรับรองวิทยานิพนธ์เป็นทางการ ท่านเองได้เป็นศาสตราจารย์สอนกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จนกระทั่งทุกวันนี้ ตามที่กล่าวมาแล้วแสดงว่า เหตุใหญ่ ๆ ที่พรรคนาซีไม่ชอบยิวนั้นมีสองประการ คือ

 

(1) คนเยอรมันที่เป็นยิวไม่ใช่เยอรมันแท้เพราะไม่มีเชื้อชาติ nordic 

(2) พวกยิวได้แย่งอาชีพดี ๆ ของคนเยอรมันแท้ไปหมด

 

       การที่ประเทศเยอรมันสมัยนั้นประกาศตัวเป็นศัตรูกับยิวได้ทำให้ประเทศเยอรมันเสียบุคคลที่มีความรู้ และความจัดเจนในด้านต่าง ๆ เป็นอันมาก สำหรับข้าพเจ้านั้นเมื่อได้ฟังคำบรรยายรัฐธรรมนูญนาซีบ่อยเข้า เพราะข้าพเจ้าเข้าฟังทั้งคำบรรยายของศาสตราจารย์ และรองศาสตราจารย์ ข้าพเจ้าก็พลอยเคลิบเคลิ้มไปด้วย ทั้งนี้อาจเป็ฯเพราะขณะนั้นข้าพเจ้ามีอายุน้อยอยู่ ข้าพเจ้าได้เกิดความรู้สึกรักชาติซึ่งมีอยู่แล้วมากขึ้น ๆ ข้าพเจ้าได้หันมาเทียบเยอรมันกับเมืองไทยเรา อาชีพต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ ในทางเศรษฐกิจคนต่างด้าวได้ประกอบเป็นส่วนมาก คนไทยแท้ ๆ เกือบจะไม่ได้ทำการพาณิชย์เป็นกอบเป็นกำเลย (ข้าพเจ้าหมายถึงคนไทยในสมัยนั้น) คนต่างด้าวเหล่านี้ถ้าเกิดศึกษาสงครามเขาอาจหนีเอาตัวรอดอพยพออกจากประเทศไทยได้ แต่คนไทยเราจะไม่หลบหนี ข้าพเจ้าได้คิดถึงหนังสือ “ยิวแห่งบูรพาทิศ” ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6 ข้าพเจ้าตั้งปณิธานว่า ถ้าข้าพเจ้าสามารถทำได้ ข้าพเจ้าจะพยายามดึงอาชีพจากคนต่างด้าวมาเป็นของคนไทยให้หมด ให้เหมือนพวกนาซีกระทำอยู่ในเวลานั้น แต่มันเป็นความคิดของนักศึกษาที่มีอายุน้อยเท่านั้นเอง และเมื่อศึกษาหนักเข้า ข้าพเจ้าคิดว่า ข้าพเจ้าก็กลับใจ และในขณะนี้ความคิดที่ถูกน่าจะเป็นว่า

 

       (1) การรังเกียจบุคคลต่างชาติต่างภาษา ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาและต่างความคิดเห็นในทางการเมือง ฯลฯ ควรจะหมดไป ประเทศและราษฏรของประเทศต่าง ๆ ควรจะปฏิบัติตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติดังกล่าวมาข้างต้นโดยเคร่งครัดและโดยการหมดการตั้งรังเกียจสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เท่านั้น ประเทศต่าง ๆ จึงจะดำรงไว้ซึ่งสันติสุข โดยประเทศนั้น ๆ ร่วมมือกันได้อย่างสนิทสนม และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังประเทศที่พัฒนาแล้วได้ช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาในทางเศรษฐกิจ และในทางวิชาการในด้านต่าง ๆ อยู่ในเวลานี้ แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาก็จะต้องช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาด้วยกันด้วย นี่เป็นหลักการ

 

       (2) ควรจะถือเป็นหลักการเช่นเดียวกันที่จะไม่ปฏิบัติต่อคนไทยด้วยกันให้แตกต่างกัน เพราะมีเชื้อชาติต่างกัน เว้นแต่ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับสิทธิเลือกตั้ง และสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 

       (3) แต่เป็นธรรมดาที่หลักเกณฑ์จะต้องมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ในขณะนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า ข้อยกเว้นคงมีเพียง 2 ประการที่ทำให้เราให้ผลปฏิบัติแก่คนต่างด้าวเท่าเทียมคนไทยได้ คือ (1) ในเรื่องการเมือง เช่นจะยอมให้คนต่างด้าวตั้งพรรคการเมืองหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองไม่ได้ และจะให้คนต่างด้าวมาเป็นข้าราชการประจำก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเราจะยอมให้คนต่างด้าวเข้ามาแทรกแซงไม่ได้ และเราไม่สามารถจะให้สิทธิ์และเสรีภาพในทางการเมืองเช่นสิทธิเลือกตั้งและสิทธิสมัครรับเลือกตั้งแก่คนต่างด้าว และ (2) เมื่อเราต้องรักษาประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติของเราโดยเฉพาะ เช่นเราต้องสงวนอาชีพบางประเภทไว้ให้คนไทยโดยไม่ยอมให้คนต่างด้าวประกอบอาชีพนั้น ๆ เราอาจต้องจำกัดการนำสินค้าเข้าและสินค้าออกจากต่างประเทศเพื่อรักษาดุลการชำระหนี้ ฯลฯ แต่นอกเหนือจากข้อยกเว้นสองประการดังกล่าวแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าทุกชาติจะต้องอยู่ร่วมกันอย่างมีภราดรภาพ (fraternality) ไม่ถือเราถือเขา

 

       (4) กิจการใดที่จะส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ เช่นอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การจัดประชุมระหว่างประเทศ เพื่อให้บุคคลหลายชาติหลายภาษาได้มาประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อย่างการประชุม World Peace Through Law ที่ได้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เวลานี้ เราก็ควรจะส่งเสริมกิจการนั้น ๆ บุคคลที่ตำหนิองค์การสหประชาชาติว่าอ่อนแอ ไม่สามารถจะแก้ปํญหาระหว่างประเทศได้นั้น ไม่ได้คำนึงว่าอย่างน้อยองค์การสหประชาชาติเป็นสถานที่ที่มุขบุรุษของประเทศต่าง ๆ ได้มาประชุมแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และเป็นสถานที่ที่ชาติเล็ก ๆ สามารถร้องทุกข์ได้โดยเสรี แม้องค์การสหประชาชาติจะไม่สามารถปลดเปลื้องทุกข์ได้ ลองสมมติว่าถ้าไม่มีองค์การสหประชาชาติ เราจะมีองค์การอะไรมาแทน

 

       ข้าพเจ้าหวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านเลิกความคิดที่จะแบ่งแยกบุคคล (discrimination) และตั้งเมตตาจิตเข้าหากันและกัน ถ้าทำเช่นนี้ได้ สังคมมนุษย์ก็จะมีสภาพดีกว่านี้อย่างแน่นอน.




Author: ดร.หยุด แสงอุทัย

เกิดเมื่อปี 1908 สำเร็จการศึกษาชั้นเนติบัณฑิตเมื่อปี 1925 สอบไล่ได้ชั้น 6 แผนกภาษาอังกฤษเดิม โรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อปี 1927 รับราชการกองฟังคดีตำรวจนครบาล 1927 - 1930 ฝึกหัดราชการกรมอัยการ ปี 1930 สอบไล่ปริญญาดอกเตอร์กฏหมายเยอรมัน (ชั้นได้รับความชมเชยอย่างมาก (Magna Cum Laude) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน