ข้อคิดเรื่องอุดมศึกษา : ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ผู้เขียน : ป๋วย อึ๊งภากรณ์
product

ข้อคิดเรื่องอุดมศึกษา

ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ใน อุโฆษสาร 1971 หน้า 29 - 36

 


 

อุดมศึกษาหมายความว่า การเรียนชั้นสูงสุด

 

       การอำนวยงานอุดมศึกษา จึงเป็นการประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาชั้นยอดของประเทศ ศิลปวิทยามีความสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์และของสังคมฉันใด สถาบันอุดมศึกษาก็ย่อมมีความสำคัญฉันนั้น ไม่จำเป็นจะต้องกล่าวพรรณนาให้ละเอียด ณ ที่นี้

 

สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ความรับผิดชอบ ซึ่งจะวิเคราะห์ได้เป็นสามประการ คือ :-

 

  1. สอนนิสิตนักศึกษาให้มีความรู้ในศิลปวิทยายอดเยี่ยมนั้น
  2. วิจัยให้ศิลปวิทยาก้าวหน้าแตกฉานยิ่ง ๆ ขึ้น
  3. อำนวยประโยชน์โดยตรงแก่สังคม

 

       หน้าที่ความรับผิดชอบทั้งสามประการ ของสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวมานี้ มีความสัมพันธ์คาบเกี่ยวกัน กล่าวคือ การสอนจะดีได้ ก็ต้องอาศัยว่ามีอะไรใหม่ มีอะไรดีมาสอนเขา การที่จะมีอะไรดีและใหม่มาสอนก็ต้องได้มาจากการวิจัย การวิจัยจะก้าวหน้าได้ ก็ต้องสอนให้เกิดผู้ทรงคุณวุฒิพื้นฐานมาทำการวิจัยสืบเนื่องกันไป ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสังคมนั้น เป็นไปในลักษณะเกื้อกูลซึ่งกันและกัน หากสถาบันอุดมศึกษาทำประโยชน์ให้สังคมน้อย สังคมก็ย่อมหมดศรัทธาในสถาบันอุดมศึกษา ทำให้ดำเนินการสอนและวิจัยไปมิได้สะดวก ถ้าสังคมไม่สนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้เพียงพอ สังคมนั้นย่อมจะขาดประโยชน์จากการสอนและการวิจัยทางศิลปวิทยาอย่างมาก ทำให้สังคมนั้นมีแต่จะเสื่อมลงไป

 

การสอน

 

       การสอนเป็นหน้าที่แรกของสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยของไทยเราแม้ว่า จะขาดตกบกพร่องทางด้านวิจัย หรือด้านประโยชน์สังคมไปบ้าง ถ้าเพ่งเล็งการประสิทธิ์ประสาทศิลปวิทยาให้แก่นักเรียนให้ได้ผลดีเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านคุณภาพแล้ว ก็จะยังนับได้ว่า ได้ทำประโยชน์เบื้องต้นแล้ว

 

       มหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่สอนได้ดี ย่อมอาศัยปัจจัยหลายประการ คือ อาจารย์ พื้นความรู้ของนักเรียน หลักสูตร วิธีการสอน อุปกรณ์การสอน และระบบบริหาร

 

       อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่จะสอนวิชาชั้นอุดมนั้น จำเป็นต้องต้องมีคุณวุฒิสูงจึงจะสามารถถ่ายทอดศิลปวิทยาให้แก่ศิษย์ของตนได้ดี หากอาจารย์มีประสบการณ์ ประกอบกับความรู้ทางวิชาการด้วย ก็ยิ่งดี แต่อาจารย์จะมีเฉพาะแต่ความรู้ ความชำนาญเท่านั้นไม่พอ จำเป็นจะต้องมีสติปัญญาหลักแหลมและกว้างขวาง มีความริเริ่มละใช้เหตุผล ไม่ยอมรับฟังคติต่าง ๆ เฉย ๆ โดยปราศจากเหตุผลสนับสนุน ลักษณะของอาจารย์ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เป็นผู้ที่มีใจรักวิชาการ รักสอน และรักศิษย์ หรือที่พระท่านเรียกว่า มีฉันทะ เพราะการสอนนักเรียนนั้น จะต้องอดทนต่อความโง่ ความดื้อของนักเรียนบางคนเป็นธรรมดา และจะต้องพูดซ้ำพูดซาก เป็นที่ชวนเบื่อหน่ายแก่ตนเอง อนึ่ง อาจารย์จะต้องมีจำนวนมากเพียงพอสมส่วนกับจำนวนนักเรียน เพราะวิธีถ่ายทอดความรู้ที่ดีนั้น คือความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างอาจารย์กับศิษย์ หากความสัมพันธ์นี้มีไม่ได้ เพราะจำนวนนักเรียนมากเกินไป จำนวนครูน้อยเกินไป จะขาดความสำคัญยิ่งยอดไปในสถาบันอุดมศึกษานั้น

 

       อีกด้านหนึ่ง จำนวนนักเรียนก็ควรจะมีมากพอ แต่ไม่มากเกินสมควรไปด้วย เหตุผลอย่างเดียวกัน พื้นความรู้เดิมของนักเรียนจากชั้นมัธยมจะต้องดีถึงขนาด เพราะมิฉะนั้นแล้ว จะศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไปในชั้นสูงสุดมิได้ พื้นความรู้ของนักเรียนขึ้นอยู่กับเหตุสองประการคือ หนึ่งได้เล่าเรียนมาดีในชั้นมัธยม และสองมีสติปัญญาล้ำเลิศพอที่จะเรียนต่อไปได้ในชั้นอุดม ด้วยเหตุนี้ ผมจึงใคร่ยืนยันข้อเสนอสองประการ คือ 

 

  1. การเรียนขั้นอุดมศึกษานั้น มิใช่ว่าใคร ๆ ก็เรียนได้ต้องมีสติปัญญาถึงขนาดทางด้านวิทยาการ และ
  2. ความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันระหว่างการศึกษาประโยคมัธยมกับการศึกษาประโยคอุดมมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้ามัธยมศึกษาอยูในความรับผิดชอบของกระทรวงหนึ่ง และอุดมศึกษาอีกกระทรวงหนึ่ง หรืออาจารย์ทั้งสองประโยคกับหลักสูตรทั้งสองประโยคไม่มีการประสานกลมกลืนต่อเนื่องกัน ย่อมจะมีแต่ผลเสียหายเป็นอุปสรรคในการจัดการศึกษาชั้นอุดมตามความเห็นของผม กระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็นหน่วยราชการที่รับผิดชอบในการควบคุมกำกับการศึกษาทุกระดับ ทุกแขนง และอาจารย์ชั้นมัธยมปลายกับอาจารย์มหาวิทยาลัยจะต้องมีความสัมพันธ์กันทางวิชาการเป็นประจำ

 

       หลักสูตรชั้นอุดมศึกษาย่อมแตกต่างกับหลักสูตรประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาคือต้องมีวิวัฒนาการอยู่เสมอ แท้จริงหลักสูตรประถมหรือมัธยมก็จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง วิวัฒน์ ไปตามกาลสมัยอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนบ่อยนัก ส่วนหลักสูตรอุดมศึกษานั้น เนื่องด้วยเป็นชั้นวิทยาการยอด ทุกสาขาวิชาย่อมเกิดมีการเปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้นักเรียนและอาจารย์เดินตามวิทยาการ ทันหลักสูตรชั้นอุดมจึงจำเป็นต้องคล่องตัว เปลี่ยนแปลงได้ไปตามกาลสมัยโดยไม่ต้องผูกพันเป็นข้อบังคับหรือกฎที่ตายตัว จะแก้ไข เปลี่ยนแปลง แต่ละครั้ง ก็ต้องถึงสภาสูงสุดของมหาวิทยาลัยและต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาการศึกษาแห่งชาติ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 

       วิธีสอนหรือวิธีการถ่ายทอดความรู้จากอาจารย์ไปสู่ศิษย์ (และจากศิษย์มาสู้อาจารย์ด้วย) เป็นแก่นสำคัญของการดำเนินงานอุดมศึกษา ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างอาจารย์กับศิษย์นั้นจำเป็นมาก แต่ควรจะกล่าวเพิ่มเติมในที่นี้ว่า เมื่ออาจารย์กับศิษย์สัมพันธ์กันใกล้ชิดแล้ว จะสัมพันธ์กันเพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์ที่พึงแสวงในชั้นนี้ไม่ใช่ประโยชน์ที่อาจารย์จะบอกวิชาแก่ศิษย์ ประโยชน์ที่สำคัญกว่านี้ คือ การที่อาจารย์จะแนะและยุยงส่งเสริมให้ศิษย์ไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ยุและแนะให้ศิษย์ได้อ่านตำราเล่มนั้นเล่มนี้ บทความนั้นบทความนี้ ยุและแนะให้ศิษย์ไปฟังผู้นั้นผู้นี้บรรยายทางวิชาการ ให้ไปเขียนเรื่องวิชาการเอาเอง เพราะการเขียนนั้นต้องใช้ความคิดเป็นกุญแจอยู่มาก ยุและแนะให้ศิษย์กล้าถกเถียงเรื่องศิลปวิทยาระหว่างกันและระหว่างศิษย์กับอาจารย์ เป็นต้น

 

       ผมสังเกตดูว่า ทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยของไทยเราส่วนใหญ่ใช่วิธีสอนและทดสอบควบกันไป การทดสอบมีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่จะใช้ดุลพินิจกัน ข้อที่ควรคำนึงก็คือ ถ้ามีการทดสอบหรือสอบซ้อมสอบไล่กันมากขึ้น เวลาที่เหลือสำหรับการสอนก็ย่อมน้อยลงเป็นธรรมดา เหตุผลที่มักจะยกมาอ้างสนับสนุนให้มีการทดสอบบ่อย ๆ นั้น ก็คือว่านักเรียนไทยเราส่วนมากมักจะไม่เรียนถ้าไม่มีการสอบ หรืออีกนัยหนึ่งการทดสอบเป็นการเร่งเร้าให้นักเรียนได้ขวนขวายเรียนเพื่อสอบเก็บคะแนน ผมกลับเห็นเป็นการตรงข้าม คือการเร่งเร้าให้นักเรียนรีบ ๆ เรียนเพื่อเตรียมตัวสอบไล่หรือทดสอบนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่วิชาการ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ต้องพยายามท่องจำเพียงแต่จะให้สอบได้คะแนนดี ไม่ได้วางเป้าหมายให้แสวงหาวิชาอย่างแท้จริง ในกรณีส่วนมากเป้าหมายในการรีบเรียนเพื่อทดสอบหรือสอบไล่ กับเป้าหมายในการเสาะแสวงวิชานั้นขัดกันอย่างมาก เพราะเมื่อเรียนกันอย่างรีบ ๆ เพื่อให้ทันการสอบ ก็มักจะลืมได้ง่าย ลืมได้เร็ว ไม่ทันได้ยึดหลักวิชา ฉะนั้นผมจึงขอเสนอว่า มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการสอนและการยุให้ศิษย์เรียนเป็นสำคัญ ส่วนการทดสอบสอบไล่นั้น มีความสำคัญรองลงไปเป็นเพียงอุปกรณ์วัดผลของการเรียนและการสอนเท่านั้น

 

       เท่าที่ได้กล่าวมา ผมได้เสนอว่ามหาวิทยาลัยจะสอนได้ดีต้องมีอาจารย์ดี ศิษย์มีความรู้พอสมควรจำนวนพอเหมาะสม หลักสูตรคล่องตัวและสมสมัย และการสอนถูกต้องตามเป้าหมาย ท่านทั้งหลายจะเห็นได้แล้วว่าด้วยเหตุผลที่ได้กล่าวมาแต่ละตอน ระบบการบริหารมหาวิทยาลัยนั้น จะใช้ระบบราชการธรรมดาหาได้ไม่ เพราะจะพบอุปสรรคไปเสียทุกประเด็น เริ่มแต่การบรรจุแต่งตั้งและการพิจารณาบำเหน็จความชอบอาจารย์ การพิจารณาหลักสูตร การควบคุมบังคับบัญชาอาจารย์และศิษย์ จนถึงการปฏิบัติงานของอาจารย์ การที่มหาวิทยาลัยจะเป็นส่วนราชการเช่นนี้ ในประเทศไทยหรือประเทศอื่น เช่น ฝรั่งเศส เป็นต้น ย่อมไม่เป็นผลดีแก่การศึกษาชั้นอุดม และก่อให้เกิดปัญหาขึ้นนานาประการ ถ้าจะพิจารณาล่วงหน้าเลยไปถึงหน้าที่อื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย คืองานวิจัยและงานอำนวยประโยชน์แก่สังคมแล้ว จะยิ่งเห็นได้ว่าระบบราชการเป็นระบบที่ไม่เหมาะสมแก่การบริหารงานมหาวิทยาลัย

 

       ระบบที่เหมาะสมแก่การบริหารมหาวิทยาลัยนั้น คือ ระบบที่ให้อิสรภาพแก่อาจารย์และผู้บริหารงานมหาวิทยาลัยอำนวยให้มีความคล่องตัวในการเลือกอาจารย์ ในการแต่งตั้งและกำหนดเงินเดือนอาจารย์ การเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ฯลฯ ทั้งนี้ ภายในความกำกับของรัฐบาล ในฐานะที่รัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งด้านนโยบายส่วนรวมและด้านการสนับสนุนการเงินซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชน ภายในมหาวิทยาลัยนั้นเล่า เมื่ออาจารย์และศิษย์ก็เป็นผู้ที่ควรจะมีความรู้ความคิดสูงพอสมควรแล้ว น่าจะใช้หลักประชาธิปไตยปกครองและบริหารได้ โดยเปิดโอกาสให้อาจารย์และศิษย์ได้มีส่วนในการบริหารมหาวิทยาลัยและมีส่วนรู้เห็นในการบริหารและการพัฒนาด้วย ทางด้านวิชาการวิจัยและหลักสูตร สภาอาจารย์ควรจะได้รับหน้าที่รับผิดชอบเป็นผู้พิจารณาตามถนัด ส่วนนิสิตนักศึกษาก็ย่อมมีสิทธิพอสมควรในการปรึกษาหาหรือเรื่องที่เกี่ยวกับอนาคตของตนด้วย ที่ผมกล่าวมานี้ขอให้พึงสังเกตว่า ผมใช้หลักประชาธิปไตยตามความหมายอันจำกัด ข้อที่ต้องการเน้นคือ การเปิดโอกาสให้อาจารย์และศิษย์มีส่วน (Participation) พิจารณาเรื่องต่าง ๆ มิใช่จะยอมรับหลักการที่จะใช้เสียงข้างมากเสมอ เพราะเรื่องบริหารและเรื่องวิชาการนั้น ไม่เหมาะต่อการใช้คะแนนออกเสียง ซึ่งถ้าใช้การออกเสียงลงคะแนน จะหมายความว่านักเรียนซึ่งมีจำนวนมากที่สุดในสังคมมหาวิทยาลัย จะกลายเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัยไป การบริหารควรจะเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย ให้บริหารเป็นลำดับชั้นไปแต่ละคน การบริหารโดยคนหมู่มากไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยหรือประเทศชาติ ไม่เป็นการบริหารที่มีประสิทธิภาพและรอบคอบ และเราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า นักเรียนเข้ามาในมหาวิทยาลัย มีจุดมุ่งหมายข้อแรกคือการเรียน ไม่ใช่เข้ามาเพื่อใช้เสียงลงคะแนนบริหารมหาวิทยาลัย มิฉะนั้นแล้ว จะต้องตั้งหลักเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนกันใหม่ โดยนักเรียนแทบทั้งหมดจะไม่ได้รับการคัดเลือกเข้ามา ข้อสำคัญก็คือ ทั้งอาจารย์และนักเรียนควรจะมีส่วนทราบ และออกความเห็นเกี่ยวกับงานมหาวิทยาลัยด้วย

 

       ก่อนที่จะจบตอนที่ว่าด้วยการสอนและการเรียนให้มหาวิทยาลัย เราน่าจะมาพิจารณากันถึงปรัชญาของการเรียนในมหาวิทยาลัยว่า เราจะวางเข็มสอนนักเรียนของเราไปในทางใด เพื่อให้เป็นอะไร ผมใคร่จะขอเสนอว่า วัตถุประสงค์นี้ได้แก่

 

  1. ส่งเสริมให้บัณฑิตของเราเป็นคนดี มีธรรมะใช้วิชาความรู้เป็นประโยชน์แก่สังคม
  2. ส่งเสริมให้บัณฑิตเป็นปัญญาชน มีศิลปวิทยาพื้นฐานกว้างขวางพอสมควร กล่าวคือ ไม่ใช่มองแคบแต่ในวิชาที่ตนเรียนเป็นวิชาเอกอยู่เท่านั้น แต่ให้มีความคิดอ่านกว้างขวางชอบด้วยเหตุผล
  3. ส่งเสริมให้บัณฑิตสามารถใช้วิชาชีพออกไปประกอบสัมมาอาชีวะได้และเป็นประโยชน์ตามความต้องการของสังคมและเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นประเทศที่ยากจน ต้องการใช้คนที่มีความรู้ส่วนมากขนาดปริญญาตรี วิชาชีพที่จะพึงให้ดังกล่าวจึงควรอยู่ในระดับปริญญาตรีเป็นเกณฑ์ ข้อนี้ย่อมแตกต่างไปจากประเทศที่มั่งมี เช่น สหรัฐอเมริกา ซึ่งหลักสูตรปริญญาตรีเป็นหลักสูตรที่กว้างขวางแต่ไม่ลึกซึ้ง เขาไปสอนวิชาชีพกันส่วนมากในชั้นปริญญาโทหรือเอก

 

       วัตถุประสงค์ทั้งสามประการที่กล่าวมานี้มีความสำคัญทัดเทียมกัน แต่การอบรมศีลธรรมตามวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะพร่ำสอนพร่ำบรรยายกันในขั้นนี้อย่างมากก็สอนกันได้ในวิชาปรัชญาหรือศาสนาเปรียบเทียบซึ่งผมเห็นว่าเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับทุกสาขาวิชา การอบรมศีลธรรมในชั้นอุดมศึกษานี้เป็นเรื่องที่อาจารย์ และผู้บริหารชั้นสูงของมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้วางตนให้เป็นตัวอย่างแก่ศิษย์อย่างหนึ่ง และเป็นเรื่องที่เหมาะแกการส่งเสริมให้นักเรียนตั้งชุมนุมนอกหลักสูตรขึ้น มีการปาฐกถาพิเศษ การอภิปราย ทั้งกลุ่มเป็นต้นอีกอย่างหนึ่ง ส่วนวัตถุประสงค์ข้อสองและสามนั้น เป็นเรื่องของหลักสูตรซึ่งจะต้องลึกซึ้งพอควรในด้านวิชาเอก ซึ่งจะถือเป็นวิชาชีพ แต่จะต้องกว้างขวางพอควรในด้านวิชาพื้นฐานและวิชาประกอบ ผมมีความเห็นว่าสำหรับประเทศไทยระหว่างหนึ่งในสี่กับหนึ่งในสามของหลักสูตรปริญญาตรี เป็นสัดส่วนเหมาะสมสำหรับวิชาพื้นฐานและวิชาประกอบ และที่เหลือควรจะเป็นส่วนของวิชาเอกวิชาชีพ ทั้งนี้ หมายความว่านักเรียนวิทยาศาสตร์ควรจะมีความรู้ทางด้านอารยธรรมและสังคมศาสตร์บ้าง นักเรียนสังคมศาสตร์ก็ควรจะได้เรียนทางมนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

 

       ส่วนการอำนวยการศึกษาขั้น ปริญญาโท และปริญญาเอกนั้น ต้องถือว่าสำหรับประเทศไทยเป็นการศึกษาพิเศษสำหรับผู้สำเร็จปริญญาตรีส่วนใหญ่ ควรจะไปประกอบอาชีพได้แล้ว ผู้ที่มีความรู้พื้นฐานชั้นปริญญาตรีที่ดีพอสมควร ถ้าใคร่จะศึกษาต่อ ก็อาจจะจัดหลักสูตรปริญญาโท หรือประกาศนียบัตรชั้นสูงให้ศึกษาได้ในเวลาค่ำหลังจากเลิกงาน

 

การวิจัย

 

       ได้กล่าวมาแล้วว่า งานวิจัยของอาจารย์และนักเรียนชั้นสูงมีประโยชน์สนับสนุนการสอนอย่างหนึ่ง กับส่งเสริมศิลปวิทยาให้ก้าวหน้าอีกอย่างหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะเปิดโอกาสและสนับสนุนการวิจัยให้มาก เท่าที่จะกระทำได้

 

การวิจัยแบ่งได้เป็นการวิจัยทางทฤษฎีและการวิจัยทางประยุกต์

 

       การวิจัยทางทฤษฎีนั้น มีผู้เข้าใจผิดอยู่บ้าง ว่าไม่มีประโยชน์ (กล่าวกันว่าทฤษฎีเอามาใช้ไม่ได้) ถึงกับมีคำเยาะเย้ยว่า นักทฤษฎีอยู่ในหอสูงทำด้วยงาช้าง เท้าไม่ได้แตะดิน ผมขอแก้แทนนักวิจัยประเภทนี้ว่า เป็นนักวิจัยที่มีกรรม แต่ทำประโยชน์ได้มาก ถึงจะเป็นการปิดทองหลังพระก็ตาม เพราะทฤษฎีนั้นต้องก้าวหน้าก่อน ประยุกต์จึงจะตามมาได้ และตั้งรากฐานอันมั่นคงอยู่บนทฤษฎี การก้าวหน้าทางแพทย์ ทางเกษตร ทางวิศวกรรม ต้องอาศัยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านทฤษฎีเป็นพื้นฐาน เป็นตัวอย่าง ข้อตำหนิอีกข้อหนึ่งก็คือ นักทฤษฎีนั้นไม่มีความรับผิดชอบในการงานหรือในการบริหาร ได้แต่คิดและเขียน ทำไม่ได้ ข้อตำหนินี้เกิดจากความเข้าใจผิดในการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ระหว่างนักทฤษฎีกับนักบริหาร นักทฤษฎีมีหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญคือ ฝึกฝนสติปัญญาให้เฉียบแหลมลึกซึ้ง เบิกขอบฟ้าของศิลปวิทยาให้กว้างขวางออกไป และสำคัญยิ่งคือ รักษาจรรยาบรรณในทางวิทยาตั้งตนเป็นกลาง ไม่ลำเอียง กำจัดเสียซึ่งอคติอันเป็นอุปสรรคขวางบังตาวิชาไว้ทำให้เสื่อมสติ อย่างนี้ต้องนับว่าเป็นความรับผิดชอบอันสำคัญ

 

       การวิจัยด้านประยุกต์นั้น ส่วนใหญ่ประชาชนและรัฐบาลมักจะเห็นคุณค่าและได้รับความนิยมพอสมควร แต่ผมใคร่จะเสนอข้อสังเกตไว้ ณ ที่นี้ 2 ข้อ คือ 

  1. การวิจัยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านประยุกต์นั้นหาควรแยกตัวไปจากมหาวิทยาลัยไม่ ถ้าจะมีการตั้งสถาบันการวิจัยประยุกต์ควรจะให้มีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพราะจะได้อาศัยเกื้อกูลกัน และส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจานั้น เป็นการประหยัดเงิน ประหยัดคน และได้ประสานงานกับทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ และ
  2. การวิจัยด้านประยุกต์ในมหาวิทยาลัยไทยควรจะเน้นหนักไปทางด้านการศึกษาไทยคติ (Thai studies) ทั้งในด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ถ้าเราไม่ศึกษาวิจัยเรื่องของเราเอง ปล่อยให้ผู้อื่นเขาศึกษา นอกจากจะน่าละอายแล้ว เชื่อได้แน่ว่าที่ผู้อื่นเขาจะสามารถศึกษาเรื่องของเราได้ถูกต้องเท่าเรานั้น ย่อมทำไม่ได้ อีกประการหนึ่งการศึกษาวิจัยเรื่องของไทยนั้น จะอำนวยให้มหาวิทยาลัย สามารถทำหน้าที่ที่สามคืออำนวยประโยชน์แก่สังคมไทยได้ดีขึ้น

 

       มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศที่เจริญแล้ว มักจะประสบกับปัญหาข้อหนึ่งคือ ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่วิจัยกับหน้าที่สอน นักเรียนมักจะบ่นว่า อาจารย์ที่ดีมีชื่อเสียงไปทำการวิจัยเสียหมด หาเวลาให้นักศึกษาสำหรับจะสอนและแนะนำไม่ใคร่ได้ สำหรับประเทศไทยปัญหานี้ยังไม่เกิดขึ้น เพราะการวิจัยยังมีน้อย แต่ทั้ง ๆ ที่ไม่ใคร่มีการวิจัย ก็ยังไม่ทราบว่าอาจารย์มักจะเอาเวลาไปที่ไหนกัน ไม่ใคร่จะใกล้ชิดกับนักเรียน อย่างไรก็ดี ปัญหานี้เป็นปัญหาที่เราจะต้องคำนึงถึงและหาทางป้องกันต่อไป

 

ประโยชน์สังคม

 

       ศิลปวิทยาที่สะสมได้ในสถาบันอุดมศึกษา และกำลังคนที่มีความรู้นับแต่ศาสตราจารย์ อาจารย์ ลงมาถึงนักศึกษาปริญญาชั้นสูง และนักศึกษาปริญญาตรีปีสูง ๆ ย่อมมีอยู่เป็นอันมาก เมื่อมหาวิทยาลัยได้พัฒนาเจริญขึ้นพอสมควร ศิลปวิทยาและกำลังคนเหล่านั้น ควรจะได้นำมาใช้เป็นประโยชน์แก่สังคม ทั้งหน่วยราชการและงานเอกชนเมื่อมีความต้องการในประเทศที่อุดมศึกษาเจริญถึงขนาด เช่น ในสหรัฐอเมริกาจะเห็นได้ว่า ประธานาธิบดีหลายท่านได้เคยเชิญศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยไปช่วยงานรัฐบาลอยู่เนือง ๆ เมื่อรัฐบาลในสหรัฐ สหราชอาณาจักร ประเทศอื่นในยุโรป คานาดา ออสเตรเลีย ฯลฯ ต้องการตั้งกรรมาธิการพิเศษขึ้นศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็มักจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าร่วมอยู่ในกรรมาธิการนั้น ๆ เมื่อมีข้อขัดแย้งระหว่างสหพันธ์กรรมกรกับนายจ้าง อาจารย์มหาวิทยาลัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยแรงงานมักจะรับเชิญให้เป็นอนุญาโตตุลาการ ตัวอย่างเช่นนี้มีอยู่เป็นอันมาก จะยกมากล่าวคงจะไม่หมดสิ้น

 

       บางประเทศ เขาใช้มหาวิทยาลัยเป็นที่ฝึกอบรมของข้าราชการและเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น การฝึกพนักงานรถไฟ การฝึกพนักงานสถิติ และการอบรมหลักสูตร ว่าด้วยสหพันธ์กรรมกร เป็นต้น

 

       อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมากจากสาขาวิชาต่าง ๆ สามารถทำประโยชน์แก่บริษัทห้างร้านเอกชน หรือ รัฐวิสาหกิจโดยเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการแก่องค์การ บริษัทห้างร้านเหล่านั้น ทั้งนี้ย่อมเป็นประโยชน์แก่หน่วยงานต่าง ๆ นั้นเอง มิใช่แต่จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่อาจารย์เท่านั้น

 

       ในประเทศที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ตามเมืองเล็ก ๆ มหาวิทยาลัยย่อมเป็นศูนย์แห่งวัฒนธรรม และงานสังคมของเมืองนั้น นาฏศิลป์ ดนตรี วรรณคดี ปาฐกถา งานรื่นเริง งานกีฬา และงานอดิเรกอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย เปิดโอกาสให้ชาวบ้านชาวเมืองได้รับประโยชน์ อย่างน้อยก็มีการสังสรรค์กับผู้มีความรู้และหนุ่มสาวนักศึกษาจำนวนมากของมหาวิทยาลัย

 

       ในประเทศไทย เมื่อมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นจำนวนเพียงพอแล้ว มหาวิทยาลัยคงจะสนองและบำบัดความต้องการของชุมชนได้เช่นในประเทศอื่น

 

       ในขณะนี้ในประเทศไทย เมื่อเรากล่าวถึงประโยชน์ที่มหาวิทยาลัยจะอำนวยให้แก่ประชาชน เรามักจะเพ่งเล็งไปในข้อที่จะให้มหาวิทยาลัยรับนักศึกษาเข้ามาก ๆ แต่ละปี โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพของการศึกษา จำนวนอาจารย์และสถานที่เครื่องมือการสอน และไม่คำนึงว่านักเรียนที่จะเข้าศึกษาชั้นอุดมนั้นมีจำนวนมากที่พื้นความรู้ต่ำ ไม่เหมาะแก่การศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย

 

       ผมเองมีความเห็นว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยของไทยเรามีน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคนอกกรุงเทพฯ แต่วิธีแก้ไขข้อบกพร่องนี้ หาใช่การเปิดมหาวิทยาลัยตลาดวิชาในกรุงเทพฯ ไม่ วิธีแก้ไขที่จะให้ได้ผลดีจริง ๆ ควรจะเป็นดังนี้

 

  1. พยายามสะสมอาจารย์ให้มากขึ้นเตรียมไว้ในสาขาวิชาต่าง ๆ 
  2. พยายามปรับปรุงการศึกษาชั้นมัธยมให้มีมาตรฐานสูงขึ้นเพื่อให้มีนักเรียนที่เหมาะสมมากขึ้นสำหรับเรียนในชั้นอุดม
  3. สำรวจดูในท้องถิ่นจังหวัดต่าง ๆ ที่มีวิทยาลัยวิชาชีพชั้นสูง เช่น วิทยาลัยครู แล้วปรับปรุงวิทยาลัยนั้น ๆ ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย โดยใช้เวลาเตรียมงานพอสมควร (ในการนี้จำเป็นจะต้องให้กระทรวงศึกษาธิการรับผิดชอบชั้นอุดมศึกษาด้วย จึงจะสำเร็จผลได้ง่าย)
  4. ให้มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ที่มีอาจารย์มากพอทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงวิทยาลัยดังกล่าวแล้ว ไปจนกว่าวิทยาลัยต่าง ๆ นั้นจะมีอาจารย์และอุปกรณ์การศึกษาเพียงพอ
  5. วางโครงการที่ว่านี้เป็นโครงการระยะยาว 5 ปี - 7 ปี ตามความจำเป็น โดยสนับสนุนการเงินงบประมาณและเงินกู้ให้เพียงพอ

 

       ส่วนการสนับสนุนให้มีวิทยาลัยเอกชนซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วนั้นก็ควรดำเนินต่อไป โดยให้เอกชนนั้น วางแผนงานขยายวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยได้ภายในกรอบแห่งความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ

 

       การที่จะสนับสนุนมหาวิทยาลัย ทั้งที่เป็นของรัฐและที่เป็นของเอกชนให้เปิดสอนในสาขาวิชาใดบ้างนั้น ควรคำนึงถึงความต้องการกำลังคนของชาติ พยายามให้ผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาที่มีความต้องการสูง เช่น ครู นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักเกษตร พยาบาล เป็นต้น พยายามหลีกเลี่ยงป้องกันมิให้ผลิตบัณฑิตมาชนิดที่จะทำให้เกิดปัญหา การว่างงานภายหลัง เฉพาะอย่างยิ่ง บัณฑิต ในสาขาวิชาสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์บางสาขา

 

       ในขณะนี้ ผมเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ พอจะบำบัดความต้องการชั้นสูงของประชาชนได้บ้างหลายวิธี เช่น ในกรุงเทพฯ เอง ก็อาจจะเปิดหลักสูตรการอบรมวิชาชีพบางชนิดได้ในภาคค่ำ เพื่อใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยให้เป็นประโยชน์เต็มที่ วิชากฎหมาย วิชาบัญชี วิชาบริหารธุรกิจ วิชาช่างกล คณิตศาสตร์ การธนาคาร ฯลฯ เป็นวิชาที่มีผู้สนใจเรียนมิใช่น้อย แต่ในการศึกษาชนิดนี้ ไม่ควรจะหลอกตัวเราเองหรือผู้อื่นให้เข้าใจว่าเป็นการศึกษาระบบปริญญาเป็นการศึกษาเพื่อความรู้เฉพาะอย่าง และผู้ที่มีความรู้เรียนแล้วสอบไล่ได้ ควรได้รับประกาศนียบัตรแต่ละวิชาหรือจะรวมหลาย ๆ วิชาที่สอบไล่ได้ที่คล้องจองกัน เป็นประกาศนียบัตรพิเศษสำหรับการธนาคาร สำหรับวิชารัฐศาสตร์ หรือสำหรับวิชาช่างกล ฯลฯ ก็ย่อมกระทำได้เป็นประโยชน์ดี

 

       ผมอยากได้เห็นอาจารย์และนักศึกษาชั้นสูง ๆ ของมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ จัดการอีกอย่างหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่น คือรวบรวมกันเป็นคณะในเวลาปิดภาคปลาย กำหนดหลักสูตรให้ดี ให้เหมาะ จัดเป็นหน่วยเคลื่อนที่ไปตามหัวเมืองเพื่อบรรยายวิชาการต่าง ๆ ที่มีผู้สนใจคราวละ 2 หรือ 3 เมือง เลือกเมืองที่ไม่มีมหาวิทยาลัย ถ้ากระทำเช่นนี้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์แก่สังคมมิใช่น้อย

 

ข้อสังเกตท้ายเรื่อง

 

       ก่อนจะจบบทความ ผมใคร่ขอเรียนชี้แจงว่า การที่ผมได้นำเอาเรื่องอุดมศึกษามาอภิปรายนี้ มิใช่ว่าเรื่องอุดมศึกษาจะเป็นส่วนที่สำคัญี่สุดในการพัฒนาการศึกษา แท้จริงถ้าพูดถึงจำนวนแล้วผู้ที่เป็นนักเรียนชั้นอุดมในประเทศเรานี้มีเป็นส่วนน้อย การศึกษาชั้นอื่น ๆ มีนักเรียนผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงมากกว่า แต่โปรดคำนึงว่า อุดมศึกษาเป็นแม่กุญแจสำหรับความก้าวหน้าของวิชาการในสังคมเรา และการปรับปรุงอุดมศึกษาให้ดีขึ้นนั้น จะมีผลสะท้อนให้มีการศึกษาระดับอื่น ๆ ได้รับประโยชน์จากความเจริญนั้นด้วยทั้งทางตรงและทางอ้อม

 

อภิปรายเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2514 เวลา 17.30 น.

ที่ A.U.A Language Center

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

 


Author: ป๋วย อึ๊งภากรณ์

เกิดเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 1916 ศึกษาในโรงเรียนอัสสัมชัญ ปี 1924 - 1932 จบแล้วเป็นครูแผนกมัธยมโรงเรียนอัสสัมชัญ (1933 - 1937) และศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (1934 - 1937) ได้ปริญญาทางนิติศาสตร์ สอบชิงทุนรัฐบาลได้ไปศึกษาที่ London school of Economics ได้ปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 (1938 - 1941) แล้วทำปริญญาเอกได้โดยไม่ต้องทำปริญญาโท (1946 - 1949) ถึงแก่กรรมเมื่อ 28 กรกฎาคม 1999