ครูฮีแลร์ : จำลอง ธนะโสภณ

ผู้เขียน : จำลอง ธนะโสภณ
product

ครูฮีแลร์ 

จำลอง ธนะโสภณ ใน อุโฆษสาร 1970 หน้า 127 -  131

 

 


 

การศึกษา

พ.ศ. 2468 - 2473 โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล แผนกฝรั่งเศสจบชั้นมัธยม 6

พ.ศ. 2474 โรงเรียนอัสสัมชัญ จบชั้นมัธยม 7 และในปีเดียวกันนี้ สอบไล่ได้ชั้นมัธยมบริบูรณ์ (มัธยม 8) ของกระทรวงศึกษาธิการ

พ.ศ. 2474 - 2479 โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ภายหลังเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง ได้รับปริญญาธรรมศาสตรบัณฑิต

พ.ศ. 2480 สอบชิงทุนรัฐบาลได้หน่วยกรมรถไฟ ไปศึกษาวิชาการเดินรถ ณ ประเทศเบลเยียม

พ.ศ. 2480 - 2484 มหาวิทยาลัยของรัฐที่เมืองลิเอจ ประเทศเบลเยียม ได้ปริญญา Liceneié du degré Supérieure des Sciences Commerciales

พ.ศ. 2475 เสมียนกองหมาย กระทรวงยุติธรรม

พ.ศ. 2475 - 2480 เสมียนข้าราชการพลเรือนชั้นตรี กรมร่างกฎหมายคณะรัฐมนตรี ภายหลังเปลี่ยนเป็นคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี

พ.ศ. 2481 ข้าราชการรัฐพาณิชย์ ชั้นตรี กรมรถไฟ กระทรวงเศรษฐการ ภายหลังกรมรถไฟย้ายไปสังกัดกระทรวงคมนาคม

พ.ศ. 2484 ข้าราชการรัฐพาณิชย์ ชั้นโท กรมรถไฟ กระทรวงคมนาคม

พ.ศ. 2493 ข้าราชการรัฐพาณิชย์ ชั้น เอก กรมรถไฟ กระทรวงคมนาคม

พ.ศ. 2494 พนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (เปลี่ยนจากข้าราชการเป็นพนักงานขององค์กร โดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494)

ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ กรมรถไฟแห่งประเทศไทย

 


 

       ผมเป็นเด็กบ้านนอก เกิดที่จังหวัดกาญจนบุรี

 

       เมื่อ พ.ศ. 2468 ผมอายุย่างเข้า 13 ปี บิดาของผมพามากรุงเทพฯ เพื่อฝากเข้าเล่าเรียนภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียนอัสสัมชัญ ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้นผมกำลังเรียนหนังสือไทยและอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนประจำจังหวัดในชั้นมัธยม 3 แต่เมื่อมาถึงโรงเรียนอัสสัมชัญ บราเดอร์ฮีแลร์ได้ขอร้องให้ไปเข้าเรียนที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล เพราะบิดาของผมประสงค์จะให้ผมเป็นนักเรียนประจำ (เด็กใน) ผมก็จำต้องไปตามที่บราเดอร์ฮีแลร์ขอร้อง จึงเป็นอันว่าผมกับบราเดอร์ฮีแลร์รู้จักกันตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บราเดอร์มีความจำแม่นยำมาก แม้จะพบผมเป็นครั้งแรกเพียงครั้งเดียว แล้วจากกันเป็นแรมปีก็ตาม เวลาพบผมทีไรเป็นต้องเรียกชื่อผมได้ถูกต้อง และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบทุกครั้ง ส่วนผลการศึกษาของผมนั้น ไม่ต้องถาม เพราะบราเดอร์เห็นชื่อผมในหนังสืออุโฆษสมัยว่าเป็นที่ 1 ทุกปี

 

       ผมเรียนมัธยม 6 แผนกฝรั่งเศสของโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล ปี พ.ศ. 2473 แล้วต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญเพราะแผนกฝรั่งเศสของโรงเรียนเซ็นต์คาเบรียลมีเพียงแค่มัธยม 6 เท่านั้น ดังนั้นผมจึงเข้าเป็นนักเรียนอัสสัมชัญในปี พ.ศ. 2474 ได้เลขประจำตัว 9731 เรียนอยู่ชั้นมัธยม 7 บราเดอร์คาเบรียลเป็นครูประจำชั้น บราเดอร์ฮีแลร์เป็นครูสอนแปล และท่านมหาสุก เป็นครูสอนภาษาไทย นักเรียนร่วมชั้นที่การเรียนนับว่าเยี่ยมได้แก่ นายป๋วย อึ๊งภากรณ์ และนายกนตธีร์ ศุภมงคล ซึ่งทั้ง 2 คนนี้ผลัดกันได้ที่ 1

 

       ต่อไปนี้ผมจะขอเล่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และพอจะจำได้ให้ท่านฟังสักเล็กน้อย

 

       เรื่องแรก ได้แก่การไปดูภาพยนตร์ ผมกับเพื่อน ๆ บางคนเป็นเด็กซน แต่ไม่เกะกะเกเร ในปีนั้นโรงภาพยนตร์โอเดียนเปิดใหม่ ๆ ตอนบ่ายบางวัน อากาศร้อนจัด พวกเราเบื่อเรียน จึงชวนกันไปดูภาพยนตร์ แต่จะลาครูไปอย่างไรได้ บังเอิญเพื่อนคนหนึ่งหัวไวให้ความเห็นว่าให้ขอลาเป็นภาษาฝรั่งเศสซิ ครูไม่ทราบดอกว่าเราจะไปไหน ก็เป็นจริงอย่างเพื่อนว่า พอพวกเราเข้าไปขอลา บราเดอร์คาเบรียลก็อนุญาต เพราะภาษาฝรั่งเศสอ่าน โอเดียน ว่า โอเดออง บราเดอร์คงคิดว่า คงจะเหมือนกับโอเดอองของฝรั่งเศสละกระมัง พวกเราเลยตีกินกันอย่างนี้เรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งออกจากโรงเรียน

 

       เรื่องที่ 2 ขะโมยข้อสอบครู ก่อนจะสอบซ้อมกลางปี เพื่อนของผมคนหนึ่งได้ดอกเอาขี้ผึ้งทาบกุญแจห้องและตู้ของครู แล้วไปจ้างช่างทำกุญแจปลอมมาไข ขะโมยข้อสอบของครู เที่ยงวันหนึ่งพวกเราลงมือทำงานกัน ขณะที่ลอกข้อสอบกันอยู่นั้น เพื่อนของผมปอดกระเส่ามือไม้สั่น จนเป็นเหตุให้หมึกหยดลงไปดวงเบ้อเร่อในกระดาษข้อสอบ ต้องไปตามเพื่อนที่เฝ้าห้องพิมพ์มาช่วยพิมพ์ให้ใหม่ เหตุการณ์จึงเรียบร้อย เมื่อได้ข้อสอบมาแล้วพวกเพื่อน ๆ มอบให้ผมไปทำคำตอบและวิชาคำนวณทั้งหมด แล้วแจกแก่ผู้มีปัญญาน้อยทุกคน แต่ห้ามไม่ให้แก่นายป๋วยและนายกนตธีร์ เพราะสองคนนี้เก่งอยู่แล้ว ผมได้เปิดตำราทำคำตอบ และเป็นที่แน่นอนว่าคำตอบนั้นถูกหมด ถึงกระนั้นก็ตาม เมื่อประกาศผลสอบแล้ว ปรากฏว่า นายป๋วยและนายกนตธีร์คงเป็นที่ 1 และที่ 2 ตามเดิม ทั้งนี้แสดงว่าทั้งสองคนนี้เรียนเก่งเหลือเกิน ทุกวิชาเขาทำคะแนนเต็มเท่าพวกเราทั้งหมด และชนะที่วิชาเรียงความภาษาฝรั่งเศส

 

       เรื่องที่ 3 ไม่ยอมแพ้ครู วันหนึ่งเมื่อครูฮีแลร์เข้ามาสอนแปล ท่านก็แจกสมุดการบ้านที่นำไปตรวจแก้และให้คะแนนคืนแก่นักเรียนทุกคน แล้วให้เวลาตรวจดูข้อที่ตนทำ ผิดกับเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามหาความรู้ความเข้าใจได้ บังเอิญวันนั้น ท่านมาแก้ประโยคภาษาไทยของผมเข้า คือแปลฝรั่งเศสเป็นไทย ผมอ่านแล้วรู้สึกตกใจ จึงได้อ่านทบทวนไปมาอีกหลายเที่ยว ผมแน่ใจว่าประโยคของผมไม่ผิดแน่ จึงได้ยกมือขอพูดขึ้น ท่านอนุญาตให้ผมพูด

 

       ผม “แปลฝรั่งเศสเป็นไทยข้อ 2 ของผมนั้น ผมถอดข้อความฝรั่งเศสมาเป็นภาษาไทยผิดความหมายใช่หรือไม่ ?”

 

       ท่านขอดูสมุดแล้วตอบว่า “ไม่ใช่ เธอถอดข้อความแปลออกมาไม่ผิด แต่ประโยคภาษาไทยของเธอผิด ผิดทั้งหลักไวยากรณ์และสำนวนภาษาไทย”

 

       ผม “ประโยคของผมไม่ผิดแน่ เพราะภาษาไทยเขาใช้กันอย่างนั้น”

 

       ครู “เธออย่ามาเถียงครู ถึงแม้ภาษาไทยจะไม่ใช่ภาษาของครูก็ตาม แต่ครูก็เรียนมาหลายสิบปีจนมีความรู้แตกฉาน”

 

       ผมบ่นพึมพำว่า “ของผมไม่ผิดแน่”

 

       ครู “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เพื่อความรู้และความเป็นธรรม ครูจะเชิญท่านมหามาตัดสิน”

 

       ครั้นแล้วท่านก็ให้นักเรียนคนหนึ่งไปเขียนประโยคของท่านบนกระดานดำ และให้อีกคนหนึ่งไปตามท่านมหาสุกมาตัดสิน เมื่อท่านมหาสุกมาถึงแล้ว ครูฮีแลร์ ก็ถามขึ้นว่า

 

       “ท่านมหา ประโยค 2 ประโยคบนกระดานดำนี้ ประโยคไหนจะถูกต้องด้วยหลักไวยากรณ์ และสำนวนไทย ?”

 

       ท่านมหาอ่านแล้วก็ชี้ไปที่ประโยคของผมทันที ครูฮีแลร์ ขอบใจท่านมหา แล้วหันมาพูดกับผมว่า “ตาจำลองต่อไปนี้แกไม่ต้องเรียนแปลอีกแล้ว”

 

       ผมตกใจ รีบพูดขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้นก็เท่ากับว่าครูลงโทษผมนะซี”

 

       ครู “เปล่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะครูเห็นว่าเธอเก่งภาษาไทยแล้ว ครูพูดอย่างจริงจัง ส่วนภาษาฝรั่งเศสนั้น เธอก็ทำถูกเรื่อย ๆ มา”

 

       จึงเป็นอันว่า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมไม่ต้องเรียนแปล

 

       เรื่องที่ 4 การสอบมัธยม 8 ของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อการสอบซ้อมกลางปีผ่านไปแล้ว ผมเห็นว่าการเรียนชั้นมัธยม 7 ของผมที่โรงเรียนอัสสัมชัญนั้น ผลต้องสอบได้แน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้จะไม่สอบไล่ปลายปี ก็ต้องได้ผ่านขึ้นชั้นมัธยม 8 เพราะตามระเบียบของโรงเรียน ถือคะแนนเฉลี่ยการสอบซ้อมตลอดปี ดังนั้น ผมจึงคิดที่จะไปสมัครสอบไล่ ชั้นมัธยมบริบูรณ์ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยจะสมัครสอบแผนกกลาง ซึ่งอนุญาตให้สอบภาษาฝรั่งเศสแทนภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ก็เพราะว่า การเข้ามหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนกฎหมาย จะต้องสอบไล่ได้ชั้นมัธยม 8 ของกระทรวงฯ ชั้นมัธยม 8 ของโรงเรียนอัสสัมชัญเข้าไม่ได้ พวกเพื่อน ๆ เมื่อทราบเรื่องเข้าก็มาขอสมทบอีก 3 คน เพื่อดูหนังสือด้วยกัน และหาความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน ครั้นจวนจะสอบไล่ ผมก็เขียนใบขอลาหยุดเพื่อดูหนังสือสอบไล่ชั้นมัธยมบริบูรณ์ของกระทรวงศึกษาธิการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ พอใบลาของผมไปถึงมือครูฮีแลร์เข้าเท่านั้น ท่านก็ให้คนมาตามผมไปพบทันที ผมก็ขึ้นไปพบท่านที่ห้องทำงาน

 

       ครู “ตาจำลอง แกนึกอย่างไร จึงจะไปสมัครสอบไล่ชั้น ม.8 ของกระทรวงศึกษาธิการ”

 

       ผม “ก็นึกอยากจะให้สอบไล่ได้ เพื่อจะได้ไปเข้าเรียนกฎหมายต่อไป”

 

       ครู “แกรู้ไหมว่า การสอบ ม.8 ของกระทรวงฯ นั้นมันยากเพียงไร นักเรียนของครูยังไม่เคยมีใครสอบได้เลย แม้แต่นักเรียนชั้น ม.9 ของครูก็ยังร่วงอย่างไม่มีท่า แล้วแกเพียงแค่ชั้น ม.7 เท่านั้น แกจะสะเออะไปสอบ จะทำให้เสียชื่อของโรงเรียนเสียเปล่า ๆ แกจงรีบไปถอนใบสมัครเสียโดยเร็ว”

 

       ผม “คนอย่างผมลงว่าก้าวหน้าออกไปแล้ว ไม่มีถอยหลัง ขอครูได้โปรดรับทราบเอาไว้ด้วยตามที่ครูบอกว่า การไปสมัครสอบของผมจะทำให้โรงเรียนเสียชื่อนั้น ผมเห็นว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะโรงเรียนไม่ได้ส่งผมเข้าสอบ และผมเองก็ไม่ได้ไปบอกหรือเขียนว่า ผมสมัครสอบในนามของโรงเรียนอัสสัมชัญ ผมสมัครสอบในนามของผมเอง คือนายจำลอง ถ้าจะเสียชื่อก็คงเป็นนายจำลองเสียชื่อ”

 

       ครู “ถ้าแกจะดื้อดึงเอาให้ได้ แกก็ต้องไปเอาหนังสืออนุญาตของผู้ปกครองมา”

 

       ผม “ได้ครับ ขอบคุณ”

 

       ครั้นแล้ว ผมก็ไปเอาหนังสืออนุญาตของบิดาผมมาให้ตามประสงค์ของครู

 

       เมื่อกระทรวงศึกษาธิการประกาศการสอบไล่ชั้นมัธยมบริบูรณ์แล้ว ปรากฏว่าผมและเพื่อนอีกคนหนึ่งสอบไล่ได้ ผมและเพื่อนจึงได้ขึ้นไปหาครูฮีแลร์ เพื่อขอลาออกจากโรงเรียน

 

       “ตาจำลอง แกจะด่วนออกไปทำไม ควรจะเรียนต่ออีกสักหนึ่งปี เพื่อจะได้เก่งภาษาฝรั่งเศส” ครูฮีแลร์กล่าว เมื่อผมเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าท่าน และบอกความประสงค์ของผมต่อท่านว่า จะมาขอลาออกจากโรงเรียน 

 

       ผม “ผมเก่งกว่านักเรียนห้อง 9 ของครูแล้ว ก็เท่ากับเรียนจบวิชาของโรงเรียนอัสสัมชัญ จะให้ผมอยู่ต่อไปทำไมอีกเล่า ?”

 

       ครูฮีแลร์จับหนวดพลางพูดว่า แกนี่ช่างอวดดีเหลือเกิน แล้วแกจะไปเรียนอะไรต่อไป

 

       ผม “ผมจะไปสมัครเข้าเรียนกฎหมายครับ”

 

       ครู “เออ ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจแก ครูขออวยพรให้แกจงเรียนสำเร็จสมดังความปรารถนานะ”

 

       ผมยกมือไหว้ท่านเพื่อเป็นการรับพรและอำลา แล้วก็ออกจาห้องของท่านไป

 

       เรื่องที่ 5 ครูฮีแลร์ ยังนึกถึงผม เมื่อออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญแล้ว ผมก็ไปสมัครเข้าเรียนกฎหมายที่โรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรมในปีเดียวกันนั้น และได้อาศัยอยู่กับ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา (ในขณะนั้นท่านมียศเป็นพันเอก แต่ในบั้นปลายแห่งชีวิตของท่าน ท่านมียศเป็นพลเอก) โดยที่ผมเป็นหลานของคุณหญิง ขณะนั้นยังมิได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง

 

       ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนาได้เป็นนายกรัฐมนตรี และในปี พ.ศ. 2477 ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ครูฮีแลร์ได้ไปหาผมที่ที่ทำงาน คือ คณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วขอให้ผมช่วยขออนุญาตท่านเจ้าคุณให้ครูเข้าพบ เพื่อขอเงินอุดหนุนโรงเรียนอัสสัมชัญจากกระทรวงศึกษาธิการ กับให้ผมช่วยสนับสนุนด้วย ผมได้จัดการให้ตามประสงค์ของครูและโรงเรียนอัสสัมชัญก็ได้รับเงินอุดหนุนดังเจตจำนงของครูทุกประการ ครั้นรุ่งขึ้นอีกปีหนึ่งครูฮีแลร์ก็ไปหาผมอีก ท่านขอร้องให้ผมช่วยเหลืออย่างปีที่แล้ว ผมก็ช่วยท่านและโรงเรียนก็ได้รับเงินอุดหนุนอีก 1 ปี

 

       วันหนึ่งขณะที่ผมนั่งทำงานอยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ผมได้ยินเสียงคนเดินมาและเคาะที่บังตามเงยหน้าขึ้นดู เห็นครูฮีแลร์กำลังเปิดบังตาเข้ามา ผมรีบลุกขึ้นไปต้อนรับท่านแล้วยกมือไหว้ พลางนึกในใจว่า วันนี้ครูจะมากวนอะไรอีกหนอ แล้วก็เชิญให้ท่านั่ง เมื่อท่านนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ท่านได้กล่าวขึ้นว่า “ตาจำลอง ครูมาหาแกวันนี้ ก็เพื่อจะแจ้งข่าวดีให้ทราบ ครูเห็นว่าแกเป็นคนดี ได้ช่วยเหลือครูถึงสอง คือ สองหน ดังนั้น ครูจึงได้พูดกับท่านเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ขอทุนให้แกไปเรียนกฎหมายต่อที่ประเทศฝรั่งเศสโดยไม่ต้องสอบแข่งขัน คือ ขอให้เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการตอบแทนความดีของแก และท่านเอกอัครราชทูตก็ได้ตอบตกลงแล้ว ครูจึงรีบมาบอก เพื่อให้แกมีโอกาสเตรียมตัว”

 

       เมื่อท่านพูดถึงตอนนี้แล้ว ท่านก็หยุดหน่อยหนึ่ง แล้วก็กล่าวต่อไปอีกว่า “แต่แกอยู่กับท่านผู้ใหญ่ ครูเห็นว่าทางที่ดีแกควรจะขออนุญาตท่านเสียก่อน กับอีกอย่างหนึ่ง ครูเป็นห่วงแก โดยที่เห็นว่าเงินที่รัฐบาลให้นั้น น้อยกว่าทุนเล่าเรียนที่รัฐบาลไทยให้ จึงอยากจะให้แกกราบเรียนขอความกรุณาต่อท่านเจ้าคุณ ให้ท่านสั่งเปิดสอบชิงทุน ก.พ. ขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสสำหรับหน่วยวิชากฎหมายในปีหน้า เพื่อแกจะได้สอบชิงทุนกับเขาได้ และครูมั่นใจว่าจะไม่มีใครแย่งแกได้ แล้วแกก็จะได้เงินสำหรับใช้สอยเพิ่มขึ้น จะได้สบายหน่อย”

 

       ผมได้ฟังครูกล่าวจบลงน้ำตาแทบไหลด้วยความดีใจพลางกล่าวขอบคุณคุณครูที่มีเมตตาต่อผมในครั้งนี้ ก่อนที่ท่านจะกลับไป ท่านยังได้สั่งว่า “แล้วไปบอกให้ครูทราบด้วยนะ ว่าท่านเจ้าคุณว่าอย่างไร หากท่านอนุญาตแล้ว ครูจะได้พาแกไปพบกับท่านเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส”

 

       ความจริงเรื่องทุนการศึกษาของรัฐบาลฝรั่งเศสในสมัยนั้นได้ยากเหลือเกิน ต้องเป็นนักเรียนที่ 1 ของโรงเรียนอัสสัมชัญจึงจะมีหวัง

 

       อีก 2 วันต่อมา ผมได้ไปหาครูฮีแลร์ที่โรงเรียนอัสสัมชัญด้วยใบหน้าที่เศร้าพลางพูดกับท่านว่า “ครูครับ ท่านเจ้าคุณไม่อนุญาตให้ผมรับทุนนั้น ท่านบอกกับผมว่าถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยความสามารถของตนเอง คือหมายความว่า ท่านจะให้ผมไปสอบแข่งขันชิงทุนรัฐบาลไทย”

 

       ครู “ท่านเจ้าคุณเป็นคนตรงมาก ครูไม่ได้เฉลียวใจในเรื่องนี้ หากครูเปิดสอบแข่งขันเสีย แกก็คงจะได้ไป ถ้าจะไปทำตอนนี้ เจ้าคุณท่านทราบเรื่องโดยตลอดแล้วเห็นท่าจะไม่ดีแน่ ครูเสียใจด้วยนะ” ก็เป็นอันว่าเกมกันสำหรับผมในเรื่องทุนการศึกษาของรัฐบาลฝรั่งเศส

 

       ณ โอกาสนี้ ผมขอสดุดีคุณครูฮีแลร์ ผู้ซึ่งมีพระคุณต่อผมอย่างล้นเหลือสุดจะหาที่เปรียบได้ หากวิญญาณของท่านจะสามารถทราบได้ด้วยญาณวิถีใด ๆ ก็ตาม ขอได้โปรดรับทราบด้วยว่า ผมซึ่งเป็นศิษย์ของท่าน ยังรำลึกพระคุณและมุทิตาคุณของท่านอยู่เสมอ ขอให้ดวงวิญญาณอันดีงามของท่านจงประสบแต่ความสงบสุขในสัมปรายภพเทอญ


Author: จำลอง ธนะโสภณ