ครูในอุดมคติ : สุลักษณ์ ศิวรักษ์

ผู้เขียน : ส.ศิวรักษ์
product

ครูในอุดมคติ

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ใน อุโฆษสาร 1973 หน้า 36 - 44

 


 

       ท่านทั้งหลายย่อมทราบอยู่แล้ว ว่าในลัทธิคริสตังนั้น ก่อนที่จะทำมิซซา รับศีลมหาสนิทสัตบุรุษย่อมจะสารภาพบาป ทำตนให้สะอาดบริสุทธิ์เสียก่อนนี้ฉันใด ในทางพุทธศาสนาก็ฉันนั้นด้วย ก่อนที่พระท่านจะทำอุโบสถสังฆกรรม ท่านย่อมต้องปลงอาบัติให้ท่านหมดมลทินเสียก่อนเช่นกัน เพราะฉะนั้นก่อนพูดเข้าประเด็นในวันนี้ ข้าพเจ้าจำต้องขอปลงอาบัติ หรือสารภาพบาปสักสองข้อก่อน คือ

 

  1. ท่านอธิการบอกว่า ข้าพเจ้าเป็นคนใจดี โรงเรียนขอให้ทำอะไรก็ทำให้ทุกครั้ง ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ที่อธิการขอให้ทำอะไรแล้วข้าพเจ้าทำให้ ไม่ใช่เพราะใจดี แต่เป็นเพราะข้าพเจ้าเคยกลัวอธิการมาแต่ไหนแต่ไร เดี๋ยวท่านดึงหูเอาบ้าง จับอยู่เย็นบ้าง ถึงออกจากโรงเรียนไปตั้งนานแล้ว และอธิการก็เปลี่ยนไปมากหน้าหลายตาแล้ว แม้กระนั้นพอได้ยินเสียงท่านทางโทรศัพท์ จะให้ทำอะไรก็ต้องรีบยอมรับโดยดีเพราะโดยจิตใต้สำนึกแล้ว ความกลัวดั้งเดิมยังไม่ได้จางหายไป
  2. ท่านอธิการบอกว่าข้าพเจ้าเป็นนักพูด พูดทั่วไปทั้งในกรุงและหัวเมือง ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ความข้อนี้ข้าพเจ้าไม่ขอปฏิเสธ แต่ต้องขอสารภาพอีกนั่นแหละ ว่าไปพูดที่ไหนต่อที่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกประหวั่นพรั่นใจ เหมือนมาพูดต่อหน้าท่านทั้งหลายในวันนี้ ยิ่งเห็นหน้าครูเก่า ๆ ที่เคยตีข้าพเจ้ามาด้วยแล้ว ยิ่งออกจะขาสั่นเอาเลยด้วยซ้ำไป และที่หนักลงไปยิ่งกว่านั้นก็ตรงที่ต้องมาพูดเรื่องอุดมคติของครู การที่จะเอาศิษย์มาสอนครู เอาฆราวาสสอนหนังสือสังฆราชจะใช้ไ้หรือ แต่เพราะความกลัวเป็นที่ตั้ง ข้าพเจ้าจึงไม่มีทางที่จะปฏิเสธอะไรได้เลย ฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าพูดไปไม่ได้เรื่อง ไม่ได้ความ ก็ขอท่านได้โปรดตำหนิติเตียนท่านอธิการก็แล้วกัน แต่ถ้าข้าพเจ้าพูดดี มีศิลปะน่าฟัง ก็ขอได้กรุณาชมเชยข้าพเจ้าแต่ผู้เดียว ข้าพเจ้าหายอมแบ่งคุณงามความดีนี้ไปให้ท่านอธิการไม่

 

       ว่ากันที่สัตย์ที่จริงแล้ว เรื่องอุดมคติของครู หรือครูในอุดมคตินั้น เห็นจะพูดเอาดีไม่ได้ ยิ่งตัวข้าพเจ้าซึ่งเคยเป็นแต่ศิษย์ในสำนักนี้ โดยหาเคยได้รับเกียรติให้เป็นครูไม้ จะมาพูดเรื่องอุดมคติของครูได้อย่างไร จริงอยู่ข้าพเจ้าก็มีอาชีพเขียนอยู่บ้างเหมือนกัน เวลาข้าพเจ้าอยู่ในหมู่นักเขียน เขาก็พากันถือว่าข้าพเจ้าเป็นครู จนถึงกับมีคนเรียกว่าอาจารย์ก็มี แต่เวลาข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ครู กลับได้รับคำแนะนำว่า เป็นนักเขียน นักพูด เป็นอันว่าข้าพเจ้าเป็นนกมีหูหนูมีปีก เข้ากับใครก็ไม่ได้โดยตลอด รู้อะไรก็รู้ไม่จริง เข้าตำราที่ฝรั่งว่า A Jack Of All Trade But A Master of None ก็ในเมื่อบังคับให้เป็ดร้อง ก็ย่อมจะร้องได้ ถึงจะระคายโสตอยู่สักหน่อย ก็ขอให้ทนเอา หรือจะให้เป็ดว่ายน้ำ จะให้บิน ก็ทำได้เช่นกัน แต่จะเอาดีเห็นจะไม่ได้สมดังที่ท่าน ฟ.ฮีแลร์เคยเขียนไว้ว่า 

 

ได้ไม่ดีถี่ถ้วน   ดังคาด

ดีไม่ได้สัญชาติ   ฉุดรั้ง

ไทยใช่หรั่งยังฟาด   ฟุตฟิต กันแฮ

หรั่งใช่ไทยลองหมั้ง   แต่งกระทู้เทียมไทย

 

       เมื่อพูดเป็นอารัมภบท นอกเรื่องมานานพอแล้วก็ควรเข้าเนื้อเรื่องเสียที แต่ก็ใคร่ขอย้ำอีกครั้งว่า ข้าพเจ้าผู้พูดนี้ มาพูดในวันนี้ในฐานะที่มิได้มีอาชีพในทางครูอย่างจริงจังอะไรนัก แต่ก็เป็นคนที่รักอาชีพครูเป็นอย่างมาก และถ้าเป็นครูก็ต้องเป็นครูในอุดมคติ แต่ก่อนที่จะเป็นครูในอุดมคติได้ ประการแรก ต้องเข้าใจสภาพความเป็นครูหรืออาชีพครูเสียก่อน

 

       อันครูนั้น เราต้องยอมรับว่าเป็นอาชีพที่เปิดโอกาสให้มีเวลามากพอสมควร ไม่มีครูคนไหนที่จะสอนจนเช้าจรดเย็น โดยไม่มีชั่วโมงพักเลย และปีหนึ่ง ๆ ก็มีเวลาให้ได้ปิดภาคเรียกกันได้คราวละนาน ๆ หรืออย่างน้อยก็นานกว่าคนอาชีพอื่น ทั้งนี้มิได้หมายความว่าครูได้เปรียบคนอาชีพอื่น ในด้านเวลาหรือทำงานเบากว่าคนอื่น เปล่าเลย ครูต้องเตรียมสอนต้องตรวจงานเด็ก ต้องแสวงหาวิชาความรู้เพิ่มเติมและยังอาจทำงานด้านบริหารเพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่โดยทั่วไปแล้ว เราเป็นนายของเวลามากกว่าคนอาชีพอื่น เราเอางานไปทำที่บ้านก็ได้ เราคุยกันในห้องพักครูตอนชั่วโมงว่างจากการสอนก็ยังได้ นี้นับว่าผิดกับคนอาชีพอื่น ซึ่งส่วนมากต้องมาตรงเวลา กลับตรงเวลาและทำงานกันแทบตลอดเวลา ทั้งนี้ โดยไม่นับการทิ้งร่มและการเอาเปรียบนายงาน ซึ่งคนในอาชีพครูก็ทำเช่นเดียวกับคนในอาชีพอื่น ครูมักจะมีเวลาว่างให้เป็นของตนเองมากกว่าคนอื่น การที่ครูบางคนวิ่งสอนวิชาพิเศษในวันหยุดสัปดาห์ และตอนปิดภาคเรียนหรือวิ่งสอนกลางคืน จนไม่มีเวลาเป็นตัวของตัวเองนั้น เป็นเรื่องนอกเหนือไปจากสภาพความเป็นครูโดยปกติ ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อไป

 

       นอกจากมีเวลาว่างมากกว่าคนอื่นอาชีพอื่นแล้ว ครูยังได้เปรียบตรงที่ดำรงชีพอยู่ได้ด้วยการใช้สมองในด้านวิชาการอันมีคุณค่าที่สูงส่ง การสอนประวัติศาสตร์ คือการสอนให้ได้รู้จักการกระทำที่สำคัญ ๆ ในอดีต การสอนปรัชญา คอการสอนให้รู้จักความคิดความอ่านที่สำคัญยิ่งของอดีต การสอนวรรณคดีคือการเปิดทางให้ได้รู้จักสิ่งซึ่งมนุษย์เคยฝันมาแล้ว อย่างเต็มที่เพียงไร การสอนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็เป็นการสอนหลักแห่งสัจจะและหลักของธรรมชาตินั่นเองยากนักจะมีอะไรสูงส่งไปยิ่งกว่านี้ คนที่ใช้ความคิดความอ่านในเรื่องพวกนี้เพื่อการดำรงชีพ ต้องถือว่า เป็นครูที่มีโชคอันไพศาล ขอให้เทียบกับคนที่ทำงานในด้านการโฆษณาเหล้า บุหรี่ และน้ำอัดลมดูบ้าง ว่าอาชีพของคนพวกนี้จะน่าพิสมัยได้อย่างไร เราจะเชื่อมั่นในสัจจะและความสูงส่งได้อย่างไร ในเมื่อเรารู้อยู่เต็มอกว่าเหล้าเป็นอบายมุข คือต้นทางที่นำเราไปสู่ความชั่วและบุหรี่เป็นโรคมุข คือต้นทางที่จะนำไปสู่คนเซ่อ ยิ่งเราต้องหาถ้อยคำ หรือกโลบายให้คนใช้น้ำมันยี่ห้อหนึ่งดีกว่าอีกยี่ห้อหนึ่งด้วยแล้ว เราจะเชื่อในถ้อยคำและการกระทำของเราได้อย่างไรกัน และชีวิตจะมีความหมายได้อย่างไร ถ้าต้องทำงานเช่นนี้ไปตลอดชีวิต ยังพวกที่ต้องดีดพิมพ์ทั้งวัน พวกที่ต้องคุมเครื่องยนต์กลไกอยู่ทั้งวันด้วยแล้ว จะมีอะไรให้น่าพิสมัยบ้าง นอกจากพอสุดสัปดาห์หรือถึงสิ้นเดือนก็ได้ค่าตอบแทนมาเป็นเงินเท่านั้นเอง เราอาจจะอิจฉาคนพวกนี้ว่าได้เงินเดือนมากกว่าเรา แต่เราพิจารณาดูหรือไม่ว่า คนพวกนี้จะรักอาชีพของเขาได้ อย่างไรกัน เขาอาจมีเงินเดือนเป็นหมื่น ในขณะที่เรามีเงินเดือนไม่ถึงพัน แต่เขาต้องขายผงซักฟอกหรือขายหัวส้วมอยู่ตลอดชีวิต ฝรั่งเพื่อนข้าพเจ้าคนหนึ่งฆ่าตัวตายก็เพราะเรื่องนี้มีส่วนร่วมด้วยอย่างสำคัญ คนที่ไม่สนใจในอาชีพ เป็นแต่สนใจรายได้อันเกิดจากกรรมกรในเยอรมัน เวลานี้เขามีรายได้ดีมากและเขาขยันขันแข็งกันมาก ทั้ง ๆ ที่นายจ้างเขาพยายามช่วย เช่น เปิดเพลงให้ฟังในเวลาทำงาน เพื่อจะให้เพิ่มประสิทธิภาพของงาน เพื่อจะคลายความน่าเบื่ออย่างจำเจอันเกิดจากงาน พยายามมีสวัสดิการให้ต่าง ๆ แต่พอพวกนี้ได้รับเงินค่าแรงวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์แกก็จะเที่ยวอย่างหัวปักหัวปำ เพื่อจะได้กลับไปทนทำงานอีกในวันจันทร์ เงินที่เหลือจากนั้น แกก็ใช้ให้หมดไปด้วยการซื้อของที่ไม่จำเป็นต่าง ๆ แต่แกต้องซื้อ เพราะแกอยู่ใต้อิทธิพลของสื่อมวลชนที่โฆษณาชวนเชื่อ ให้แกต้องซื้อเพื่อไม่ให้น้อยหน้าคนอื่น เพื่ออวดอัครฐานและความฟุ้งเฟ้ออันจอมปลอมต่าง ๆ แล้วเราจะถือกันว่านี่นะหรือคืออาชีพอันอุดมสำหรับเรา นายห้างนายหอ แม้จนคนใหญ่คนโต ที่ต้องเลี้ยงกันเสมอ ๆ เที่ยวผู้หญิงกันเสมอ ๆ ก็เพราะเขาหมดความสนใจอาชีพของเขาด้วยเหมือนกัน

 

       ก็ถ้าใครมีอาชีพที่ช่วยให้ได้คิดในเรื่องอันสูงส่งแล้วยังไม่สนใจ ก็ต้องนับว่าคน ๆนั้นเป็นคนที่น่าสงสารมาก หรือจะเป็นเพราะเริ่มด้วยเขาดูถูกอาชีพของเขา หรือไม่เข้าใจสภาพของอาชีพที่สูงส่งดีงามก็เป็นได้ เพราะมัวแต่ไปเปรียบเทียบอย่างผิวเผินว่าตนได้รับค่าตอบแทนทางอาชีพน้อยกว่าคนอื่น ๆ ยิ่งนัก 

 

       นอกจากครูจะมีอาชีพ ที่เปิดโอกาสให้คิดในสิ่งซึ่งสูงส่งดีงามแล้ว ครูจะได้รับความสุขเป็นพิเศษตรงที่ได้นำเอาสิ่งซึ่งตนถือว่าสูงส่งและดีงามนั้น ไปยื่นให้อนุชน ครูไม่ได้มีแต่หน้าที่บอกข้อเท็จจริง นั่นนักข่าวหรือโฆษกวิทยุก็ทำได้ คุณวิเศษของครูอยู่ตรงที่ช่วยปั้นให้คนเป็นมนุษย์ ช่วยชี้ให้เห็นว่านี่สัจจะ นั้นอาสัตย์ นี่กึ่งจริง นั่นกึ่งเท็จ ในโลกเรานี้เต็มไปด้วยสิ่งซึ่งเป็นกึ่งเท็จกึ่งจริง ไหนจะนักการเมือง ไหนจะนักการค้า ไหนจะแสวงหาผลประโยชน์ที่โฆษณาชวนเชื่ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จำเพาะครูหรือผู้ที่ตั้งตัวเป็นครูเท่านั้นที่จะแก้ปัญหานี้ได้ และจะแก้ได้ก็ด้วยผู้แก้สนใจสัจจะยิ่งกว่าค่ายใดหรือฝ่ายใด หรืออามิสสินจ้างอย่างใด ครูทำได้ในเรื่องนี้ก็เพราะครูมีหน้าที่ที่จำต้องปลุกให้คนตื่นจากความหลง จากความโลภจากความเลว ให้เห็นในสิ่งมีคุณค่าอันถาวร ไม่ใช่สิ่งซึ่งสังคมกำลังเห่อกันชั่วครู่ชั่วยาม เพราะฉะนั้นวิชาต่าง ๆ ที่สอน จึงควรเป็นเรื่องอันเนื่องด้วย ความจริง ความดีและความงาม ประวัติศาสตร์ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์ได้ทำผิดอะไรมาอย่างไรแล้วบ้าง และให้แลเห็นว่าในระยะยาวนั้น ความดีจะชนะความชั่วหรือหาไม่) แม้กวีนิพนธ์ที่ครูสอน ก็เข้าประเด็นทั้งสามนี้โดยตลอด ดังคำของคีตส์ จินตกวีอังกฤษที่ว่า Beauty’s truth and truth’s beauty การสอนให้เด็กรักชาติ ถ้าสอนโดยยึดสัจจะเด็กก็จะไม่หลงชาติ ไม่ถือว่าไทยดีกว่าเขมร หรือภาษาไทยไพเราะกว่าฝรั่งอะไรพวกนี้เป็นต้น ครูทำหน้าที่อันนี้ได้ยากมาก หากไม่ยึดมั่นในอุดมคติ เพราะนายทุนเอย นักการเมืองเอย ล้วนต้องการเอาครูเป็นเครื่องมือทั้งสิ้น ยังสื่อมวลชนก็มักเน้นไปในทางความฉาบฉวย ในยศศักดิ์อัครฐานอันจอมปลอมและทรัพย์สมบัติซึ่งจะได้มาโดยทางใดก็ไม่สู้จะคำนึงถึงกัน ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็ตรงที่ครูเองยอมรับคุณค่าอันจอมปลอมต่าง ๆ ว่าสำคัญกว่าสัจจะ เห็นความโลภดีกว่าความเสียสละ เห็นความโกงดีกว่าความสุจริต ถ้าครูเริ่มมีทัศนะเช่นนี้เสียแล้ว เป็นอันยากที่จะพูดถึงอุดมคติได้ ย่อมยากที่จะสั่งสอนปลุกปั้นอนุชนได้ ครูก็จะมีค่าเป็นเพียงผู้ให้ข้อเท็จจริงอย่างธรรมดา ๆ ซึ่งต่อไปเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องยนต์กลไกอย่างอื่นก็ทำหน้าที่แทนได้

 

       พร้อมกันนั้น เราก็ต้องเห็นใจครู เพราะโดยปกติแล้ว ครูจนกว่าอาชีพอื่น และที่ร้ายยิ่งกว่านั้น ก็คือสมัยนี้ครูแสดงความจนออกมาไม่ได้ กรรมกรบางอาชีพอาจได้ค่าแรงมากกว่าครู แต่เขาก็ไม่ต้องแต่งตัวให้ภูมิฐานเช่นครู ไม่ต้องเข้าสังคมอย่างครู ยิ่งเดี๋ยวนี้มีทั้งการเรี่ยไร การรีด การไถ โดยไม่นับบอลล์ศิษย์เก่าต่าง ๆ และงานเลี้ยงรื่นเริงต่าง ๆ เลยก็ได้

 

       ในสังคมซึ่งเคยยกย่องครู แต่แล้วเปลี่ยนค่านิยมมายกย่องคนมีอำนาจและคนมีทรัพย์ โดยที่ครูไม่มีทั้งทรัพย์และอำนาจ ครูก็เลยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเอามาก เลยพยายามพากันสร้างตัว สร้างวิทยฐานะ โดยถือว่าการสอนเป็นงานที่รองลงไป แทนที่จะใช้เวลาว่าง เตรียมการสอนหรือตรวจงานเด็ก ก็เลยไปเตรียมสอบเพื่อเพิ่มวิทยฐานะหรือเอาเวลาไปสอนพิเศษเพื่อมุ่งเงิน ไม่ใช่เพื่อมุ่งช่วยศิษย์ การเรียนเพิ่มไม่ใช่ของเลวในตัวของมันเอง การหาเงินเพิ่มก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายในตัวของมันเอง ตราบเท่าที่สิ่งนั้น ๆ เป็นรองไปจากความเป็นครูที่อุทิศความสนใจให้ศิษย์ ที่เห็นว่าศิษย์สำคัญ แต่ถ้าความสนใจมาวางรอบอยู่ที่ตน เพื่อจะยกตนให้กระเตื้องขึ้นทางสังคม ความสนใจในวิชาที่สอนก็ย่อมลดน้อยถอยลง แล้วเลยพลอยไม่สนใจศิษย์แถมเห็นว่าโรงเรียนเอาเปรียบ สังคมเอาเปรียบด้วยแล้ว ก็ยิ่งพลอยให้เกลียดอาชีพครูเอาเลย ทางออกของคนพวกนี้ จะเป็นดุจคนอาชีพอื่นที่ไม่สนใจหน้าที่การงานของตน คือสักแต่ทำไปให้พ้น ๆ ตัว โดยหันความสนใจไปที่ สุรา พาชี นารี กีฬาบัตร แล้วในที่สุดหนี้สินก็ตามมา ครอบครัวก็ตั้งได้ไม่มั่นคง ยิ่งความสูงส่งดีงามด้วยแล้ว เป็นอันเลิกพูดกัน แล้วชีวิตมนุษย์จะต่างจากสัตว์ที่ตรงไหน

 

การแก้สภาวะหรือยกระดับอาชีพครูให้สูงส่งขึ้นนั้น ทำได้โดย 2 นัยคือ

 

  1. แก้จากวงนอกเข้ามาวงใน อันได้แก่รัฐบาล สังคมและโรงเรียน ต้องพยายามปรับปรุง สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมให้ครูกินดีอยู่ดียิ่งขึ้น มีสวัสดิการที่ดีขึ้นและได้รับความนับหน้าถือตายิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ง่าย ๆ และไม่ใช่หัวข้อเรื่องสำหรับการปาฐกถาในวันนี้ ฉะนั้น จึงจะขอพูดจำเพาะเรื่องอันเนื่องด้วยครู
  2. การแก้จากวงในออกไป หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ครูจะดำรงความเป็นครูในอุดมคติไว้ได้อย่างไร

 

       ประการแรก ครูจะดำรงความเป็นครูอยู่ได้อย่างสมภาคภูมิก็ต่อเมื่อ ครูรู้วิชาที่จนสอนเป็นอย่างดีออกจะเป็นการพูดอย่างกำปั้นทุบดิน แต่การรู้วิชาที่นี่ตนสอนอย่างดีนั้นหมายความเพียงไร สมมติว่าถ้าเราสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำเป็นด้วยหรือที่เราต้องรู้เท่าไอน์สไตน์ คำตอบก็คือในกรณีนี้ ครูต้องรู้วิทยาศาสตร์เบื้องต้นจนทะลุปรุโปร่งนั่นไม่เป็นปัญหา แต่เนื้อหาวิชาที่สูงขึ้นไป ครูก็ควรจะรู้ด้วย อย่างน้อยก็โดยสังเขป ถ้าเด็กคนใดแสดงความสนใจวิชานี้ ครูย่ออาจกระตุ้นให้แกแสวงหา ความรู้ให้มากขึ้นไป การที่จะรู้วิชาอย่างดีได้ ครูต้องเรียนให้รู้อยู่ตลอดเวลา เพราะการเรียนกับการสอนนั้นแยกออกจากันไ่ได้ ที่น่าเสียดายก็คือการเรียนเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครูเรา ส่วนมากไม่สู้สัมพันธ์กับวิชาที่สอน เพราะในระดับที่สูงขึ้นไป ไปสอนในเรื่องที่ไกลตัวออกไป จนออกจะตามหลังฝรั่งมากไปเสียด้วยซ้ำ

 

       ครูที่ดี ต้องหาความรู้ในเรื่องที่ตัวสอนอยู่ทุกปีที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด มีอาจารย์คนหนึ่งสอนปรัชญาเบื้องต้น โดยเจาะจงที่เรื่องอุดมรัฐของเปลโต้ ปรากฏว่าเวลาปิดภาคเรียนฤดูร้อน ท่านจะเตรียมแสดงบรรยายว่าด้วยเรื่องนี้ พอสิ้นปีการศึกษาท่านก็จะเผาโน๊ตนั้นหมด แล้วเริ่มต้นเขียนเตรียมใหม่ โดยไม่ยอมใช้โน๊ตเก่าเลย จนเป็นที่เลื่องลือกันทั่วประเทศอังกฤษว่าไม่มีใครรู้เรื่องของเปลโต้ดีกว่าท่านผู้นี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวช ก็โปรดให้พระเผาสำเนาพระธรรมเทศนาที่แสดงแล้วทุกครั้งเพื่อจะได้เตรียมใหม่สำหรับการแสดงคราวหน้า ความข้อนี้ ขอให้เทียบกับอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์บางคนในมหาวิทยาลัยของเราดูก็แล้วกัน โดยที่ท่านั้น ๆ ใช้โน้ตเก่าที่สอนพ่อแล้วก็มาสอนลูก จึงไม่แปลกประหลาดอะไรมิใช่หรือ ที่เราไม่มีนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และนักวิชาการของเราจึงสนใจแต่ในตำแหน่งทางด้านบริหารยิ่งกว่าทางด้านวิชาการ

 

       สมมติว่าท่านสอนภาษาอังกฤษ ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านรู้แต่ไวยากรณ์ ซึ่งเป็นเรื่องนี้น่าเบื่อย่างยิ่ง ครูบางคนถือว่ารู้ไวยากรณ์แล้ว ก็สอนไปตะพึดตะพือ โดยที่ตัวเองพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เขียนก็ไม่ได้ ปีก่อนสอนอย่างไร ปีใหม่ก็สอนอย่างนั้น แล้วจะให้ศิษย์รู้ภาษาอังกฤษได้อย่างไร ภาษาไทยก็เช่นเดียวกัน ถ้าครูสอนแต่ไวยากรณ์ โดยไม่สนใจวรรณคดี ทั้ง ๆ ที่ตัวพูดภาษาของตัวได้ เขียนได้ แต่ไม่แสดงความรู้เพิ่มในเรื่องภาษาของตน ศิษย์ก็จะเบื่อวิชานั้น ๆ เป็นยา เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นที่ครูจะต้องเรียนรู้วิชาที่ตัวสอนทุกปี ทุกเดือน ทุกสัปดาห์ อย่าประมาทว่าสอนมานานแล้ว รู้มากพอแล้ว เพราะคนประมาทก็คือคนที่ตายแล้ว คนที่รู้พอแล้ว ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ต้องเป็นคนที่บัดซบที่สุด

 

       ขอให้กลับมาที่ภาษาอังกฤษอีกครั้ง ถ้าเราสอนวิชานี้ เราควรอ่านงานเขียนของกวีที่สำคัญ ๆ อ่านเชคสเปียร์ไม่ออก เพราะภาษายากไป อ่านที่แลมป์ย่นย่อมาให้ง่าย ๆ ก่อนก็ได้ และค่อย ๆ วางรากฐานทางวิชาการ ให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นจนรู้แตกฉานขึ้นทุกที ยิ่งรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและสังคมอังกฤษด้วย จะช่วยให้ศิษย์ของเรากระตือรือร้นที่จะเรียนภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง และการสอนภาษาอังกฤษนั้นโดยอุดมคติแล้ว ไม่ใช่เพื่อให้ศิษย์ของเราไปเป็นเสมียนห้างร้านหรือทำงานกับฝรั่ง แต่ให้เข้าใจความไพเราะลึกซึ้งของอีกภาษาหนึ่ง อีกวัฒนธรรมหนึ่ง ไม่ได้ยากเกินไป ยิ่งในกรุงเทพฯ มีสำนักงานบริติชคาวซิลตั้งอยู่ อาจขอยืมหนังสือเขาก็ได้ โดยไม่ต้องลงทุนซื้อ ภาพยนตร์เขาก็มีให้ดู นิทรรศการเอย ละครเอย เพลงเอย ทางด้านฝรั่งเศส และเยอรมันก็เช่นกัน ถ้าเราหมั่นแสวงหา หมั่นเรียนรู้ เราเอก็จะได้ทั้งความสุข ความรื่นเริงบันเทิงใจ และได้ความสูงส่งทางปัญญาด้วย และแล้วผลพลอยได้ก็ย่อมจะมาถึงการสอนของเรา ไม่ถ้าเรามุ่งเรียนเพียงเพื่อสอบได้โดยไม่มุ่งไปที่ความสนุกสุขสำราญ ในการหาความรู้การเรียนของเราก็จะน่าเบื่อ ศิษย์ก็จะพลอยได้รับความน่าเบื่อจากการสอนของเราด้วย

 

       ดังได้กล่าวแล้วแต่ต้นว่า ครูผิดกับคนอาชีพอื่นจึงต้องรู้ทั้งวงกว้างและวงลึก ครูที่รู้เฉพาะเรื่องแคบ ๆ ที่ตัวสอนก็ดุจดังบุรุษไปรษณีย์ที่รู้จักเพียงนามถนนที่ตนจำต้องส่งจดหมาย หรือคนแจวเรือจ้างที่รู้จักเพียงบ้านผู้โดยสารในละแวกตนเท่านั้น ข้าพเจ้าขอย้ำว่าครูไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ไม่ใช่เรือจ้าง และไม่ใช่โฆษก หรือนักข่าว เพราะฉะนั้น จึงจำต้องรู้วิชาเบื้องต้นที่ตนสอนอย่างแจ่มแจ้ง และรู้สูงขึ้นไปยิ่งมากเท่าไรยิ่งดี ถึงรู้สูงขึ้นไปไม่ได้มากนัก ก็ควรรู้โดยสังเขป พอให้เห็นทิศทางว่าวิชานั้น ๆ เป็นไปเพื่ออะไร เพราะถ้ารู้ไม่ชัดก็สอนให้ชัดไม่ได้ และถ้าไม่รู้ให้สูงขึ้นไป ก็แนะแนวหรือให้กำลังใจให้ศิษย์ไต่เต้าสูงขึ้นไม่ได้ ถ้าครูจำต้องสอนเรื่องตรอกซอกซอยในกรุงเทพฯ ตอนไหน ครูจำต้องรู้แผนที่กรุงเทพฯ ในวงกว้าง และรู้จักแผนที่โลกโดยสังเขปอีกด้วย

 

       เราต้องไม่ลืมว่า วิชานั้นเปรียบเสมือนอาหาร แต่เป็นอาหารทางสมอง ซึ่งไม่จำกัดเหมือนอาหารทางท้อง ถ้าเด็กต้องการรู้มากขึ้น เราก็ต้องป้อนให้แก ถ้าเราไม่รู้ก็ต้องไปขวนขวายมาให้แก ถ้าปิดประตูความรู้ของแกเสียแล้ว นับว่าเป็นบาป เพราะเป็นพิษเป็นภัยแก่เด็ก และแก่วิชากนั้น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นครูจึงต้องสนับสนุนให้ศิษย์สนใจความรู้อยู่เสมอ ยิ่งรู้สูงส่งก็ยิ่งดี จะได้มีอภิชาติศิษย์ แต่แล้วครูหลายคนได้ทำให้ศิษย์ผิดหวังโดยไม่รู็ตัว เพราะเริ่มมาแต่ตัวไม่รู้วิชาที่ตัวสอนอย่างจริงจัง หรือไม่สนใจในวิชานั้น และบางทีก็ไม่สนใจศิษย์ด้วย เช่น พอศิษย์มาถาม เราก็มักบอกปัด หรือหาว่าลองดี ลองภูมิ ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเด็กและผู้ใหญ่เกิดขึ้นเพราะมีมูลมาจากนี้ด้วยเป็นกรณีสำคัญ

 

       ประการต่อมา ครูจำต้องชอบวิชาที่ตนสอน ถ้าสอนประวัติศาสตร์ แล้วไม่สนใจในการเมือง ไม่สนใจประวัติบุคคลต่าง ๆ หรือเรื่องในอดีต จะสอนอย่างซังกะตาย วิชานี้เลยกลายเป็นวิชาท่องจำ ในเรื่องศักราชและเหตุการณ์อย่างน่าเบื่อ ยิ่งสอนยิ่งเลวลงทุกที จริงอยู่ ครูทุกคนไม่ชอบสอนบางเรื่อง บางวิชา บางสมัย บางส่วน แต่ย่อมต้องมีเรื่องที่ชอบสอนตอนที่ตนสนุกและสนใจเป็นพิเศษ แต่ถ้าเกลียดหมดทุกวิชาที่สอน ก็ควรเลิกอชีพครู ดังที่ครูหลายคนถือเอาอาชีพนี้เป็นทางผ่าน เพื่อไปทำงานตำแหน่งอื่น ซึ่งเขาถือว่ามีเกียรติยศและศํกดิ์ศรีมากกว่า ที่น่าเศร้าก็คือเวลานี้ เรามีคนอย่างนี้ในอาชีพครูมากเสียจริง ๆ 

 

       ข้าพเจ้าเคยเปรียบเทียบครูกับแพทย์อยู่เสมอ ๆ ขอให้เราลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นผู้ป่วย แล้วเจอหมอที่บอกเราว่าเขาเกลียดการรักษาโรค เป็นแต่ว่านั้นเป็นอาชีพของเขา เขาต้องทำ แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร อย่างน้อยเราก็คงรังเกียจหมอคนนั้น ถ้าเป็นไปได้ เราย่อมเปลี่ยนหมอเอาเลยมิใช่หรือ ก็ใครเล่าจะเอาชีวิตไปฝากกับคนที่ไม่สนใจในวิชาชีพของตน แต่ถ้าหมอเป็นหมอที่ดี เขาคงจะไม่แต่สนใจแต่ในด้านการรักษาโรคเท่านั้น หากยังแนะนำพร่ำสอน วิธีป้องกันไม่ให้เกิดโรคอีกด้วย หมอที่ทำได้เช่นนี้ก็คือได้ตั้งตัวเป็นครูอยู่กลาย ๆ แล้วนั้นเอง เพราะครูนั้นมิได้จำกัดวงอยู่แต่ผู้ที่มีอาชีพสอนเท่านั้น คนอื่น ๆ ก็ควรมีหน้าที่สอนด้วยกันทั้งนั้น มากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่กรณีข้อสำคัญอยู่ที่สอนเรื่องอะไร จำต้องรู้เรื่องนั้น และสนใจในเรื่องนั้นด้วย

 

       ในกรณีที่เราเจอหมอที่ไม่สนใจในอาชีพแพทย์เราเปลี่ยนหมอได้ แต่ยากนักที่เด็กจะเปลี่ยนครูได้ การเรียนของศิษย์เป็นอันมาก น่าเบื่อก็เพราะเหตุนี้ เด็กหลายคนเรียนเพราะกลัวครู เพราะกลัวว่าจะสอบไม่ได้ จะไม่ได้เป็นคนมีหน้ามีตาในอนาคต ซึ่งออกจะผิดเป้าหมายของการเรียนการสอน หรืออย่างน้อยก็เขวไป ไม่ตรงจุดที่แท้จริง การเรียน การสอนจะให้ผลต่อเมื่อผู้เรียนและผู้สอนเห็นว่าวิชานั้นสนุก น่าเรียน ครูจะทำให้สนุกได้ก็เพราะครูรักวิชาของตน สนใจในเรื่องที่ตนสอน และหาความรู้มาอย่างเพียงพอ

 

       จริงอยู่ ในระยะแรก เราต้องสอนกันแทบทุกวิชา ทั้งยังเลือกวิชาที่รักไม่ค่อยจะได้เสียด้วย ยิ่งจบมาใหม่ ๆ วิชาไหนใครเขาไม่อยากสอน เขาก็โยนมาให้เราสอน โดยเฉพาะก็ภาษาและสังคม ก็เห็นกันแล้วมิใช่หรือว่าผลดีผลเสีย อะไรเกิดขึ้นแก่วิชานั้น ๆ แล้วแก่อนุชนของเรา แต่ในแง่ของเราเอง เราต้องพยายามเลือกวิชาที่เรารักให้ได้ ยิ่งเจาะช่องให้น่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับเราได้เท่าไรยิ่งดีเท่านั้น เพราะคนที่มีวิชาที่รัก ก็เท่ากับเริ่มองค์แรกแห่งอิทธิบาทอย่างถูกต้อง แล้วดำเนินตามอีกสามองค์ ให้สม่ำเสมอย่อมสำเร็จประโยชน์ เราจะภูมิใจในตัว ในวิชาชีพของเรา เราจะเป็นคนที่มั่นคง ไม่ยึดถือในของฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมของสังคม และคุณสมบัตินี้จะตกทอดไปถึงศิษย์ด้วย

 

       ประการที่สาม ผู้จะเป็นครูที่เข้าใกล้อุดมคติได้มากเพียงไร อยู่ที่ว่าชอบเด็กเพียงไหนด้วย พวกเราที่ต้องสอนศิษย์ที่มาจากร้อยพ่อพันแม่ ถ้าไม่ทำใจให้รักแก ชอบแก และเข้าใจแกเสียแล้ว จะดำรงอาชีพนี้อย่างมีความสุขต่อไปไม่ได้แน่ ๆ ถ้ารักเด็กและเข้าใจเด็ก ต้องรักและเข้าใจแกในฐานที่แกเป็นเด็กซึ่งมีความโง่ ความตื้นและปราศจากประสบการณ์เป็นเจ้าเรือน ครูจะไปหลงรักแต่เด็กฉลาดไม่ได้ จะรักแต่เด็กขยันไม่ได้ เราต้องยอมรับว่าส่วนมาก พี่แกมักขี้เกียจ และโง่เอาได้มาก ๆ ด้วย ทั้งบางครั้งเด็กยังโกงและใจร้ายอีกด้วย แต่แล้วเด็กก็มีความใจดีมีแววแห่งความฉลาด กับมีธาตุแห่งความขยันขันแข็งทำอย่างไรเราจึงจะกระตุ้นแกให้ไปทางที่ถูกเราชนะแกในทางที่ผิด ถ้าเกลียดแก หรือไม่สนใจแก เราช่วยอะไรแกไม่ได้ ครูไม่ใช่ตำรวจที่คอยจับผิดเด็กไม่ใช่คนที่คอยด่าว่าเฆี่ยนตี แต่เป็นคนที่คอยปรามบางเวลา บางเวลาคอยสนับสนุนและส่งเสริมในทางปัญญาและความประพฤติ ยิ่งสมัยนี้ พ่อแม่และครอบครัวมักไม่ทำหน้าที่นี้กัน และสภาพแวดล้อมทางสังคมก็ไม่ช่วยแกในด้านจริยธรรมหรือวิชาการ ภาระอันหนักยิ่งตกแก่ครูมากขึ้น แต่แล้วเราก็ปฏิเสธภาระอันนี้ไม่ได้ถ้าเรารักเด็ก ไม่ใช่รักเด็กแต่ละคนเท่านั้น แต่รักเด็กในฐานะที่เป็นกลุ่มชนหรือเป็นฝูง เป็นโขลงด้วย เราจะรักแกได้ ชอบแกได้ ก็ต่อเมื่อเราไม่ได้นึกฝันว่าเด็กเป็นเด็กในฝันหรือเด็กในอุดมคติที่เรียบร้อยดังกับผ้าพับไว้ ดังในกรณี ด.ช.ใหม่ รักหมู่ ซึ่งเป็นเด็กดี ตื่นนอนแต่เช้า ฯลฯ เรารักเด็กเพียงในฐานะที่แกเป็นเด็ก ซึ่งผิดกับเวลาเรารักลูกเรา ซึ่งเรามักไปนึกถึงในแง่ของเลือดเนื้อเชื้อไข อยากให้เป็นไปในทางที่เราปรารถนา ให้มีหน้ามีตา ฯลฯ เราต้องยอมรับเสมอว่าเด็กก็ต้องเป็นเด็ก และเขาต้องเป็นตัวของเขาเอง เรามีหน้าที่เพียงช่วยเขา สะกิดเขาให้ความรักและความยุติธรรมแก่เขา เราจะทำหน้าที่อันนี้ได้ ก็เมื่อเราเปรียบเทียบกับผู้ใหญ่แล้ว จะเห็นได้ว่าโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว เด็กมีความน่ารักกว่าผู้ใหญ่มาก และแกจะเจริญรอยความเลวตามผู้ใหญ่ ถ้าเราไม่ช่วยแก้ไขให้แก ซึ่งกลับมาที่ตัวเรา คือเราต้องแก้ไขตัวเราด้วย เพราะผู้ใหญ่นั้น อาการเห็นแก่ตัวหน้าแน่นลงแล้ว โดยที่เด็กเพิ่งจะเริ่มมี ความทารุณโหดร้ายของผู้ใหญ่เป็นในด้านการวางแผนเพื่อโค่นล้างทำลาย ในขณะที่เด็กเป็นเพียงเริ่มโกรธและเกลียดกัน ความขลาดของเด็กต่อเสียงและความมืดนั้น ในกรณีของผู้ใหญ่ได้แผงไว้ในรูปของภยาคติที่น่ากลัวยิ่ง ทั้งยังลงสู่จิตใต้สำนึก ซึ่งต้องแสดงความกล้าบ้าบิ่นอย่างเลวระยำ จนถึงกับสั่งประหารชีวิตคนกันอย่างง่าย ๆ เป็นต้น ความโลภของเด็ก ก็กลายจากเล็ก ๆ ขโมยไก่ มาเป็นใหญ่ ๆ โกงท่อประปา ที่ดิน ตลอดจนกินบ้านเมือง ความขี้เกียจก็กลายเป็นความเฉื่อยชาทั้งทางสมองและทางจิตใจ

 

       ที่ผู้ใหญ่เลวถึงเพียงนี้ วิธีแก้ไขประการหนึ่งอยู่ที่แก้แต่เยาว์วัย โดยที่ผู้แก้ต้องแก้ที่ตัวเองด้วย แล้วเราจะแก้ที่เราได้ก็เมื่อเรารักเด็ก อยากให้แกรักษาคุณภาพของความเป็นเด็กไว้ ดังคำฝรั่งว่า CHILDLIKE ไม่ใช่ CHILDISH พระอรหันต์และนักบุญต่าง ๆ ท่านคงคุณภาพของความเป็นเด็กไว้ได้มาก ท่านจึงเป็นผู้ใหญ่ที่สูงส่ง การจำเริญรอยตามท่านนั้น ๆ ประการหนึ่งอยู่ที่ทำตัวเป็นเด็ก รักเด็กและเรียนจากเด็ก พระเยซูก็สั่งสอนเช่นนี้มิใช่หรือ ยิ่งการเรียนจากเด็กด้วยแล้ว เป็นคุณอันวิเศษอันมหาศาล เราจะเข้าไปสู่โลกอันน่าพิสมัยกว่าโลกของเราด้วย จะช่วยให้เราเยาว์วัยลง และจะช่วยให้ชีวิตเราแจ่มใสขึ้น เวลาข้าพเจ้าเจ้าหมดหวังกับระบบการปกครองบ้านเมือง เวลาข้าพเจ้าหมดหวังกับผู้ใหญ่หน้าไหว้หลังหลอกต่าง ๆ ข้าพเจ้ามองไปที่เยาวชน ที่อนุชน แล้วก็เกิดพลังขึ้นมาอย่างประหลาด ข้าพเจ้าเชื่อว่าพวกเราส่วนมากก็เห็นจะเป็นเช่นนั้น

 

       เด็กช่วยให้เราเกิดอารมณ์ขัน ให้มองโลกในแง่ดี และอารมณ์ขันก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับครู และสำหรับคนอาชีพอื่นด้วย มหาตมะคานธีเคยบอกว่า ถ้าท่านปราศจากอารมณ์ขันเสียแล้ว ท่านคงจะมีพลังต่อสู้เรียกร้องเอกราชจากอังกฤษไม่สำเร็จ เพราะหลายต่อหลายครั้ง ท่านรู้สึกเหมือนกับว่าจะมองโลกไปในแง่ดีอีกไม่ได้แล้ว และคานธีนั้น นอกจากจะเป็นนักศาสนาและมหาบุรุษทางการเมืองแล้ว ท่านยังเป็นศาสดาหรือผู้ที่สอนอีกแล้ว สำหรับพวกเราที่เป็นครูเล็ก ๆ ก็น่าจะมีอารมณ์ขันเป็นเจ้าเรือน เพราะนอกจากจะช่วยเราเองแล้ว ยังจะช่วยเด็กอีกด้วย ยังพวกเราที่รู้ตัวว่าออกจะมีชื่อในทางที่ดุอยู่สักหน่อย หรือเคร่งครัดอยู่สักหน่อย ยิ่งควรหาทางหัวเราะเยาะตัวเองบ้าง หัวเพราะร่วมกับเด็กบ้าง บรรยากาศการเรียนการสอนจะแจ่มใสขึ้นได้มา

 

       หลักต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าจะช่วยให้ครูเป็นครูในอุดมคติได้ อุดมคติไม่ใช่สิ่งที่สูงส่งเกินไป จนหยิบเอื้อมไม่ได้ แล้วเลยทอดหุ่ย ลงสู้กระแสที่จะพัดพาเราไปในทิศทางไหน ๆ ก็ได้ หากมนุษย์จำต้องต่อสู้กับตัวเอง ต้องต่อสู้กับสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เพื่อความงาม ความดี และความจริง ยิ่งครูด้วยแล้ว ไม่แต่จะทำเพื่อตัวเท่านั้น หากยังต้องชี้ทางให้ศิษย์ได้เข้าซึ้งถึงสิ่งสูงส่งนั้น ๆ ด้วย ครูจะทำหน้านี้อันนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมีคุณสมบัติที่จำเป็นบางประการคือ

 

  1. ต้องมีความจำดีพอสมควร ไม่จำเป็นต้องเลิศ แต่ต้องจำหลักที่สำคัญ ๆ ได้ รู้ว่าอะไรหลักใหญ่ รู้ว่าอะไรเป็นข้อปลีกย่อย ไม่ใช่ว่าจะจำศักราชหรือรายชื่อรัชกาลทั้งหมดเพื่อมาอวดกัน ยิ่งศิษย์ด้วยแล้ว ถ้าสนใจแก จำชื่อแกไม่ได้ทั้งหมด จำแกได้มากเพียงไร ย่อมได้ผลดีมากเพียงนั้น อย่านึกว่าฉันเก่งแล้ว จำได้เฉพาะวิชาการ ศิษย์ไม่สำคัญ จำก็ได้ ไม่จำก็ได้
  2. ต้องมีพลังทางจิตดี ทั้งนี้มิได้หมายความว่าคนที่ชอบใช้อำนาจเป็นเผด็จการ มีพลังทางจิตดีพวกนี้มักจะขี้ขลาดและอ่อนแอ จึงมักแสดงอำนาจบาตรใหญ่ใส่คนอื่น ยิ่งเด็กในอาณัติซึ่งไม่มีทางสู้ด้วย ก็เลยเป็นลูกไก่ในกำมือไปเลย คนที่มีพลังทางจิต คือคนที่รู้จักตัวเอง รู้ว่าเมื่อไรควรแข็ง เมื่อไรควรอ่อน ทำอย่างไรจึงจะแนะนำ ให้ศิษย์เห็นดีเห็นงามตามได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีบังคับขู่เข็ญ หรือโฆษณาชวนเชื่อ อำนาจที่มีอยู่ควรจะใช้อย่างไร จึงจะเหมาะสม
  3. ต้องมีความเมตตากรุณาและยุติธรรมเป็นเจ้าเรือน ครูจะดุอย่างไรก็ได้ จะใช้วาจาโผงผางหรือหยาบคายบ้างก็ได้ แต่ถ้ามีใจรักเด็ก ตรงไปตรงมากับเด็กโดยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมแล้ว จะได้ผลมากในระยะยาว เด็กถึงจะโง่อย่างไร ก็มีสัญชาตญาณที่รู้ได้ทันทีว่าครูตรงหรือไม่ตรง จริงหรือไม่จริง รักแกหรือเกลียดแก

 

       เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมาจากทั้งที่ปากของศิษย์รุ่นเก่า ๆ และจากประสบการณ์ของตัวเอง ท่านเจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ ท่านมีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังกล่าวนี้ครบทุกข้อ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านมีความจำเป็นเลิศเพียงไร จำได้ไม่แต่เด็ก หากจำได้ตลอดจนพ่อแม่ของเด็ก และเด็กที่จบไปแล้วท่านก็ยังจำชื่อแซ่ได้ ทั้ง ๆ ที่นักเรียนเรียนเป็นเรือนพันแล้ว พลังทางจิตดีอย่างไร ไม่จำต้องกล่าวในที่นี้ ถึงท่านจะดุ แต่ท่านก็เมตตากรุณาศิษย์และยุติธรรมนัก นอกไปจากนี้แล้ว เวลาท่านสอน ท่านก็ยังสอนดี มีกลเม็ดเด็ดพรายมาก ทั้งนี้เพราะท่านรู้จักวิชาที่ท่านสอน ทั้ง ๆ ที่บางทีท่านก็ถึงกับสอนวิชาภาษาไทยขั้นสูง และท่านเรียนรู้ในเรื่องวิชานั้นอยู่เสมอ แต่งภาษาไทยเก่ง อ่านภาษาไทยแตก ทุกยุคทุกสมัยแล้วนิยมชมชอบ วัฒนธรรมไทยมากเสียด้วย ยิ่งอารมณ์ขันของท่านด้วยแล้วร่ำลือกันทั่วไปว่าเวลาท่านสอน ฮากันได้ทั้งชั่วโมง

 

       ความจริงยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่ข้าพเจ้าอยากพูดอีกมา หากเวลาไม่อำนวยเสียแล้ว จึงจักขอพูดแต่เพียงว่าครูในอุดมคตินั้น การสอนต้องชัดเจน แจ่มแจ้ง ถ้ารักวิชาที่สอน สมใจวิชาที่สอนแล้ว ก็น่าจะทำความข้อนี้ได้ไม่ยาก ยิ่งเมื่อคำนึงดูว่าผู้เรียนเป็นเด็ก ไม่ใช่ตัวเองด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยให้เราทำความกระจ่างให้ได้มากขึ้น พร้อมกันนั้นผู้สอนก็ต้องมีขันติธรรม ถ้าเด็กเข้าใจยังไม่ชัด ต้องให้แกซักถามจนพอใจ สอนแล้วสอนใหม่ จ้ำจี้จ้ำไช เป็นของธรรมดา อย่าดุ อย่าตวาดเอาง่าย ๆ ว่าแกโง่ ถ้าแกรู้ แกคงไม่ถาม ถ้าเรียนรู้ได้ง่าย ๆ คงไม่ต้องใช้ครู การสอนก็ดุจดังการหว่านพืชเห็นผลช้า ยิ่งหว่านคุณงามความดีด้วยแล้ว อาจไม่ทันตาเราเห็นในชั่วชีวิตนี้ก็ได้ ถ้าใจร้อนก็ควรไปเป็นนักการเมือง อย่ามาเป็นครู

 

       ข้อสุดท้ายที่ข้าพเจ้าขอย้ำก็คือ ครูในอุดมคติ ต้องมีความรับผิดชอบ ไม่ใช่รับผิดชอบให้เด็กสอบได้ยกชั้น นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะทำให้ศิษย์ของเรา รู้จักรับผิดชอบนอกชั้นเรียน รับผิดชอบในเรื่องความยุติธรรมในสังคม ในการรับใช้ประเทศชาติ ด้วยความเสียสละและด้วยน้ำใจอันดี อย่างปิดทองหลังพระ

 

       เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าพเจ้าไปประชุมกับนักการศึกษาที่ญี่ปุ่น มีหนึ่งพูดว่าครูนั้นมี 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเขาเรียก TEACHER OF BOOK คือผู้สอนหนังสืออย่างนี้มีมาก สอนให้รู้ตามตำรา ตามคัมภีร์ สอนให้สอบได้ และระบบการเรียนการสอนอย่างของเรา ยิ่งเรียนมากยิ่งเห็นแก่ตัวมาก ยิ่งอยากสบายมาก ยิ่งดูถูกคนจน ยิ่งเอาเปรียบคนโง่ ครูอย่างนี้ไม่สู้มีประโยชน์นัก สิ่งที่เราต้องการคือ TEACHER OF MAN คือครูที่สอนคน ครูอย่างพระพุทธเจ้า พระเยซู โสกราตีส กับผู้เสียเสละคนอื่น ๆ ที่พยายามสอนตนเองและเอาชนะเอง แล้วสอนผู้อื่นให้ประพฤติดีประพฤติชอบ แมททิว อาร์โนลด์ กวีอังกฤษ เคยเขียนกลอนถึงพ่อเขา ซึ่งเคยเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนรักบี้ ว่าท่านมิได้ไต่เต้าขึ้นยอดเขาแต่คนเดียว เพื่อชมทิวทัศน์อันสวยงามและสูงส่ง หากได้พยุงผู้อื่นและเร้าใจให้ผู้อื่นไต่เขาขึ้นสู่ยอดอันนั้นด้วย ข้าพเจ้าว่าครูในอุดมคติต้องเป็นครูสอนคน สอนให้ช่วยกันยกระดับทางจิตใจ ให้รับใช้สังคม เพื่อต่อสู้ในการรับผิดชอบชั่วดี ในเรื่องศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ อย่างน้อยก็ตามกฎบัตรของสหประชาชาติที่ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

 

       ครูจะทำหน้าที่อันนี้ได้ก็ต่อเมื่อสนใจในโลกและสังคมรอบ ๆ ตัวด้วย และสนใจในเรื่องจริยธรรมและการปกครองตลอดจนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติด้วย ครูจึงจะอยู่ในสถานะที่จะบอกได้ว่า นักการเมืองคนไหนขี้ฉ้อ นักการค้าคนไหนตอแหล สัจธรรมควรมุ่งไปในทางทิศใด ครูจะฝังตัวอยู่เพียงในโลกแคบ ๆ ของโรงเรียนและห้องเรียนอีกไม่ได้ ครูต้องเป็นตัวเชื่อมระหว่างโรงเรียนและโลกภายนอก ตัวเชื่อมระหว่างผู้เยาว์และผู้ใหญ่ เพื่อขจัดช่องว่างระหว่างวัยและช่องว่างอื่น ๆ 

 

       นิมิตดีก็คือผู้ที่ว่านี้ บัดนี้เริ่มขึ้นบ้างแล้ว แม้ที่โรงเรียนอัสสัมชัญนี้เอง เด็กของเราหลายคนเริ่มสนใจปัญหาของที่อยู่ในแหล่งเสื่อมโทรม เด็กของเราบางคนอุทิศตนสอนเด็กที่จนกว่าตน ที่รู้น้อยกว่าตน อย่างน้อยนี่ก็เป็นการเริ่มที่ดี ความรับผิดชอบต่อสังคมจะมีได้ก็เมื่อเราเริ่มปัญหา แล้วเราเอาตัวเราเข้าไปช่วยแก้ปัญหา ถ้าเราเอาจริงเอาจัง มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรียกอุดมคติ หรือความสูงส่งดีงาม ว่าจะชนะสิ่งซึ่งฉาบฉวยเหลวเละเราก็ย่อมเลือกเดินตามทางนั้น ยิ่งการกระทำนั้น ๆ เป็นไปในรูปของการสอน ของการเสียสละ ก็เป็นการเข้าข่ายแห่งความเป็นครูในอุดมคติเข้าไปทุกที

 

(ปรับปรุงจากปาฐกถาที่แสดงแก่คณะครู ณ ตึก ฟ.ฮีแลร์ โรงเรียนอัสสัมชัญ วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2515)


Author: ส.ศิวรักษ์

จบชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 แผนกอักษรศาสตร์ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศึกษาต่อวิชาปรัชญา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแลมปีเตอร์ที่เวลส์ ศึกษาวิชากฎหมายจากเนติบัณฑิตสภาอังกฤษ

 

เคยประจำที่สถานีวิทยุ บีบีซี ประเทศอังกฤษ และเป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยลอนดอน อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ และ นิตยสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ เคยสอนภาษาอังกฤษ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี (จุฬา) เคยสอนปรัชญาทั่วไป ที่คณะสังคมสงเคราะห์ (ธรรมศาสตร์) และสถาปัตยกรรมศาสตร์ (จุฬา) และสอนแปลขั้นปริญญาโท ที่บัณฑิตวิทยาลัย (จุฬา)

 

บรรณาธิการฝ่ายสำนักพิมพ์ และหัวหน้าฝ่ายวิชาการห้างไทยวัฒนาพานิช กรรมการในคณะบรรณาธิการสังคมศาสตร์ปริทัศน์ และวารสารของสยามสมาคม (Journal of the Siam Society)