ความหลังยังจำได้ : ม.เจือ ฉั่วประยูร

ผู้เขียน : ม.เจือ ฉั่วประยูร
product

 

เจือ ฉั่วประยูร

รูปจาก หนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นายเจือ ฉั่วประยูร อดีตครูอาวุโสแห่งโรงเรียนอัสสัมชัญ ณ เมรุวัดหัวลำโพง วันเสาร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2507
 
          เจือ ฉั่วประยูร อัสสัมชนิกอีกหนึ่งท่านที่เป็นทั้งครู และศิษย์เก่า ท่านบันทึกเรื่องราวเอาไว้ในอุโฆษสาร 1952 ถ่ายทอดความทรงจำแต่ครั้งยังเด็ก เมื่อท่านก้าวเท้าเข้ามาที่อัสสัมชัญสถานเป็นครั้งแรก ตั้งแต่อายุได้ 9 ขวบ (ตรงกับปี พ.ศ. 2444 / ค.ศ. 1901) ซึ่งต่อมาเด็กชายเจือได้เขียนเรียนที่อัสสัมชัญเมื่ออายุได้ 12 ปี เป็นอัสสัมชนิกเลขที่ 1708 แผนกอังกฤษ อัสสัมชัญที่ท่านเล่าไว้เป็นหลักฐานอย่างดีของภูมิทัศน์ย่านบางรัก และสภาพแวดล้อมของโรงเรียนในอดีต รวมถึงการบรรยายการเรียนการสอนของโรงเรียน การลงโทษนักเรียน กิจกรรมต่าง ๆ ณ ตอนที่ ม.เจือเขียนบทความนี้ คือ การย้อนเวลากลับไปเมื่อ 50 ปีก่อน บัดนี้ กาลก็ได้ล่วงเลยไปอีก คงไม่ผิดอะไรหากจะกล่าวว่า บทความนี้จะไขประตูเวลาย้อนกลับไปในอัสสัมชัญเมื่อ 120 ปีมาแล้ว
 

 
 
"ความหลังยังจำได้"
เจือ ฉั่วประยูร ใน อุโฆษสาร 1952 หน้า 157 - 161

 

          ข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงข้อความที่บรรยายไว้ในบทต่อไปนี้ ขอประทานอภัยท่านผู้อ่านเสียก่อนว่า ถ้าท่านหวังจะได้พบเรื่องโอด ๆ ครวญ ๆ ดังที่ควรจะเป็นตามชื่อเรื่อง หรือหัวข้อของบทบรรยายในทำนองบทประพันธ์หรือบทเพลงแล้ว ท่านจะพบความผิดคาด และผิดความมุ่งหมายไปไกลทีเดียว เพราะข้อความในเรื่อง “ความหลังยังจำได้” ที่จะบรรยายนี้ไม่ใช่เรื่องโศกเศร้าสูญเสียสิ่งที่รักชอบอะไรดังที่เคยมีผู้พรรณนาและครวญคร่ำตามแนวชื่อของเรื่อง


"แต่เป็นเรื่องความหลังจริง ๆ 
ความหลังของข้าพเจ้าอันเป็นเวลาตั้งห้าสิบกว่าปีล่วงมาแล้ว
เมื่อครั้งข้าพเจ้าได้ย่างเข้ามาในเขตโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นครั้งแรกในชีวิต"


          เมื่อข้าพเจ้าอายุได้เก้าขวบ ท่านผู้ใหญ่ผู้หนึ่งเป็นนักเรียนเก่าอัสสัมชัญและคุ้นเคยดีกับผู้ปกครองข้าพเจ้า ได้พาข้าพเจ้านั่งรถม้ามาหยุดที่ปากตรอกโต๊ะแล้วนำข้าพเจ้าเดินข้ามฟากมายังตรอกซอยเล็กซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านหัตถ์ทิพย์ได้ปลูกปิดตั้งเป็นที่ค้าขายข้าพเจ้าได้เดินตามท่านผู้ใหญ่เข้าซอยนี้มาจนสุดหลังตึกแถวถึงประตูสูงตระหง่านขวางหน้าอยู่ ประตูใหญ่นี้ปิดมีสลักเหล็กขัดไว้ ในบานประตูข้างหนึ่งมีช่องประตูเล็ก แต่ในขณะนั้นบานประตูเล็กนี้ก็ลั่นกุญแจไว้ด้วย 

          ท่านผู้นำได้บอกว่าถ้าเลี้ยวทางซ้ายของประตูใหญ่แล้วเดินไปตามทางน้อยเลียบรั้วหมู่บ้านสัปปุรุษคริสตังค์แล้วเลี้ยวขวาอีกสองเลี้ยวไปตามระยะทางอันยาวก็จะไปถึงสระน้ำใหญ่ เดินตรงต่อไปอีกก็จะถึงมุมเขตรั้วโรงเรียนซึ่งอยู่ทางขวามือ เดินเลียบรั้วนี้ไปหน่อยก็จะถึงหลังโบสถ์และหอระฆังซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ และตรงกับหลังโบสถ์ แต่อยู่ทางขวามือก็จะเห็นประตูโรงเรียน แต่ท่านชี้แจงว่าทางนี้อ้อมไกลและไม่สู้เรียบร้อย เราจึงพากันกลับมาขึ้นรถขบวนขึ้นมาตามถนนเจริญกรุง เลี้ยวซ้ายเข้าตรอกโอเรียลเต็ล ซึ่งเดี๋ยวนี้แปลงชื่อเป็นบูรพา

          ถึงแม้ว่าเวลาจะล่วงมากว่าห้าสิบปี ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาในซอยบูรพา ที่ตรงมุมปากซอยทางขวานั้น ตัวตึกซึ่งเดี๋ยวนี้เป็นร้านขายยาและตึกขายเครื่องเงิน ตลอดมาจนตึกร้านเสนานั้นปลูกมีอยู่ก่อนแล้ว นับว่าเป็นตึกที่งามในสมัยนั้นเป็นร้านค้าชาวยุโรป ถัดลึกเข้ามาก็เป็นที่ว่างน้ำนองหญ้าขึ้นรก แล้วจึงถึงตึกสองชั้นปลูกเป็นหลัง ๆ อยู่กลางสวนดอกไม้ซึ่งยังคงตั้งอยู่จนเดี๋ยวนี้ปลูกเรียงกันไปจนถึงหลังโรงแรมโอเรียลเต็ล 

          ทางซ้ายมือตรงปากซอยมีโรงไม้กระดานชั้นเดียวมุงสังกะสีเป็นโรงรถม้าเช่า ต่อมาจะถึงโรงพิมพ์สยามออบเซอเวอร ถ้าจากโรงพิมพ์จึงถึงที่ว่างบริเวณหลังตึกโรงเรียนอัสสัมชัญมองเห็นตัวตึกโรงเรียนแต่มีรั้วกั้นไม่มีประตูที่จะผ่านเข้าออก ได้ต่อจากรั้วหลังโรงเรียนก็มีตึกสองชั้นสร้างไว้เป็นหลัง ๆ อยู่กลางสวนดอกไม้มีต้นดอกปีบปลูกอยู่เป็นไม้ยืนต้นแล้วมีรั้วล้อมเป็นอาณาเขต ปลูกเรียงกันไปจนถึงซอยขวางขั้นตึกบริษัทอิสต์เอเชียตีค 

 

แผนที่กรุงเทพฯ ร.ศ.129 ตรงกับ พ.ศ. 2453
ใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่เจือ ฉั่วประยูรเขียนเล่าไว้

สมบัติของสถาบันวิทยทรัพยากร จุฬาฯ สำเนาโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ
(หน่วยปฏิบัติการวิจัยแผนที่และเอกสารประติศาสตร์ฯ)

 

          เราใช้รถเลี้ยวซ้ายผ่านซอยนี้มาหยุดที่หน้าโบสถ์อัสสัมชัญ ซึ่งตั้งหันหน้าไปสู่ลำน้ำเจ้าพระยา เมื้่อลงจากรถแล้ว ก็พากันเดินไปตามทางข้างขวางของโบสถ์ ข้างซ้ายมือของเรามีกำแพงถือปูนเตี้ย ๆ เป็นพืดไป ภายในเขตกำแพงมีสวนดอกไม้ ถัดบริเวณสวนมีเรือนแถวสองชั้นปลูกเป็นแถวยาวขนานไปกับกำแพงถือปูนเตี้ย ๆ เป็นพืดไป ภายในเขตกำแพงมีสวนดอกไม้ ถัดบริเวณสวนมีเรือนแถวสองขั้นปลูกเป็นแถวยาวขนานไปกับกำแพง 

          ทางเดินข้างโบสถ์ที่เราเดินไปนี้ไปจดรั้วเขตของโรงเรียน เราต้องเลี้ยวไปทางขวาเดินเลียบรั้วโรงเรียนจนถึงประตูโรงเรียนซึ่งอยู๋ตรงข้ามกับหลังโบสถ์พอดี

          พอเลี้ยวซ้ายผ่านประตูใหญ่ย่างเข้าบริเวณของโรงเรียน ข้าพเจ้ามองตรงไปได้เห็นทางเดินปูด้วยอิฐแดงมีคันบังคับทั้งสองข้าง เมื่อมองเลยไปอีกก็เห็นลานกว้าง มีต้นประดู่ปลูกไว้เป็นระยะ มีที่พักนักเรียนปลูกเป็นโรงใหญ่ เสาเป็นไม้จริงตั้งสูงหลังคามุงด้วยจากตั้งขวางอยู่กลางลาน ไกลไปอีกก็เห็นรั้วปีกไม้สักชักแถวเป็นด้านขวางกั้นเขตจากหลังตึกแถวริมถนนเจริญกรุง ตามแนวรั้วต่อไปทางซ้ายมือมีตึกเตี้ย ๆ แบ่งเป็นห้องส้วม ที่กลางลานมีต้นยางอินเดียรับเบอร์ใหญ่ต้นหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้าได้เห็นเมื่อมองตรงจากประตูโรงเรียนเข้ามาส่วนทางขวามือข้างประตูโรงเรียน พอถัดคันถนนก็มีต้นประดู่ยืนเป็นระยะห่าง ๆ แล้วมีเรือนชั้นเดียว มุงด้วยกระเบื้องไทยปลูกเป็นแถวขนานกับถนน เรือนนี้ตั้งบนเสาสี่เหลี่ยมซึ่งก่ออิฐ ระดับสูงนั้นท่วมศรีษะและขนาดโตเท่าเสาอิฐในโบสถ์ เรือนแถวนี้แบ่งสามตอนมีประตูและบันได สามบันไดเรียงกันเป็นระยะ ถัดหลังเรือนแถวนี้มีรั้วปักไม้สักกั้นไว้ เป็นด้านสะกัดซักแถวไปจนจรดรั้วด้านขวางซ้ายและขวา ภายในเขตตามริมรั้วนั้นมีต้นไม้ฉำฉาปลูกเป็นระยะห่าง ๆ และมีต้นดอกกระทุ่มใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ทางซ้ายมือรอพ้นคันขอบถนนและแนวต้นประดู่ตรงข้ามเรือนแถวสามตอน มีตึกโบราณตึกหนึ่ง เรียกกันว่า “ตึกท่าน” ตึกนี้ตั้งอยู่ชิดรั้วด้านขวา ปลูกเป็นตึ สองชั้นรูปเหมือนกุฏินกขุนทอง กว้าง 3 วา ยาว 4 วา มีระเบียงกว้าง 1 วา ติดอยู่ชั้นบนยาวตามตัวตึกยื่นออกมาทางถนน ถัดจากตึกข้างมาทางร้านโรงเรียนมีสวนดอกไม้ กลางสวนมีรั้วไม้เตี้ย ๆ ตัดเป็นวงกลมใหญ่ตั้งม้ายาวชิดรั้วอยู่รอบสำหรับนักเรียนนั่งพัก ตรงกลางวงมีต้นจามจุรีใหญ่แผ่กิ่งใบร่มทั่วบริเวณวงกลมรอบโคนต้นหลังตึกท่านและหลังวงกลมใหญ่นี้เป็นสวนดอกไม้แล้วจึงถึงตึกอัสสัมชัญซึ่งสร้างเป็นแนวสกัดจรดรั้วด้านขวาและด้านซ้ายทั้งสองด้านหันหน้าแตกมาทางลาน และหลังตึกไปทางถนนซอยบูรพา ห่างจากมุขกลางหน้าตึกอัสสัมชัญ มีรั้วต้นมะขามเทศปลูกเป็นวงกลม ตรงกลางวงเป็นแท่นสูงสี่เหลี่ยมก่อด้วยอิฐ บนแท่นตั้งกระถางต้นไม้ใบใหญ่ใบหนึ่ง หน้าตึกทางซ้ายมือมีสวนดอกไม้ยาวไปจนจรดทางเดินขึ้นบันไดเข้าประตูมุขทาง
ซ้าย 

          การลงชื่อเข้าสมัครเป็นนักเรียนและการสอบความรู้ของเด็ก แต่ก่อนกับปัจจุบันดำเนินไปทำนองเดียวกันไม่เปลี่ยนแปลง จะต่างบ้างก็เพียงแต่ว่าแต่ก่อนมีเด็กสมัครน้อยจึงตรวจสอบความรู้กันทีละคนแล้วก็ส่งไปเรียนยังห้องชั้นที่เด็กสามารถจะเรียนตามได้เมื่อข้าพเจ้าสมัครเข้าเป็นนักเรียนนั้น นับว่าเป็นยุคที่ภราเธอร์คณะเซนต์คาเบรียลมาจัดทำการสอนในโรงเรียนแล้วมีภราเธอร์มาร์ตินเป็นอธิการ ส่วนคุณพ่อกอลมเบต์ท่านสอนคำสอนศาสนา และสอนแปลจากหนังสือเรียนชื่อว่า “มูลเหตุ” ห้องเรียนทุกชั้นแม้แต่ชั้นมูลและเตรียมประถม มีครูไทยสอนภาษาไทยเพียงสองท่าน คือ ท่านครูพุ่ม และครูทิม 


"การแต่งตัวของนักเรียนนั้นไม่จำกัด ไม่มีแบบฟอร์ม
ผู้มีเชื้อจีนนุ่งกางเกงจีน บางคนไว้ผมเปีย
ที่เป็นอิสลามนุ่งโสร่ง
เป็นไทยนุ่งผ้าจงกระเบน 
เป็นฝรั่งก็แต่งตัวตามภาษา"


          ทุกคนใช้หมวก สวมเสื้อนอกคอตั้ง หรือเสื้อกุยเฮง แต่นักเรียนประจำนั้นสวมเสื้อกางเกงแบบต่างประเทศ ตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีลายเป็นตาสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ สีดำแกสีฟ้าเข้ม ดูไกล ๆ เป็นสีเทาคล้าม ๆ 

          การถือพวกถือคณะนั้นมีมาตั้งแต่เดิมนานมาแล้ว นักเรียนประจำไม่ใคร่ถูกกับนักเรียนเช้ามาเย็นกลับ นักเรียนถาษาฝรั่งเศสไม่ลงรอยกับนักเรียนภาษาอังกฤษ แต่ถ้ามีเรื่องกับนักเรียนโรงเรียนอื่นหรือคนภายนอกแล้ว คณะนิยมก็เกิดมีขึ้น กลับร่วมพร้อมช่วยกันเป็นเดือดเป็นแค้นเจ็บร้อนแทน เรื่องเหตุที่ทำให้โกรธกันในขั้นในหมู่นั้นก็คือ การจับคนพูดภาษาไทย มีการบาดหมางกันบ่อยเพราะเหตุนี้ 

          ระเบียบการเดินแถวเข้าห้องเรียนนั้นก็ไม่ผิดแผกมากมายนัก พอระฆังรัวบอกเวลาเข้าเรียนนักเรียนก็เข้ารวมกลุ่มยืนเป็นคู่ ๆ เรียงแถวตามชั้นของตนต่อกับชั้นอื่นเป็นแถวยาวล้อมศาลาที่พักใหญ่กลางลานโรงเรียนแล้ว จึงเดินเป็นแถวคล้ายขบวนแห่ เป็นสองสายขนานกันไป ขึ้นบันไดเข้ามุขกลางของตึกอัสสัมชัญ แล้วเลี้ยวไปทางซ้ายทางขวาเข้าสู่ห้องเรียนตามชั้น เรียนอยู่จนระฆังรัวบอกเวลาหยุดพัก เวลาเที่ยง หรือเวลาเลิกเรียนเวลาเย็นกลับบ้าน ลักษณะเป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำเดือน ซ้ำปี เรื่อง ๆ ไปจนกว่าจะจบหลักสูตรการศึกษา แต่นักเรียนไม่รู้สึกเบื่อ เพราะว่าพอถึงเวลาพักก็ได้พูดและเล่นกับเพื่อน ๆ วันพฤหัสบดี วันอาทิตย์ วันพิธีทางศาสนาหรือ ตรุษสาทก็ให้หยุด นักเรียนประจำได้ออกจากเขตโรงเรียนเดินทางไปไกลจนถึงสระปทุมในเวลาบ่าย วันหยุดอาทิตย์และพฤหัสบดีทั้งสองวันนี้ 

          ความสนใจของข้าพเจ้านั้นนอกจากวันหยุดตามธรรมดาแล้วก็ยังคอยคิดถึงวันฉลองนามนักบุญของภราเธอร์ครูประจำชั้นของข้าพเจ้า เพราะครูของใครพอถึงวันนามนักบุญของท่านนักเรียนในชั้นของท่านก็ทำพิธีฉลองเป็นราย ๆ ไปแสดงความกตัญญูที่ท่านได้อบรมสั่งสอนตนงานต่อมาก็คืองานฉลองวันนามนักบุญของท่านอธิการ เป็นงานของนักเรียนทุกคนรวมทั้งหมดทั้งโรงเรียน แล้วก็งานแจกรางวัลและประกาศนียบัตรกับการแสดงละครเวลาปิดภาคเรียนปลายปี ควาสนุกอย่างสูงสุดของนักเรียนประจำก็คือระหว่างที่โรงเรียนปิดสิ้นปีได้ไปพักผ่อนเที่ยวสนุกที่อ่างหินและสถานที่ชายทะเลอื่น ๆ 

          ความหลังต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้ายังจำได้เหล่านี้ ยังไม่หมดสิ้นทีเดียว ข้อหนึ่ง ๆ มีข้อประเด็นประกอบอีกมากมาย เหลือที่จะบรรยายให้สิ้นสุดได้ เท่าที่พรรณนานี้มาเท่านี้ก็เพื่อให้บรรดานักเรียนปัจจุบันวาดภาพบริเวณข้างเคียง และบริเวณภายในเขตโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่อห้าสิบปีก่อนเป็นอย่างไร ของเก่าเหล่านั้นหายไปหมด ยังเหลือแต่ตึกอัสสัมชัญ กับต้นจามจุรีใหญ่เท่านั้น ตึกอื่น ๆ ที่มีอยู่นี้เป็นของที่มีมาภายหลังตามสมัยกาล สำหรับท่านนักเรียนเก่าที่เคยศึกษาต่อคุณพ่อกอลมเบต์และหลัง ๆ มา 

          ข้าพเจ้าหวังว่าคำบรรยายสภาพโรงเรียนอัสสัมชัญครั้งก่อนเก่านี้จะเชิญชวนท่านให้หวนรำลึก ถึงสภาพเมื่อครั้งท่านยังเยาว์อยู่ ในสมัยเมื่อท่านยังมีอารมณ์สดชื่นรื่นเริง ไม่มีการรับผิดชอบในหน้าที่ไม่มีภารประจำชีวิต เช้ากระทั่งเข้านอนมีแต่ความสนุกสุขใจ จะทุกข์อยู่ก็แต่เพียงการถูกโทษยืนเสาเวลาเย็นเมื่อไม่ทำการบ้าน และท่องบทเรียนไม่ได้


เมื่อท่านฟื้นความจำถึงสถานที่ต่าง ๆ ทั้ง รูปร่าง กิริยา วาจา ของบรรดาเพื่อนร่วมสำนักเรียนเมื่อยังเยาว์อยู่ด้วยกัน ร่วมสนุกซุกซนตามประสาเด็ก จะทำให้ท่านยิ้ม และนึกขันตัวท่านเองว่าไร้เดียงสา และขาดความไตร่ตรองเพียงไร ทั้งจะก่อให้เกิดความชุ่มชื่นใจและอายุยืนขึ้นอีกหลายปี.


 


Author: ม.เจือ ฉั่วประยูร