งานซ่อมกลางภาค ฝันร้ายของนักเรียน ?

ผู้เขียน : ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์
product

เราเคยมีประสบการณ์สอบตกกันบ้างไหม ?


            การซ่อม เพราะสอบตก คงอาจเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาสำหรับนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ยิ่งมาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะไม่ตกทุกวิชานั้นคงต้องเป็นคนที่เก่งจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าตัวผู้เขียนเองก็เคยตกแบบนักเรียนทั่วๆไปเป็นประจำ ฟังดูเหมือนการซ่อมจะเป็นเรื่องที่เป็นปกติของนักเรียน แต่สำหรับครูแล้วล่ะก็ เชื่อได้ว่าก็คงไม่อยากให้นักเรียนสอบตก อยากให้นักเรียนสอบผ่านกันทุกคน โดยเอาความรู้จากที่ครูทุกๆ ท่านสอนตลอดครึ่งเทอม มาพิชิตโจทย์ทุกข้อไปให้ได้           


ระบบการสอบของโรงเรียนเรา เป็นระบบแบบสอบสองครั้งในหนึ่งเทอม


            ได้แก่ สอบมิด หรือ กลางภาค และไฟนอล หรือ ปลายภาค แต่ถ้าเป็นโรงเรียนบางแห่ง ก็อาจจะใช้ระบบสอบครั้งเดียวไปเลย คือ ไฟนอล ซึ่งถ้าถามความจำเป็น หรือผลลัพธ์ ของระบบการสอบสองแบบนี้ คงตอบได้ว่า มีความต้องการต่างกันออกไป ระบบสองครั้งเดียว มีข้อดีคือ อ่านเพื่อไฟนอลครั้งเดียวพอ เลยทำให้มีเวลาชิว ๆ ทั้งเทอม (แบบค่อยไปเคลียดใกล้สอบครั้งเดียว) และรวมไปถึง ก็ไม่ต้องมานั่งซ่อมให้เสียเวลา แต่ข้อเสีย แน่นอนคือเราก็ต้องอ่านมันเยอะเป็นพิเศษ กว่าพวกสอบสองครั้งเป็นแน่ และที่สำคัญ คือถ้าสอบครั้งเดียวแบบเอาซักเยอะ แล้วเราดันสอบตกก็อาจมีผลกับเกรดมาก ๆ เพราะมันไม่มีการซ่อม ส่วนระบบการสอบสองครั้ง ก็คงมีข้อดี ข้อเสีย ตรงข้ามกับระบบการสอบครั้งเดียวที่ได้กล่าวข้างต้นไป  

            เมื่อเห็นข้อดี ข้อเสีย ของการสอบสองระบบนี้แล้ว จึงอยากขยายความมาที่การซ่อมเสียหน่อย ของกลุ่มสอบสองครั้ง การซ่อม คือการซ่อมเฉพาะการสอบกลางภาคเท่านั้น ปลายภาคไม่มี ซึ่งมีให้เห็นในระดับโรงเรียนเราเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าหากเราขึ้นมหาวิทยาลัยไปแล้วล่ะก็ อาจจะไม่มีให้เห็นอีกต่อไป การสอบในมหาวิทยาลัย จะเป็นการสอบอย่างเดียว ถ้าคะแนนเราเทียบกับเพื่อนในรุ่นปรากฏว่าต่ำกว่ามากๆ ก็เตรียมดรอป (Drop) หรือไม่ก็รับเกรดต่ำกว่า ซีแคด ลงไป ซึ่งเราเรียกระบบตามมีน (Mean) ส่วนในระดับที่พวกเราเผชิญอยู่นั้น


อาจกล่าวได้ว่ามีเมตตาอยู่มาก เพราะโรงเรียนให้เราซ่อมกลางภาค
ทำให้ช่วยปรับคะแนน ซึ่งมักจะเต็ม 20 คะแนน
การที่เราจะรอดจากการซ่อมคือต้องผ่าน 10 คะแนนแค่นั้นเอง


            ด้วยเหตุนี้เอง หากพูดถึงการซ่อมของโรงเรียนเราก็คงมีด้วยกันหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเอ็กซ์ทรีมแบบซ่อมไม่เลี้ยง ไปจนถึงชิวโคตร ๆ ซึ่งแน่นอนล่ะว่าทั้ง มิส หรือ มาสเตอร์ แต่ละท่านต่างก็มีความต้องการและจุดประสงค์ในการซ่อมแตกต่างกันออกไป ใจดีหน่อยก็อาจจัดสอบใหม่ เป็นระบบที่เป็นมาตรฐานแบบแผนที่สุด หรือ เคี่ยวมาหน่อย ก็คงเป็นการส่งรายงาน ซึ่งก็แล้วแต่อีกว่า จะส่งแบบเยอะหรือน้อย และสุดท้ายก็คือ ประเภทเคี่ยวจริง ที่มักจะให้เราไปคัดงานมาส่ง โดยส่วนมากแล้วมักจะเยอะจริง ๆ ประเภทหนาเท่าเล่มวิทยานิพนธ์ สำหรับพวกที่ตกมาก ๆ ได้เลย

            การซ่อมชนิดคัดงานนี้เองที่เป็นอะไรที่พูดถึงกันมากๆ ผู้เขียนจำได้ว่ามีรุ่นพี่คนหนึ่งเคยเตือนว่า


อย่าตกวิชานี้ของมิสคนนู้น มาสเตอร์คนนี้
คือจะทำวิธีไหน ยังไงก็ได้ อย่าตกเป็นดีที่สุด


            นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผู้เขียนก็ตั้งใจเรียนกับวิชาของครูท่านนั้นเอามากๆ ช่วงใกล้สอบๆ นี่อ่านรัวๆ เพราะรู้ว่าตกนี่คือ จะทำให้เวลาพักผ่อนของเราต้องหายไปกับการคัดเป็นแน่ แต่สุดท้ายก็ตกอยู่ดี (ฮาๆ) ก็ต้องมานั่งซ่อมในที่สุด แต่ถึงอย่างไรก็ดี ด้วยความที่เราอ่านและตั้งใจกับการเรียนมาพอสมควร แม้เนื้อหามันจะหนักเกินกว่าสมองผู้เขียนจะรับได้ ก็ถือว่าตกไม่มาก เท่าคนที่ตกเยอะจริงๆ ที่ต้องไปคัดเท่าเล่มวิทยานิพนธ์กันเลยทีเดียว

            ภายหลังสอบกลางภาคเสร็จทุกครั้ง มันก็จะกลายเป็นช่วงซ่อมตลอดเดือน โดยคะแนนสอบมักหลุดก่อนประกาศอย่างเป็นทางการเป็นประจำ การซ่อมนี่เอง จึงทำให้เกิดวิถีชีวิตอย่างหนึ่งที่พวกเราชอบถามกันไปกันมาว่า


“เอ้ย มึงตกกี่ตัววะ ?”


“เอ้ย มึงต้องคัดกี่หน้าวะ ?” 


            ซึ่งฟังดูก็น่ายิ้มเล็ก ๆ ให้กับการซ่อมกลางภาค ที่ดูมีสีสัน พอสมควร แม้มันจะดูไม่น่ายิ้มให้กับความเป็นจริงเท่าที่ควรก็ตาม แต่ก็ถือว่าทำให้พวกเรามีเรื่องได้คุย

            การซ่อมนี้เอง ที่ทำให้มันกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่คอยผลักดันให้พวกเราต้องตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบมากขึ้น ไม่ใช่ไปถึงห้องสอบแล้วหลับ หรือกาข้อสอบมั่ว ๆ ผู้เขียนมีความเชื่อว่า คะแนนข้อสอบ คงไม่ใช่เครื่องมือวัดคุณภาพเพียงอย่างเดียว บางคนอาจเก่งวิชานู้น วิชานี้ หรือเก่งทุกวิชา แม้บางคนอาจหัวไม่ดีพอที่จะผ่านข้อสอบต่าง ๆ ไปได้ แต่มันก็เป็นแรงที่ต้องสู้ สู้เพื่ออย่างน้อย ๆ ก็ขออย่าตกเยอะ อย่าซ่อมเยอะ และเช่นกันเมื่อเราสอบตกแล้ว เราก็ต้องซ่อมมันไปให้เสร็จ แม้มันจะหนักหนาเพียงใดเราก็ต้องทนเพื่อให้ผ่านไปให้จงได้ เพื่อเกรดของตัวเอง เพื่อไม่ให้ตกทั้งวิชา ซึ่งมันจะเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก สมัยเรียนเคยมีมาสเตอร์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “เด็กอัสสัมนี่ถึก” สิ่งนี้เองที่ทำให้ผมเชื่อมาโดยตลอดว่า แกคงหมายถึงการซ่อมของโรงเรียนเรานี่แหละ


Author: ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์