ชีวิตนักเรียนใน : ขจร สุขพานิช

ผู้เขียน : ขจร สุขพานิช
product

ชีวิตนักเรียนใน

ขจร สุขพานิช อัสสัมชนิกเลขที่ 5848 ใน อุโฆษสาร 1956 หน้า 60 - 64 


 

(รูปจาก Facebook พิพิธภัณฑ์นักอ่าน นักเขียน นักแปล)

 

       ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้เขียนเรื่องส่งมาร่วมใน “อุโฆษสาร” โดยผู้เชิญได้กล่าวอย่างอาลัยอาวรณ์ถึงหนังสือชื่อ “อุโฆษสมัย” ซึ่งล้มเลิกไปแล้ว เหตุใดหนังสือ “อุโฆษสมัย” จึงล้มเลิกไป และเหตุใดจึงฟื้นคืนชีพในชื่อใหม่คือ “อุโฆษสาร” ข้าพเจ้าอยู่ไกลเหตุการณ์จึงไม่สามารถจะอธิบายได้ แต่โรงเรียนอัสสัมชัญ มีควาหมายต่อข้าพเจ้ามาก โดยเฉพาะใน Formative Years อันเป็นระยะเวลาที่ฝังนิสัยและความรู้สึกผิดชอบไว้ในกมลสันดาน เมื่อได้รับเชิญให้เขียนเรื่องมาร่วมใน “อุโฆษสาร” ก็ยินดี และขอส่งเรื่องนี้มาให้

 

       นักเรียนในของโรงเรียนอัสสัมชัญ หรือที่เรียกกันว่า “เด็กใน” มีความหมายต่อข้าพเจ้ามาก เป็นชีวิตของเด็กนักเรียนซึ่งมีกำแพงสี่ด้านเป็นกรอบให้ดำเนินชีวิต ตั้งแต่ ตื่นนอน,เก็บมุ้ง, พับผ้าห่ม, ล้างหน้า,แต่งตัวเข้าห้อง  study, จนถึงเวลาอาหารเช้า เป็นเวลาของเด็กในจะต้องปฏิบัติอย่างเฉียบขาดครั้นรับประทานอาหารเช้าแล้ว ก็มารวมกลุ่มกับนักเรียนอกเข้าเรียนหรือเล่นหัวตลอดวัน แต่ 8 โมงเช้า จน 4 โมงเย็น จึงแยกกันมาเข้ากลุ่มนักเรียนในต่อไปจนเข้านอนเวลา 2 ทุ่มตรง จะเห้นได้ว่า ตั้งแต่เวลาเช้ามืด 5.45 น. จนถึงเวลากลางคืน 20.00 น. นักเรียนในต้องอยู่ในกรอบแห่งระเบียบนี้ทุกเมื่อเชื่อวัน รวมทั้งวันพฤหัส และวันอาทิตย์ ซึ่งเป้นวันหยุดประจำสัปดาห์ด้วย

 

       เฉพาะวันหยุด พฤหัส และอาทิตย์ ตอนบ่าย 3 โมงนักเรียนในจะเข้าแถว เดินไปสนามวิลลามงฟอร์ตที่ถนนสาธรใต้ การเดินเข้าแถวก็มีบราเดอร์คุมหัวแถวและท้ายแถว ออกจากโรงเรียนเดินทางถนนสีลม เลี้ยวเข้าถนนสุรศักดิ์ เลี้ยวสาธรใต้ จนถึงสนามวิลลามงฟอร์ต การเดินทางอื่นก็มีบ้าง เช่น เลี้ยวเข้าถนนวัดแขก หรือตรอกไก่ก็มีประปราย ตลอด 10 ปี ที่ข้าพเจ้าเป็น “เด็กใน” การเดินเข้าแถวไปสนามฟุตบอลที่วิลลามงฟอร์ต คงจะไม่ต่ำกว่าพันครั้งกระมัง

 

       นาน ๆ ที ทางโรงเรียนจะจัดเรือยนต์ ให้พวกเรานั่งไปโรงเรียนราชวิทย์ หรือ “บางขวาง” มิฉะนั้นก็โรงเรียนสวนกุหลาบ เพื่อแข่งขันฟุตบอลเชื่อมความสามัคคี หรือมิฉะนั้นสนามวิลลามงฟอร์ตก็เป็นเจ้าภาพ ให้นักฟุตบอลทีมอื่นเดินทางมาแข่งขัน ในเมื่อยังเป็นเด็กเล็กอยู่ ความสามัคคีคืออะไรข้าพเจ้าไม่รู้จักหรือไม่สนใจจะถูกกว่า สนใจแต่จะให้ทีมฟุตบอลของเราชนะ และก็มีปีหนยึ่งซึ่งฟุตบอลของโรงเรียนอัสสัมชัญชนะเลิศทั้งสามรุ่น คือ รุ่นเล็ก,รุ่นกลาง, และใหญ่ มีการฉลองกันอย่างครึกครื้น ซึ่งก็หมายความว่า พวกเด็กเล็กได้กินขนมเค๊ก และน้ำหวานเสียอิ่มแปร้

 

       ในส่วนของนักฟุตบอลชั้นดารา ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงพวกรุ่นใหญ่ เช่น เขตร แบ๊คใน มาลัยแบ๊คนอก หลุยส์ออกเซ็นเตอร์ ฯลฯ พวกเหล่านี้รุ่นใหญ่กว่าข้าพเจ้ามาก หรือแม้แต่รุ่นกลางซึ่งก็ยังอาวุโสกว่าอยู่ดี เช่น โซโลมอน กิมเจ็ง และเฮงเส็ง ฯลฯ ข้าพเจ้าจะพูดแต่รุ่นเล็กซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันคือ กรี เส่ง กันเจ๊ แอร์เนสต์ ฯลฯ  นักกีฬารุ่นเล็กนี้ต่อมาเป็นดารามีชื่อเสียงในทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งสามคน (ยกเวส้น กันเจ๊) ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นตัวเล่นในทีมของโรงเรียนหรอก อย่างดีก็เป็นตัวสำรอง ออกสนามกับเขาครั้งเดียวก็มีประวัติไม่ดีเสียแล้ว คือทำฟุตบอลเข้าประตูตนเอง เลยได้เป้นแต่ตัวสำรองตลอดไป มานึกถึงฝีมือ (อันที่จริงฝีเท้า) ของพวกดารารุ่นเล็กในสมัยโน้น เช่น กรี กรโกวิท เขาเก่งจริง ๆ คล่องแคล่ว มีชั้นเชิงหรือจะเรียกว่า “ลูกไม้” พอตัวทีเดียว ใครเตะโฉ่งฉ่างกับพวกเหล่านี้น่ากลัวจะถูกยันขาพิการไป

 

       ในส่วนการเรียน เชื่อกันโดยทั่วไปว่า “เด็กใน” เรียนได้ดีกว่าเด็กนอก เพราะต้องอยู่ในกรอบกำแพง ไม่มีโอกาสเที่ยวเตร่ตามหน้าโรงหนัง เรามีการขึ้น “Sutdy Hall” กันเป็นนิจสิน จะว่าขะมักเขม้นดูหนังสือก็ไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่า ในพวกเด็กในของเรา มีใครขะมักเข้มทำการบ้าน อ่านหนังสือ เตรียมวิชาไว้สำหรับวันต่อไป อย่างดีก็ทำการบ้านให้เสร็จ แล้วคอยแหย่เพื่อนโดยไม่ให้บราเดอร์เห็น เป็นชีวิตอยู่ในระเบียบวินัยซึ่งไม่มีใครชอบ แต่จำต้องปฏิบัติเพราะเป็นกฏของโรงเรียน ข้าพเจ้าเป็นเด็กในไม่เคยตกชั้นก็จริง แต่ก็เรียนไม่เก่ง ไม่เคยได้ “Diploma” คือได้ 70 เปอร์เซ็นตืขึ้นไป ยกเว้นเมื่ออยู่ชั้นมัธยมปลายแล้ว

 

       ในจำพวกครูกระโปรงดำ หรือบราเดอร์ ครูคนแรกที่ข้าพเจ้ารู้จักคือ บราเดอร์ อาลี ชื่อของท่านจะสะกดอย่างนี้ หรืออย่างอื่นข้าพเจ้าไม่แน่ใจต แต่จำได้ว่า เมื่อผู้ปกครองมาส่งเข้าโรงเรียนในฐานะ “เด็กใน” ตอนอายุได้ 7 ขวบ ใน ค.ศ. 1920 ครูอาลีก็จับเข้าสอบเขียนคำบอก จะดุว่าแตกฉานในเรื่องสะกดการันต์แค่ไหน จะได้จัดเข้าเรียนในชั้นที่เหมาะสมจากครั้งนั้นมาบัดนี้ก็ได้ จะว่าสนใจแล้วจึงจำได้ หรือจำได้เพราะเหตุอื่นก็ไม่ทราบ แต่ยังจำได้ว่าคำบอกนี้คือ ;-

 

ไก่ลูกอ่อนสอนลูกให้คุ้ยเขี่ย

เสือตัวเมียฝึกลูกให้ซุ่มซ่อน

มยุราพาลูกให้รำฟ้อน

ทุกพวกสอนลูกเค้าตามตระกูล

 

       การที่ข้าพเจ้ายังจำการสอบเขียนคำบอก เมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้วได้เช่นนี้ จะเป้นเพราะคบอกนั้นเป็นกลอน มีสัมผัสคล้องจองกันกระมัง ถ้าเป็นคำบอกร้อยแก้วก็คงจะจำไม่ได้จนถึงทุกวันนี้ ข้าพเจ้าเขียนคำบอกได้ถูกต้อง ครูจึงจัดให้เข้าเรียนชั้น ประถมหนึ่ง เรียนมา 10 ปี ก็ได้ขึ้นชั้นมัธยม 8 จบชั้นมัธยมบริบูรณ์เมื่อ ค.ศ. 1931 หรือ พ.ศ. 2473 เป็นระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านไปอย่างเงียบเชียบไม่ผาดโผนครึกโครมแต่อย่างใด

 

       แม้กระนั้นในปีสุดท้ายที่เป้นเด็กใน อยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ มีเรื่องราวหรือเหตุการณ์ 2 เรื่องเกิดขึ้น ซึ่งน่าจะบันทึกไว้เป็นเกร็ดของชีวิตนักเรียนในสมัยนั้น

 

       จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันหยุดพิเศษ ก่อนเวลาหารเช้า นักเรียนในจะคุยหรือเล่นอะไรก็ได้ตามใจชอบ ไม่ต้องขึ้น Study Hall เมื่อถึงเวลาอาหารเช้าแล้ว ทางโรงเรียนก็จะเข้าแถวพาไปสนามวิลลามงฟอร์ตทั้งวัน ขณะที่กำลังยืนคุยกันอยู่รอเวลาอาหารเช้า ครูฮีแลร์ก็เดินลงมาจากตึกทักนักเรียนคนนั้นคนนี้ตามวิสัยของท่าน ผู้เขียนเวลานั้นอายุย่างเข้า 17 ปี กำลังเรียน ม.8 เป็นเด็กในเข้าปีที่ 10 แล้ว จึงอยู่ในฐานะอาวุโสสักหน่อย พวกเพื่อน ๆ เมื่อเห็นครูฮีแลร์เดินมา ก็ยุผู้เขียนว่า ลองต่อปากต่อคำกับท่านดูดีหรือว่า

 


อาหาร “ยายวา” ซึ่งเลวเหลือจะทนทานนั้น เมื่อใดจะเปลี่ยนให้คนอื่นทำบ้าง “เด็กใน” จะได้มีชีวิตสุขสมบูรณ์ขึ้น


 

       เรื่องอาหารซึ่ง “ยายวา” ทำส่งโรงเรียน ผู้เขียนเห็นจะไม่ต้องบบรรยาย เพราะมีสภาพดีกว่าอาหารของพวกพลทหารในกรมกองหน่อยเดียวเท่านั้น แต่ “เด็กใน” ต้องเสียเงินค่าอาหารที่กินไม่ลงนี้มากพอดูทีเดียว อันที่จริงผู้เขียนมีความเกรงกลัวครูฮีแลร์มาก แต่ในตอนหลังนี้ค่อยคุ้นเคยกับท่านบ้าง โดยที่ท่านมาสอนแปลเมื่ออยู่ ม.7 จึงรวบรวมความกล้าเข้าทักทายท่าน แล้วเริ่มสู่ประเด็นด้วยวาจาว่า .-

 


“บราเดอร์ครับ อาหารยายวานี่ เมื่อไรทางโรงเรียนจะเปลี่ยนให้คนอื่นทำส่งเสียบ้าง พวกเราแย่กันมานานแล้วครับ ! “


 

       บราเดอร์ฮีแลร์นิ่งอึ้งไปครูหนึ่ง มองหน้าพวกเราทีละคน ก็เห็นว่าเป็น “เด็กใน” กันมานาน ย่อมรู้สภาพของอาหารได้ว่าดีเลวเพียงใด แต่ปัญหานี้ จะใหญ่ยิ่งสลับซับซ้อนกันเพียงใด พวกเราไม่มีทางทราบ และท่านก็ไม่ชี้แจงให้ฟังด้วย ท่านจึงหันมาทางผู้เขียนที่ทำหน้าที่ “หัวโจก” ในกลุ่ม “เด็กใน” นั้น และกล่าวว่า

 


“ครูจะถามปัญหาเจ้าปัญหาหนึ่ง ถ้าเจ้าตอบไม่ได้ครูจะลงโทษ เจ้าจะยอมให้ครูลงโทษไหม?”


 

       ผู้เขียนถลำเข้าไปเสียแล้ว จึงจำใจตอบว่ายินดีจะรับโทษถ้าตอบปัญหาไม่ได้ ครูฮีแลร์จึงกล่าวว่า .-


”อารหารยายวาที่พวกเจ้าเลี้ยงตัวมาคนละหลาย ๆ ปีนี้  มีใครกินเข้าไปแล้วตายบ้างไหม?”


       ข้าพเจ้าก็จำต้องยอมรับว่าไม่มี จึงถูกท่านลงโทษตามสัญญา แล้วท่านจึงกล่าวต่อไปว่า


“พวกเจ้าเด็กใน เวลาไปวิลลามงฟอร์ต ไปกินขนมอะไรต่ออะไรที่มีขายที่นั่น แล้วตายไปกี่คนจำได้ไหม…”


       แล้วท่านก็เอ่ยชื่อเด็กคนนั้น คนนี้ ที่ตายไปเพราะเป็นโรคอหิวาห์ เพราะไม่กินของซึ่งยายวาไม่ได้ทำ

 

       หลังจากปะทะคารมณ์กับครูฮีแลร์และพ่ายแพ้ท่านมาในวันนั้น พวกเราก็ครุนคิดถึงวิธีการที่จะอัปเปหิยายวาออกไปให้ได้ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง (ซึ่งขอปิดนาม) แนะนำถึงวิธีการที่แนบเนียนให้ เราจึงซุบซิบบอกกล่าวกันว่า จะต้องทำด้วยความพร้อมเพรียงกันจึงจะสำเร็จ อาจจะลำบากไปมื้อสองมื้อ แต่คงจะไม่ถูกลงโทษเพราะไม่ได้เป็นกฏของโรงเรียน ดังนั้นเช้าวันหนึ่ง พวกเรา “เด็กใน” ก็เดินแถวเข้าห้องอาหาร ไม่พูดไม่คุย นั่งกอดอกเฉยอยู่สัก 2-3 นาที บราเดอร์ผู้คุมเอะใจ เดินมาสำรวจ ถามคนโน้น คนนี้ว่า เรื่องอะไรจึงไม่กินอาหาร เรานัดกันมาก่อนแล้ว ต่างก็นิ่งเงียบไม่ตอบ ร้อนถึงอาจารย์บราเดอร์ไมเกิล ต้องลงมาดู แล้วเรียกผู้เขียนขึ้นไปพบในห้องของท่าน

 

       เหตุใดอาจารย์ใหญ่จึงเจาะจงเรียกผู้เขียนขึ้นไป ท่านก็ไม่ได้บอก แต่มาคิดดูคงเป็นเพราะผุ้เขียนเป้นนักเรียนชั้นสูงสุด เป็น “เด็กใน” มานานกว่าเพื่อน และทำท่าจะเป้นหัวโจกในเรื่องสวัสดิภาพของพรรคพวกกระมัง ผู้เขียนเปิดอก ระบายความรู้สึก และความคับแค้นในเรื่องอาหาร “ยายวา” ให้ท่านฟัง และยอมรับว่า ตัวเองเป็นพวกหัวหน้า ที่ต้องใช้วิธีนี้ก่อเหตุการณ์ขึ้นก็เพื่อนำเรื่องมาให้ท่านพิจารณา จะเป็นเพราะผู้เขียนมีประวัติความประพฤติเรียบร้อยตลอดมา การเรียนก็ดีขึ้นมากในปีท้าย ๆ นี้ และความเดือดร้อนก็สมจริงซึ่งทางโรงเรียนก็คิดหาทางแก้ไขอยู่ ท่านจึงสั่งยกเลิกสัญญาจ้าง “ยายวา” แต่ในครั้งนั้น ให้มาเปิดครัวในที่แห่งใหม่ นักเรียนเลือกกรรมการมาเป็นผู้บงการคนครัวให้จัดปรุงอาหารทุกมื้อ ก็เป็นการปิดศักราช “ยายวา” ในปี พ.ศ. 2473 นั้น เมื่อผู้เขียนออกมาเป็นครู หรือมาสเตอร์ ในปี พ.ศ. 2474 สภาพความเป็นอยู่ของ “เด็กใน” จึงดีขึ้นอย่างน้อยก็ในเรื่องอาหาร แต่จะดีต่อมาอีกกี่ปี ผู้เขียนย้ายไปทำงานไกลออกไปคือเชียงใหม่ จึงไม่สามารถติดตามเรื่องมาบรรยายได้

 

       มาคิดดูในสมัยที่ออกจาก “เด็กใน” มาร่วม 36 ปี แล้วว่า พวกเราได้รับอะไรบ้างจากชีวิตนักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญ ผู้เขียนเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่เด่น และสำคัญคือระเบียบเราคุ้นเคยกับการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนจนติดตัว ตลอดจนการเป็นคนตรงต่อเวลา การรู้จัดหน้าที่ความรับผิดชอบของตน ครั้งใดที่พวกเราหลงลืมสิ่งเหล่านี้ ไม้บรรทัดหรือหวายซึ่งพวกครูช่วยประเคนให้ ก็ย่อมกระชับบทเรียนเหล่านี้ให้แน่นแฟ้นติดตัวมาจนทุกวันนี้  จะเป็นคุณเป็นประโยชน์ส่วนบุคคลแก่ใครบ้าง และแค่ไหน ผู้เขียนไม่มีทางทราบ

 

       แต่สิ่งหนึ่ง ที่สำคัญเหมือนกันในบางโอกาส ก็คือ การเปลี่ยนระเบียบข้อบังคับโดยสันติวิธี เช่น การเปลี่ยนสภาพของอาหารซึ่งเหลือจะทนทาน ให้มาเป็นอาหารที่สมกับค่าเงินที่ต้องเสียไป ถึงจะไม่หรูหราสมบูรณ์นัก แต่ก็อยู่ในสภาพที่พอไปได้ ผู้เขียนยินยอมให้บราเดอร์ฮีแลร์ ท่านทำโทษ เพราะสู้คารมท่านไม่ได้ แต่คารมของบราเดอร์ฮีแลร์ก็ไม่ทำให้ปัญหาเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดีไป ถ้าไม่มีท่านผู้ใหญ่ผู้นั้นแนะวิธีการให้ ซึ่งต่อมากลายเป้นวิธีการที่ท่านมหาตม คานธี นำไปใช้กู้เอกราชของประเทศอินเดีย จึงมาคำนึงดูว่า การจะแก้ปัญหาหรือสภาพร้ายในสังคม ถ้าเราสมัครจะแก้ไขโดยสันติวิธีก็ยังมีวิธีแก้อยู่ สำคัญที่ผู้คิดแก้ต้องยอมเสียสละ ต้องร่วมแรงร่วมใจ ดังปัญหากับข้าว “ยายวา” ซึ่งเป็นปัญหายืดเยื้อมาก่อนสมัยผู้เขียนเป็นนักเรียนในนั้น.

 


Author: ขจร สุขพานิช