ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ : อยากให้กลับมาคิดว่า "อัสสัมชัญ" คืออะไร?

ผู้เขียน : ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์ & สิทธิกานต์ ธีระวัฒนชัย
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560
สถานที่ : สตูดิโอนิสิตชั้นปีที่ 1 ชั้น 5 อาคารนารถ โพธิประสาท
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
product

“แล้วก็อยากให้กลับมาคิด ว่าจริงๆแล้วเนี่ย ความเป็นอัสสัมชัญเราคืออะไร เราจะเป็นอัสสัมชนิกแบบไหน Character แบบไหนที่พูดได้เต็มปากเลยว่าเนี่ยคือ “อัสสัมชนิก” ภาคภูมิใจเลยว่า เป็นอัสสัมชนิก พูดแล้วทุกคนโห ว่าเจ๋งเลยอ่ะ”


          เขาเป็นนักเรียนอัสสัมชัญคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่ติดกับโรงเรียนพอดี ที่รู้จักกันในสมัยนั้นว่า “ตรอกขี้หมา”  เป็นนักเรียนคาทอลิกที่ทำกิจกรรมทางศาสนาของโรงเรียน จนเคยมีความคิดหนึ่งที่อยากจะเป็นบราเดอร์ ก่อนที่จะหันเหไปเข้าเรียนในสายสถาปัตยกรรม ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็ได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งมาจากงานศิลปะทางศาสนายุคเรเนอซองส์ นี่คือส่วนหนึ่งในชีวิตรั้วเอซีของ ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ อัสสัมชนิกหมายเลขประจำตัว 33529 รุ่น 115  ปัจจุบันเป็นสถาปนิก ที่รู้จักกันดีจากการที่เขาแสดงความเห็นเนื้อหาทางสังคมต่างๆ ผ่านทางเฟสบุ๊คในนาม “Kittitouch Chaiprasith” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 2 หมื่นคน

สมัยที่อาจารย์เรียนที่อัสสัมชัญ อาจารย์ประทับใจอะไรมากที่สุดครับ ?

          ก็มี อย่างหนึ่งเลยนะก็คือ ความเป็นอัสสัมชัญ แปรอักษร จตุรมิตร แน่นอน มันเป็นอะไรที่แบบเด็กอัสสัมทุกคนต้องมีความประทับใจ ได้ขึ้นสแตนด์เชียร์แปรอักษร ซึ่งมันก็จะมีทั้งเรื่องตลก เรื่องสนุก มีทั้งเรื่องแบบประทับใจ เรื่องฮาๆ บนเชียร์แปรอักษรซึ่ง ผมเชื่อมั่นว่าต้องมีทุกครั้ง ในยุคปัจจุบันก็ยังคงต้องมีอยู่ เช่น เรื่องเพื่อนปวดท้องเข้าห้องน้ำไม่ได้ ซึ่งมันเป็นความประทับใจที่ประทับใจร่วมกัน เหนื่อยร่วมกันไรงี้ เกิดเป็นความทรงจำร่วมกันของเพื่อนฝูง แล้วถ้าถามว่าประทับใจอื่น ๆ อะไร จริง ๆ ก็ต้องบอกว่า ส่วนตัวผมเป็นเด็กหลังโรงเรียน ผมเป็นคริสตัง ซึ่งแต่ก่อนจะมีตรอกที่เรียกว่าตรอกขี้หมา แต่ปัจจุบันมันไม่มีแล้วล่ะ ก็คือนักเรียนจาก 3 โรงเรียน อัสสัมชัญ อัสสัมคอนแวนต์ อัสสัมศึกษา จะเดินผ่านตลอดทุกวัน บ้านผมก็จะอยู่ในซอยนั้น คือทุกเช้าทุกเย็น ผมก็จะนั่งดูนักเรียนเดินผ่านไปหรือผู้ปกครองด้วย คือมันจะเห็นชีวิตแถบนั้น มันเป็นแถบที่มีความเป็นชุมชน

          แต่ก่อนตรงที่ติดกับถนนที่จะออกไปถนนสีลม ตรงร้านสุวรรณเครื่องเทศ แล้วตรงข้ามจะเป็นร้ายขายการ์ตูน ซึ่งผมซื้อตั้งแต่สมัยอยู่อัสสัมประถม สมัยที่ผมเรียกเจ้าของร้านว่าพี่ จนไม่รู้เดี๋ยวนี้เรียกป้ากันแล้วมั้ง (ฮา) ถัดจากร้านสุวรรณเครื่องเทศ มันจะมีร้านขายน้ำปั่นของชุมชนวัดตรงนั้น แล้วตรงนั้นก็จะเป็นชุมชนหมด ทางเดินที่เดินมาเนี่ย ก่อนถึงหัวโค้ง ก็จะมีร้านอาหาร ผมจำชื่อร้านอาหารไม่ได้และ แต่เจ้าของก็เป็นคริสตังเป็นเยาวชน สภาวัดอัสสัมเหมือนกัน ซึ่งตรงนั้นมันเป็นร้านที่ใหญ่แล้วก็ ผู้ปกครอง จากโรงเรียนก็จะมานั่งกิน...เสาร์อาทิตย์ ก็กินตลอดเลย คือสภาพแวดล้อมมันเป็นแบบ บ้าน วัด โรงเรียน ทีเราเรียกว่า “บวร” จริง ๆ ภายในซอย ก็จะมีร้านขายขนม ร้ายของเล่น พอเดินมาหลังโรงเรียนเนี่ย ก็จะมาแวะดูของต่าง ๆ


"โรงเรียนในความทรงจำของผมก็คงเป็นเพื่อนฝูง แล้วก็บ้านวัดโรงเรียน"


          แต่หลังจากเวลาที่เขามาปรับปรุงพื้นที่เนี่ย ชุมชนก็หายไป มันก็กลายเป็นเพียงแค่ทางเดิน ซึ่งบรรยากาศตรงนี้คือมันเปลี่ยนเลย เปลี่ยนหัวใจของคำว่า บ้าน วัด โรงเรียน ไปเลย ถ้าถามผมว่าตอนอยู่โรงเรียนประทับใจอะไร แน่นอนว่าคงต้องประทับใจตรงนี้ เพราะผมเป็นคนชุมชนวัด คือผมเดินออกมาประมาณ 20 เมตรก็ถึงประตูหลังโรงเรียนแล้ว เสาร์อาทิตย์ ผมก็ไปวัดอัสสัมชัญ ร่วมพิธีมิซา เพราะผมเป็นเยาวชนวัดด้วย เพราะฉะนั้นประสบการณ์ในโรงเรียนส่วนใหญ่จึงเป็นแบบประสบการณ์ทางด้านกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นนักขับร้องด้วย ทำทุกอย่าง อันนี้ก็จะเป็นประสบการณ์ส่วนตัว มันจะออกมาประมาณนั้น โรงเรียนในความทรงจำของผมก็คงเป็นเพื่อนฝูง แล้วก็บ้านวัดโรงเรียน

 

ถ้ามีคนนอกมาสอบถามเกี่ยวกับโรงเรียนของเรา อาจารย์จะนำเสนอให้เขารู้ถึงความเป็นอัสสัมชัญ ยังไงบ้างครับ ?

          สุภาพบุรุษ สุภาพบุรุษอัสสัมชัญ อาจจะเป็นเพราะว่าโรงเรียนเราเป็นชายล้วนหรือเปล่า ผมก็ไม่รู้ เราเลยมีความเข้มข้นแบบผู้ชายกับผู้ชาย คือ สมัยเรียนอัสสัมชัญ ตอนแรก ๆ เนี่ยเราก็ไม่รู้หรอก ตอนเด็ก ๆ แต่พอเราได้เจอเพื่อนที่เรียนโรงเรียนสห เราจึงรู้ว่าวิธีคิดเขา จะแตกต่างกว่าโรงเรียนชายล้วน แต่คำว่าโรงเรียนชายล้วนเนี่ยก็ยังมีหลายรูปแบบนะ อย่างอัสสัมชัญเนี่ย มันเกิดจากการที่สะสมชื่อเสียงมานาน ถามว่าชื่อเสียงคืออะไร ชื่อเสียงก็คือ สุภาพบุรุษอัสสัมชัญ ต้องมีไรบ้างนอกจากความรู้ ที่ต้องได้คุณภาพ 


"ถ้ามาเรียนอัสสัมชัญแล้ว คุณยอมแพ้ไม่ได้นะ ตรงนี้มันทำให้อัสสัมชัญสร้างชื่อขึ้นมา"


          เรารู้กันว่าโรงเรียนเราเนี่ยเคี่ยว ให้เกรดยาก ไม่รู้สมัยนี้ยังเป็นอยู่เปล่านะ แต่สมัยผมนี่คือกดเกรด ไม่รู้จะกดทำไมเหมือนกัน (ฮา ๆ) แต่ว่ามันก็ทำให้เราต้องสู้ คือไม่มีการปล่อยง่าย ๆ ทุกคนต้องสู้ ว่า เห้ย ถ้ามาเรียนอัสสัมชัญแล้ว คุณยอมแพ้ไม่ได้นะ ตรงนี้มันทำให้อัสสัมชัญสร้างชื่อขึ้นมา แล้วด้วยการสอนแบบสมัยก่อน บราเดอร์จะสอนเอง ซึ่งสมัยผมก็เริ่มไม่ค่อยสอนแล้วเท่าไหร่ ซึ่งผมว่าอัสสัมชัญแต่ก่อนเนี่ย Character หลัก คือ นักบวช บราเดอร์ มาสอนหนังสือเองแล้วทุ่มเท เป็นตัวอย่างให้กับคน เยาวชน รุ่นหลัง

          อัสสัมชัญในอดีต จะมี อ.สัญญา อ.ป๋วย หรือนักเรียนที่เก่งที่หนึ่งที่เรียนจบมาเนี่ย บราเดอร์ขอให้มาสอน เพราะเขาต้องการสร้างคนต่อไป รุ่นต่อไป หาคนที่เป็นไอดอลอ่ะ เป็นตัวอย่างที่ดีให้คุณ เป็นสุภาพบุรษอัสสัมชัญ เรียนเก่ง มีกิริยามารยาท รู้กาลเทศะ มีความเป็นผู้นำ สามารถ Inspired เด็กได้ สร้าง Inspiration ให้กับอัสสัมชนิกรุ่นต่อไป ผมว่านี่คือ Character ของอัสสัมชัญที่ส่งผ่านรุ่นต่อรุ่น

 

อยากฝากอะไรถึงรุ่นน้องไหมครับ ?


          ก็อยากให้กลับมาคิด ว่าจริง ๆ แล้วเนี่ย ความเป็นอัสสัมชัญเราคืออะไร เราจะเป็นอัสสัมชนิกแบบไหน Character แบบไหนที่พูดได้เต็มปากเลยว่าเนี่ยคือ “อัสสัมชนิก” ภาคภูมิใจเลยว่า เป็นอัสสัมชนิก พูดแล้วทุกคนโห ว่าเจ๋งเลยอ่ะ


          สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากเลยคือ อันนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวเลยนะ เยาวชนอาจจะคิดว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ให้ความรู้อย่างเดียว จริงๆไม่ใช่ โรงเรียนแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยเนี่ย ฝึกคนให้เป็นคน หรือ ฝึกคนให้เป็นมนุษย์ มนุษย์ต่างจากคนตรงที่ มนุษย์คือผู้มีใจสูง สูงกว่าเดรัจฉานที่ทำไปเพราะสัญชาติญาณ การเป็นคนเนี่ย มันหมายความว่า คุณต้องมีทั้ง ทักษะทางสังคม กาลเทศะ มีมารยาท มีน้ำใจนักกีฬา มีความกล้าหาญ มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความรู้คู่คุณธรรม

          เพราะฉะนั้นเวลาโรงเรียนเราสอนระเบียบให้เรา บางทีเราอาจจะบอกว่า เห้ย มันไม่เกี่ยวกับความรู้ อันนี้เข้าใจผิด คือสอนความรู้ก็ส่วนความรู้ การที่คุณต้องตัดผมให้เรียบร้อย แต่งตัวให้ถูกระเบียบ มีระเบียบต่าง ๆ มันก็คือการฝึกให้คุณรู้จักว่า การเข้าสังคมเนี่ย คุณจะเข้าสังคมที่เขามีระเบียบได้อย่างไร เพราะโลกความเป็นจริง คือ คนฟังคุณเพราะรู้สึกว่าคุณให้ความเคารพกับผู้อื่น

          ดังนั้นการฝึกทักษะทางสังคมในการทำงานหรืออยู่ร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่งของการเรียนรู้ คู่กับวิชาในศาสตร์แต่ละแขนง ดังนั้นอย่ามองว่าเรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็น เพราะเมื่อคุณออกไปสู่โลกการทำงานแล้ว


"คุณจะเข้าใจเองว่าทำไมโรงเรียนถึงต้องสอนอะไรแบบนี้ให้กับพวกคุณ"


 

ภาพบางส่วนจาก FB: Kittitouch Chaiprasith

 

 


Author: ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์ & สิทธิกานต์ ธีระวัฒนชัย