ต้องเรียนจนวันตาย : พระยาศราภัยพิพัฒ

ผู้เขียน : พระยาศราภัยพิพัฒ
product

ต้องเรียนจนวันตาย

พระยาศราภัยพิพัฒ อัสสัมชนิกเลขที่ 900 ใน อุโฆษสาร 1953 หน้า 7 - 9

 

 


 

       เมื่อท่านเจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ อาพาธอยู่ที่โรงพยาบาลเซ็นต์ หลุยส์ปีกลาย นายเอก วีสกุลกับข้าพเจ้าได้ไปเยี่ยมท่าน พร้อมด้วยผลไม้สิ่งละอันพรรณละน้อยติดมือไปด้วยตามประเพณีเยี่ยมไข้ เมื่อเล็ก ๆ ข้าพเจ้าไม่ชอบเจษฎาจารย์ฮีแลร์ ด้วยว่าท่านลงโทษข้าพเจ้าโดยไม่เห็นใจเด็ก เอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่ แต่ถ้อยคำของท่านเจษฎาจารย์ผู้นี้เอง ได้กลับเป็นยาทิพย์บำรุงหัวใจข้าพเจ้าเมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว ระหว่างถูกขังในคดีการเมือง ซึ่งท่านได้ให้ความมั่นใจว่าไม่ต้องวิตกในการศึกษาของบุตร อันนับว่าเป็นบุญคุณอันใหญ่หลวงที่ข้าพเจ้าจะไม่ลืมเลยตลอดชีวิต ดังนั้นข้าพเจ้าจึงมีความรักและนับถือเจษฎาจารย์ฮีแลร์มาจนตราบเท่าทุกวันนี้

 

       เมื่อเราได้ถามถึงโรคภัยตามอัธยาศัยพอสมควรแล้ว เราก็ลำเลิกพูดกันถึงเมื่อชีวิตเด็ก ๆ ท่านว่า ท่านจำไม่ได้ที่ลงโทษข้าพเจ้าให้อดข้าว ยืนดูปากเพื่อนที่เขากำลังรับประทานกันตั้งร้อยคน แต่ท่านจำได้ว่า ได้เฆี่ยนเอก เราหัวเราะกันในเรื่องเหล่านี้ ดูเหมือนจะทำให้ท่านสบายขึ้นที่มาฟื้นเรื่องเก่า ๆ แทนที่จะเคียดแค้นกลับเห็นเป็นเรื่องขบขัน และก็เป็นความจริงที่เราทำผิดทั้ง 2 คน ข้าพเจ้าลงนามแทนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ซึ่งมีความเห็นในขณะนั้นว่าไม่เห็นจะมีความผิดที่ตรงไหน ด้วยเจ้าของลายมือยอมให้เราเขียน ไม่ได้ปลอมแปลงทุจริตคิดฉ้อโกงใคร ส่วนเอกเขียนรูปสัปดนในห้องเรียน อย่างไรก็ตาม ท่านเจษฎาจารย์ได้ยอมรับว่า ขณะนั้นท่านยังหนุ่มแน่น ทำอะไรก็อาจจะเกินเลยไปบ้างก็ได้ ขอโทษ ความตรงกันข้าม เรากลับคิดขอบคุณท่าน เพราะเห็นว่า เมื่อเด็กทำผิดแล้ว ครูต้องควรลงโทษให้รู้สำนึก เด็กสมัยก่อนนี้กลัวเกรงครูมากผิดกันกับเดี๋ยวนี้ ซึ่งครูลงโทษเด็กแรง ๆ เช่นแต่ก่อนไม่ได้ เด็กก็เลยเพริดไป เราต่อยกันเองมีบ่อย ๆ และชมอย่างชมัดญาติเหมือนกัน แต่เราไม่รู้จักเคาะแคะสตรีสาว ใช้วาจากักขฬะหยาบโลน หรือเอาลูกปลาใส่ในเสื้อผู้หญิง จุดดอกไม้เพิลงขว้างใส่รถยนต์ และพกมีดไปทิ้มแทงกันที่สนามกีฬา

 

       เมื่อคุยกันถึงวาระเก่า ๆ ที่ผ่านพ้นมาแล้ว ก็คุยต่อไปถึงการศึกษา ข้าพเจ้าว่าเด็กสมัยนี้ ภาษาต่างประเทศอ่อนกว่าสมัยก่อน แต่ความรู้รอบตัวกว่ารุ่นข้าพเจ้า เห็นจะเป็นด้วยวิัวัฒนาการของโลกในทางวิทยาศาสตร์เจริญขึ้นมาก ทางประสาทของเด็กปัจจุบันจึงได้เปรียบกว่าเด็กเมื่อ 50 ปีกอนนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นทะเล ไม่เคยได้รับกลิ่นไอโอโซนจนกว่าได้มาเป็นทหาร แต่เด็กเดี๋ยวนี้พ่อแม่พาไปบางปู หัวหินตั้งแต่อ้อนแต่ออก เมื่อรวมคะแนนต่าง ๆ ของความรู้ทั้งหนังสือและอื่น ๆ แล้ว เด็กสมัยนี้เห็ฯจะมีความรู้เหนือกว่าเด็กสมัยก่อนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทยข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักแต่งกาพย์, โคลง, ฉันท์ เมื่ออยู่โรงเรียนอัสสัมชัญ ด้วยเหตุไม่มีการสอนกันหนังสือไทยเราเรียนกันอย่างเสียไม่ได้ เราใช้เวลาเรียนภาษาต่างประเทศมาก ดังนั้นเมื่อเปรียบชั้นมัธยม 6 ด้วยกันแล้ว ภาษาต่างประเทศเด็กรุ่นข้าพเจ้าดีกว่า แต่ภาษาไทยแพ้เด็กรุ่นตั้งแต่ 10 ปี มาแล้วอย่างหลุดลุ่ยทีเดดียว ดังกาพย์โคลงฉันท์ที่ปรากฏอยู่ในอุโฆษสมัย ซึ่งความเจริญในอักษรศาสตร์ไทยทั้งนี้ต้องยกให้เป็นเกียรติแก่เจษฎาจารย์ฮีแลร์ที่ได้พร่ำสอนมาด้วยตนเอง

 

       ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า การศึกษาอ่อนจากโรงเรียนไม่สำคัญ ถ้าเราเป็นคนเอาใจใส่ศึกษาต่อไป ดังที่เอตอัคคะในเรื่องสมรรถภาพ ชาวอังกฤษชื่อเฮอร์เบิร์ตแกสสันได้ให้คติไว้ว่า “เกิดมาเป็นคนต้องเรียนจนวันตาย” ข้าพเจ้าเองเดี๋ยวนี้มีอายุ 60 กว่าแล้ว ยังไม่หยุดการศึกษาทั้งการอ่านหนังสือและการไต่ถาม ความรู็เหมือนมีดถ้าท่านไม่ใช่ไม่ลับ สนิมก็ขึ้น ตื้อใช้การไม่ได้ คนได้ปริญญาถ้าไม่ศึกษาต่อหรือทำงานใช้วิชา ความรู้ก็ร้อยหรอไป นักเรียนรุ่นราวคราวเดียวกับข้าพเจ้า ที่เรียนเก่งและความรู้สูงกว่าข้าพเจ้า แต่เขาไม่มีโอกาสได้ใช้วิชาที่เรียนมาวิชาก็หมดไป หลายคนที่ล้าหลังข้าพเจ้าด้วยประการทั้งปวงเว้นแต่ทรัพย์ คนที่เขามีโชคในการทำมาค้าขายฐานะดีกว่าข้าพเจ้าหลายคน พระยาอนุมานราธน (ยง เสฐียรโกเศศ) เรียนมาพร้อม ๆ กับข้าพเจ้า ความรู้ก็ไล่เลี้ยกันเมื่อเด็ก ๆ แต่เป็นค้นคว้าศึกษาต่อ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงพยากรณ์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2479 17 ปีมาแล้วว่า ต่อภายหน้าไป พระยาอนุมานฯ อาจจะเป็นนักปราชญ์ได้คนหนึ่ง เพราะช่างค้นคว้า ก็เป็นจริงตามพระดำรัส ดังที่พระยาอนุมานฯ ได้รับพระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา อันเป็นเครื่องหมายแสดงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือนักปราชญ์

 

       ดังนั้น ขอฝากคำเตือนต่อท่านทั้งหลายที่จะเป็นหลักชัยของชาติในอนาคต ท่าน...การเรียน การอ่าน และการไต่ถามค้นคว้าหาความรู้ สมัยนี้เพียงท่านไม่อ่านหนังสือพิมพ์สัก 7 วันเท่านั้น ท่านจะกลายเป็นคนล้าหลัง อย่างน้อยก็ไม่ทราบว่า ท่านเจษฎาจารย์ฮีแลร์ได้หายป่วยกลับมาบำเพ็ญกุศลต่อไปที่โรงเรียนอัสสัมชัญอีกแล้ว ข้าพเจ้าทราบอาการป่วยของท่านและการหายจากหนังสือพิมพ์ แต่ยังไม่มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนท่าน ได้แต่ภาวนาขอให้ท่านมีอายุยืนยาวต่อไป บำเพ็ญกรณีย์ถวายพระเจ้า จนกว่าพระองค์จะเรียกร้องต้องการตัวท่านไปใช้ที่เบื้องบนสวรรค์ ส่วนร่างกายท่านก็ได้เคยบอกกับข้าพเจ้าว่า จะถมไว้ในพื้นธรณีประเทศไทย อันถือว่าเป็นปิตุภูมิที่ 2 ของท่านสืบไป.

 


Author: พระยาศราภัยพิพัฒ