นำเบอร์ 10,000 : ทินกร พันธุ์กระวี

ผู้เขียน : ทินกร พันธุ์กระวี
product

นำเบอร์ 10,000 

โดย นาวาอากาศตรี ทินกร พันธุ์กระวี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

อุโฆษสาร 1955 หน้า 30 - 38

 

       มาสเตอร์บรรณา ชโนดม ได้มาหาข้าพเจ้า และได้ขอให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องลงในหนังสือ “อุโฆษสาร” มาสเตอร์บรรณาได้แจ้งให้ข้าพเจ้าทราบว่า บัดนี้เรามีนักเรียนเลขประจำตัว 20,000 แล้ว และโดยที่ข้าพเจ้าเป้นนักเรียนเลขประจำตัว 10,000 ฉะนั้น จึงใคร่จะได้มีเรื่องอะไรสักเล็กน้อยเกี่ยวกับอัสสัมชนิกเลข 10,000 ปรากฏ ในหนังสือ “อุโฆษสาร” เล่มต่อไป (คือเล่มที่ท่านถืออยู่ ณ บัดนี้) เมื่อได้ทราบจุดประสงค์เช่นนี้ ข้าพเจ้าจึงได้ตอบรับที่จะเขียนให้ความเต็มใจ

 

       นักเรียนรุ่นปัจจุบันส่วนมาก และโดยเฉพาะนักเรียนเลขที่ 20,000 คงใคร่จะได้ทราบว่า ใครเป็นนักเรียนเลขประจำตัว 10,000 ชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? ขณะนี้มีอาชีพอะไร? รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ? ฯลฯ เหมือนกับที่ข้าพเจ้าได้คิดเมื่อ 23 ปีก่อนหน้านี้ว่า ใครหนอ คือเลขประจำตัวที่ 1 ชื่ออะไร ? ฯลฯ และในครั่งนั้นข้าพเจ้าได้ทราบว่าท่านผู้เลขประตัวหมายเลข 1 นั้นเป็นเชื้อจีน ตอนเข้าโรงเรียนเอาไว้ผมเปีย นุ่งกางเกงจีนขายาว ใส่เสื้อกุยเฮงไปโรงเรียน แต่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นภาพได้แต่นึกอยู่ว่ารูปร่างหน้าตาควรเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

 

 

       เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าโรงเรียนอัสสัมชัญ และได้เลขประจำตัว 10,000 นั้น เป็นปี พ.ศ. 2475 ในขณะนั้นข้าพเจ้ามีอายุย่างเข้า 14 ปี ข้าพเจ้าเป้นเด็กบ้านนอกมาจากหัวเมืองคือจังหวัดพิษณุโลก เมื่อผู้ปกครองพามาฝากโรงเรียนในเวลานั้น ได้พบกับบราเดอร์ฮีแลร์ก่อน ข้าพเจ้าชักปอดเป็นอันมาก เพราะไม่เคยเห็นบาทหลวงหนวดยาว ๆ มาก่อน ต่อเมื่อได้ยินบราเดอร์ฮีแลร์ คุยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาเยี่ยงผู้ใหญ่ที่ใจดีทั้งหลายแล้วข้าพเจ้าจึงได้มีใจชื้นขึ้น คลายความหวาดกลัวไปได้บ้าง และบราเดอร์ก็ได้แจ้งให้ทราบว่าข้าพเจ้านั้นเป็นเด็กที่โชคดีหนักหนาเพราะบังเอิญได้เลขประตัว 10,000 เข้าพอดี ได้มีผู้แสดงความจำนงอุปการะให้ทุนรอนเรียนโดยที่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนจนตลอด

 

       โรงเรียน A.C. ของเราในสมัยนั้นภาษาอังกฤษสูงมาก ข้าพเจ้าจึงถูกบราเดอร์ไมเกิลเรียกไป Test ภาษาอังกฤษ โดยให้อ่านหนังสือเรียนภาษาอังกฤษเล่มหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าจำชื่อไม่ได้ และไต่ถามเป็นภาษาอังกฤษบ้างเล็กน้อย หลังจากที่บราเดอร์ไมเกิลได้ test ภาษาอังกฤษแก่ข้าพเจ้าแล้ว บราเดอร์ส่งข้าพเจ้าไปเรียน Standard III ข้าพเจ้าถูกลดชั้นหนึ่งชั้น แต่ในสมัยนั้นเรียกว่ายังดีมากที่ถูกลดชั้นเดียว ข้าพเจ้าจึงได้เข้าเรียน Standard III ได้เลขประจำตัว 10,000 และได้เข้าเปเด็กใน (นักเรียนกินอน) ตั้งแต่เทอมต้นของปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา

 

       ในสมัยนั้นคำว่า “หมื่น” ไม่ค่อยจะมีความหมายในทางมงคลเสียเลย มักใช้เรียกเด็กแก่น ๆหรือทะลึ่งตึงตังฉะนั้น เพื่อน ๆ ส่วนมากจึงถือโอกาสเรียกข้าพเจ้า “อ้ายหมื่น” ซึ่งข้าพเจ้าจะไปโกรธเขาก็ไม่ได้ และก็ดูเหมือนจะหมื่นสมชื่อเอาเสียด้วย แม้บราเดอร์บางคนก็ยังเจตนาเรียกข้าพเจ้า “อ้ายหมื่น” เป็นการหยอกล้อยั่วเย้าบ้างก็มี 

 

       ในต้นปี 2475 โรงเรียนของเรายังไม่มีเครื่องแบบ ใครจะแต่งตัวอย่างไรมาเรียนก็ได้ ฉะนั้น ขอให้ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดู โรงเรียนของเราในสมัยก่อนจึงมีลักษณะเป็นโรงเรียนสหประชาชาติ เพราะมีเด็กหลายชาติหลายภาษา มีไทย จีน อินเดีย ฝรั่ง(ลูกครึ่ง) ปะปน แต่งตัวต่าง ๆ กัน แม้เด็กไทยเองก็มาจากหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วประเทศ เด้กไทยก็นุ่งกางเกงขาสั้น กางเกงจีนขายาวบ้าง ใส่เสื้อกุยเฮงบ้าง เสื้อคอปิดกระดุมห้าเม็ดบ้าง ทั้งเสื้อทั้งกางเกงสีสรรต่าง ๆ กัน รองเท้าก็ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง ส่วนมากใส่รองเท้าสานแตะ เด็กจีนก็แต่งตัวแบบจีนในสมัยนั้น คือ กางเกงจีนขายาว เสื้อกุยเฮง ฯลฯ  เด็กอินเดียก็แต่งแบบอินเดีย โพกหัวเอาไว้หนวดเครารุงรัง พวกเราชอบแกล้งดึงผ้าโพกหัวออก แล้วกะตุกมวยผมเล่น เป้นที่สนุกสนานสำราญใจมาก แม้ว่าการกระทำเช่นนั้นบราเดอร์จะได้เคยลงโทษ ก็อดไม่ได้

 

       พูดถึงเรื่องการแต่งตัวไปโรงเรียน ข้าพเจ้าเคยจำได้ว่าในต้นปี 2475 นั้น วันหนึ่งถึงเวลาตีระฆังเข้าแถวเตรยมเข้าห้องเรียนแล้ว ได้มีเด็กไทยอยู่ Standard VIII ผู้หนึ่ง นุ่งผ้าม่วงตัดผมหลักแจว จูงสุนัขตัวหนึ่งเดินไปเข้าแถวด้วย จึงพวกเราทั้งหมดหันไปมองเป็นตาเดียว และส่งเสียงกันอึงคนึง ต่อจากนั้นมาอีกไม่กี่เดือนข้าพเจ้าจำไม่ได้ เราจึงมีเครื่องแบบขึ้น คือ ใช้กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน เสื้อชั้นนอกสีขาว กระดุมเครื่องหมาย A.C. 5 เม็ด ถุงเท้ายาวขาวรองเท้าหุ้มสันสีดำ และหมวกโพโลขาว

 

       ตอนมีเครื่องแบบใหม่ๆ จำได้ว่าเราเห่อกันนัก สำหรับเด็กในนั้น ดูเหมือนจะเป้นพิเศษทีเดียว เพราะเด็กในตอนนั้นบราเดอร์พาไปสนามวิลลามงฟอร์ตในวันพฤหัสบดี และวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุด พาเดินเข้าแถวไป เราแต่งตัวกันเสียเปี๊ยบ พิถีพิถันแข่งขันกันมาก เช่น เสื้อกางเกงต้องเอาที่ซักใหม่ รัดกลับขึ้นโง้ง รองเท้าขัดมันดำขลับ ถุงเท้าซักขาว หมวกพอกแป้งขาว แม้กระดุมเครื่องหมาย A.C.ก็ขัดกันเสียมันวับ กางเกงขาสั้นในสมัยนั้นนิยมขากว้าง ยิ่งกว้างเท่าไรยิ่งสมาร์ท

 

       นักเรียนอัสสัมชัญในสมัยนั้นแยกเป็น 2 พวก คือพวกเล็กและพวกใหญ่ พวกเล็กก็ตั้งแต่ Standard II ลงมาถึงชั้นมูล พวกใหญ่ตั้งแต่ชั้น Standard III ถึง Standard VIII ข้าพเจ้าอยู่ชั้น Standard III ก็ได้เข้าอยู่พวกใหญ่เลย ข้าพเจ้าอยู่ A.C. จนจบ Standard VIII เรียนปีละขั้น ไม่เคยตก ไม่เคยข้ามขั้น และเป็นเด็กในตลอด ชีวิตเด็กในนั้นสนุกสนานมากนอกจากบราเดอร์จะพาออกนอกบริเวณโรงเรียนในวันพฤหัส - วันอาทิตย์แล้ว นาน ๆ สัก 2 - 3 เดือน เราจึงจะได้มีโอกาสได้ “ปล่อย” ออกไปข้างนอกตามลำพังสักครั้ง ซึ่งรู้สึกว่าเป็นวันที่มีความสุขเหลือเกิน เมื่อรู้ว่าวันไหนจะได้ “ปล่อย” เราดีใจกันมาก ได้แต่นั่งนับวันคอย โดยเฉพาะคืนวันก่อนวันที่จะถึงวันปล่อย ข้าพเจ้าจำได้ว่านอนไม่หลับเสียเลย คิดไปร้อยแปด เมื่อตอนเด็ก ๆ หน่อย ก็คิดว่าจะไปซื้อขนมอะไรกินดี ไปเที่ยวไหนดีที่มีของเล่นขายที่ถูกใจ เช่น ลูกหิน - ฟุตบอล - เรือบิน ฯลฯ หรือแม่หนังสะติ๊ค พอตอนอยู่ห้อง 7 - 8 ชักเป้นหนุ่มแล้วก็คิดจะไปดูหนังเฉลิมกรุง (ไปดผู้คนแถวหน้าโรงหนัง) และไปหาซื้อผ้าเช็คหน้าปักกระเป่าสวยแล้วก็ไปกินบะหมี่ ก๊วยเตี๋ยว ให้อิ่ม

 

       ชีวิตเด็กในนั้น ข้าพเจ้าจำได้ว่าที่สนุกที่สุดคือตอนหนีบราเดอร์ออกไปกินขนมข้างนอก แล้วย่องกลับได้โดยปลอดภัย วิธีการ “หนี” ออกไปกินขนมข้างนอกในสมัยนั้นก้คือ ตอนเวลาหยุดพัก บราเดอร์หันหลังให้ก็หลบแพล๊บ วิ่งแน้บไปซื้อขนมกิน เสร็จแล้วเวลาขาเข้าใจคคอไม่ดี ต้องแอบลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่แถวประตู ถ้าใจกล้าสักหน่อยก็ทำเดินเข้ามาเฉย ๆ แต่ส่วนมากพรรคพวกข้างในคอยใน “ ซิกแนล” แต่ก็แน่ละ ต้องมีขนมมาฝากพวกให้ซิกแนลด้วย ถ้าโชคไม่ดีเกิดเคราะห์ร้ายบราเดอร์จับได้ก็ถูกลงโทษ “ยืนเสา” หรือโดนจดชื่อ “Bad Note” ข้าพเจ้าจำได้ว่าเมื่อตอนอยู่ชั้น Standard IV วันหนึ่งตอนเที่ยง ข้าพเจ้าหนีบราเดอร์ออกไปซื้อขนมกินทางพวกเล็ก ไปซื้อไอศกรีมแท่ง (ตอนนั้น เรียก “ไอติมหลอด”) ซื้อได้อันหนึ่ง กำลังกินเพลิน ก็เหลือบไปเห็นบราเดอร์องค์หนึ่งเดินมาจากวัด ตรงมาทางประตูพวกเล็ด ข้าพเจ้าตกใจมาก รีบวิ่งหนีเข้าประตู แต่โชคร้ายวิ่งไปชนเอาพุงบราเดอร์แอมเม่เข้าเต็มแรง ไอศกรีม หลุดจากมือตกดินไป บราเดอร์ลงโทษด้วยการบิดหู บิด ซ้าย - ขวา ข้าพเจ้าน้ำตาไหลพรู ไม่ใช่แต่เพราะเสียหายไอศกรีม ได้แต่มองจนไอติมหลอดละลายละเลงไปกับพื้นดินด้วยความอาลัย

 

       สมัยเมื่อ 20 กว่าปีกว่ามาแล้วนั้น การกีฬาที่ A.C. เฟื่องที่สุด คือ ฟุตบอล ทั้งฟุตบอลนักเรียน ฟุตบบอลถ้วยน้อย ถ้วยใหญ่ ทีมของ A.C เป็นทีมที่ผู้อื่นจะประมาทไม่ได้เป็นอันขาด เราได้ไว้ลาย แดง - ขาว ทำชื่อเสียงไว้มาก ข้าพเจ้าได้เคยเข้าทีมฟุตบอลรุ่นเล็กในปี พ.ศ.2476 และปีนั้นได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายชิงโล่ห์กับโรงเรียนวัดบวรนิเวศ แต่โชคไม่อำนวย ปีนั้นบวรฯ เอาโล่ห์ไปครองเสีย ที่ว่าโชคไม่อำนวย เพราะว่าทีมของเราตัวเล็ก ๆ ทั้งนั้น สมัยนั้นเอาแต่ส่วนสูงไม่คำนึงถึงน้ำหนักหรืออายุ ฉะนั้น ทีมของบวรฯ จึงตัวหนา ๆ แข้งโต ๆ เด็กหนวดทั้งนั้น และการตัดสินก็ไม่กวดขันเหมือนเดี๋ยวนี้ เช่น ประตูจับลูกฟุตบอลได้แล้ว กองหน้าฝ่ายข้ามสามารถจะ Charge ประตูได้ หมายความว่าไปแย่งเตะฟุตบอลที่ประตูถืออยู่ก็ยังได้ และยิ่งกว่านั้น ทางด้านหลังประตูของเรายังมีนักเรียนโต ๆ ของฝ่ายคู่แข่ง มาคอยตะโกน เช่น ขู่ว่า ถ้าเตะดี จะให้นักเลงคอยตีหัวบ้าง ขู้ว่า จะโดนสนับบ้าง ฯลฯ เล่นเอาข้าเพจ้าซึ่งยังตัวเล็ก ๆ อยู่ใจคอไม่ดีเลย แข้งขาอ่อน เตะฟุตบอลไม่เต็มเท้าเลย เวลาเล่นก็ต้องคอยระวัง ลูกฟุตบอลไปแล้วก็ยังไม่ปลอดภัย อาจโดนแข้งหลงได้ และเวลาชุลมุลกัน ถ้าไม่โดนศอกปักกลางหลังก็นับว่าโชคดี และในปีนั้นข้าพเจ้าได้เหรียญทองแดง

 

       ชีวิตนักเรียนของข้าพเจ้าในรั้ว A.C. ตลอดระยะเวลา 6 ปี เมื่อพูดถึงคะแนนรวมแล้วว่าดี โดยเฉพาะตอนห้อง 7 - 8 ไม่รู้ว่าไปทำอย่างไรบราเดอร์ฮีแลร์จึงไว้ใจมาก ถึงกับอนุญาตให้กลับบ้านหรือลาออกนอกบริเวณโรงเรียนได้ โดยที่ไม่ต้องมีจดหมายของผู้ปกครองมาลา หรือมารับโดยเฉพาะเมื่ออยู่ห้อง 8 หรือปีสุดท้ายนั้น เราต้องไปสอบเอาประกาศนียบัตรของกระทรวงศึกษาฯด้วย เหตุการณ์บังคับให้ข้าพเจ้าต้องขยันดูหนังสือมากกว่าเด็กนอก เพราะเด็กในนั้นพอสองทุ่มก็ขึ้นนอนแล้ว ฉะนั้นเรื่องเที่ยวหรือการซุกซนอื่น ๆ ก็พลอยเบาบางลง

 

       ข้าพเจ้าสอบได้ห้อง 8 ของโรงเรียน และของกระทรวงฯ เมื่อ พ.ศ. 2480 และได้เข้าศึกษาต่อในจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ในปี 2472 ในแผนกวิศวกรรมศาสตร์ และในต้นปี 2484 ผู้ปกครองได้ส่งไปศึกษาต่อ ที่ประเทศฟิลิปปินส์ และในปลายปีนั้นเองสงครามมหาเอเชียบูรพาก็ระเบิดขึ้น ข้าพเจ้าพร้อมด้วยนักเรียนไทยทั้งหลายในฟิลิปปินส์จึงถูกส่งตัวกลับประเทศไทย ข้าพเจ้าได้กลับเข้าศ฿กษาต่อในจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยอีก จนจบการศึกษาในแผนกวิศวกรรศาสตร์ ในปี 2476 และหลังจากนั้นก็ได้เข้ารับราชการในกองทัพอากาศจนปัจจุบันนี้

 

       ในต้นปี พ.ศ.2492 กองทัพอากศได้ส่งข้าพเจ้าไปดูงานสร้างเครื่องบินที่คานาดาและอเมริกา และในปลายปีของเดียวกันนี้ ข้าพเจ้าได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารอากาศประจำประเทศอังกฤษ จนกระทั่ง พ.ศ. 2496 จึงกลับประเทศไทย หลังจากกลับจากต่างประเทศแล้ว ข้าพเจ้าได้ถูกโอนตัวย้ายงานเร่ร่อนหลายแห่ง คือ ไปเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำอยู๋ไม่กี่เดือนก็ย้ายมาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งเป็นตำแหน่งในปัจจุบันนี้

 

       ในบรรดานักเรียน A.C. ด้วยกัน เห็นจะเป็นเพราะข้าพเจ้ามีสิ่งพิเศษกว่าผู้อื่น คือมีเลขประจำตัว 10,000 และอาจมีอะไร “หมื่น” ด้วย จึงเป็นผู้มีโชคหนักหนา คือไปไหนก็ไม่ตกอับ ไม่ว่าจะไปไหนทั่วเมืองไทยและในต่างประเทศ ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสไปราชการต่างประเทศหลายครั้ง คือ ไปอเมริกา 2 ครั้ง และยุโรป 3 ครั้ง ข้าพเจ้าได้พบนักเรียนเก่า A.C. แทรกอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง และถ้าเป็นนักเรียน A.C. ในระหว่างปี 2475 - 2480 ไม่่ว่าจะเป็นแผนกอังกฤษหรือฝรั่งเศส เมื่อได้พบกัน แม้ข้าพเจ้าจะจำเข้าไม่ได้จริง ๆ ทุกคนที่ข้าพเจ้าได้พบจะบอกว่า “คุณเป็นนักเรียน A.C. เลขประจำตัวหมื่นใคร ๆ ก็รู้จัก” เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวแต่ตอนต้นแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้รับพรพิเศษ คือได้รับความอนุเคราะห์จากศฺิษย์เก่า A.C. ทั่วไป

 

       ข้าพเจ้ารู็สึกภาคภูมิใจเป็นอันมากที่ได้มีโอกาสเป็นศิษย์เก่าของ A.C. และข้าพเจ้าต้องยอมรับสารภาพอย่างหน้าชื่นว่า ที่ข้าพเจ้าได้ดิบได้ดีมาถึงเพียงนี้ หรือที่ข้าพเจ้ามีอาชีพหากินมีหน้ามีตาอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะโรงเรียนอัสสัมชัญที่รักของข้าพเจ้า ได้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้อันเป็นบันไดขั้นแรกให้ ความรู้ที่ข้าพเจ้าได้รับในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเพียงบันไดขั้นรองและโดยเฉพาะข้าพเจ้าได้พื้นในเรื่องภาษาจาก A.C. อย่างมากทีเดียว

 

       ฉะนั้น ก่อนที่จะยุติเรื่อง “นำเบอร์ 10,000” ของข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้าขอระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิประสาท วิชาความรู้นั้นให้ข้าพเจ้าเป็นตัวตนขึ้นมา หากจะมีกรรมดีสิ่งใดที่ข้าพเจ้าได้ประกอบไว้แก่ชาติบ้านเมืองบ้าง ก็ขออุทิศส่วนดีนั้นแก่ครูบาอาจารย์ที่เคารพทุกท่านที่ได้อุตส่าห์ปลุกปล้ำสั่งสอนข้าพเจ้ามา.





Author: ทินกร พันธุ์กระวี