ประภากร วทานยกุล : เวลาคุณอยู่อัสสัม คุณไม่รู้สึกประทับใจอะไรหรอก

ผู้เขียน : ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์ & สิทธิกานต์ ธีระวัฒนชัย
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
สถานที่ : บริษัทสถาปนิก 49 ซอยสุขุมวิท 26 เขตสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย
product

         ชายร่างใหญ่สูงวัย หน้าลูกครึ่งแขก แต่งกายด้วยชุดเอี๊ยมสีดำ ภายในข้อมือเขาเต็มไปด้วยริสต์แบนด์มากมาย อย่างเป็นเอกลักษณ์ โดยหนึ่งในนั้นเป็นริสต์แบนด์โรงเรียนอัสสัมชัญที่ระบุคำว่า "Proud To Be AC" เขาคือหนึ่งในผู้ที่มีความภาคภูมิใจและรักในความเป็นอัสสัมชัญมากที่สุดคนหนึ่ง ด้วยอดีตในโรงเรียนที่เป็นคนเกเรมาก บวกกับการเรียนที่ไม่ดี ทำให้เขาต้องซ้ำชั้นถึงสองครั้ง ใครจะคิดละว่าในเวลาต่อมาเขาคนนี้จะกลายเป็นหนึ่งในนักธุรกิจ-สถาปนิกชาวไทยที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่ง เขาคนนั้นก็คือ คุณประภากร วทานยกุล อัสสัมชนิก 22066 รุ่น 87 ปัจจุบันดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท A49 จำกัด สำนักสถาปนิกที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย


“พี่ก็เป็นเด็กเกเร เกเรทีเดียว อยู่อัสสัมนานมาก เรียนมาตั้งแต่ ป.1 จนถึง ป.6 ก็สอบตก ปีนั้นก็ตกกันเยอะมาก ตกกันถึง 34 คน ในชั้น ก็เลยเปิดห้องใหม่ได้หนึ่งห้อง เป็น ป.6 E พอตกมานี่ ก็เท่ากับว่า ได้เพื่อนเพิ่มมาอีกรุ่นนึง ก็คือรุ่นน้องที่ตามขึ้นมา“


          “ก็เรียนมาเรื่อยๆ จนถึง ม.6 สมัยก่อนเนี่ย มี มศ.4 มศ.5 ม.6 ก็คือ มศ.3 พอจบ มศ.3 แล้วเนี่ย ก็คือเหลืออีก 2 ปี เพื่อเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีการแยกย้ายกันไป ใครจะไปสอบเข้าเตรียมฯก็ไป ใครจะไปสอบที่ไหนก็ไป ใครจะอยู่อัสสัมต่อก็อยู่ ไอ้เราเนี่ยก็เป็นคนติดที่ ไม่อยากไปไหน ก็อยู่อัสสัมมาตลอด“

         “ตอนที่ผมอยู่ มศ.3 เนี่ย ก็ยังเป็นเด็กท้ายห้องอยู่ดี เวลาเรียนก็ไม่ใช่ว่าเป็นคนเรียนเก่ง เกเรด้วย สอบเนี่ย ตอนประกาศผลสอบก็จะประกาศในห้องประชุม เรียงแถวกัน สองแถว ก็จะเรียกแถวที่หนึ่ง เป็นภาษาอังกฤษนะ First Class Honor  ก็ขึ้นไปรับเหรียญจากราเดอร์หลุยส์ ไล่ลำดับที่หนึ่งจากหัวแถวมาเรื่อย ๆ สอง สาม สี่ ห้า เค้าก็จะบอก อย่างเช่น ที่หนึ่ง 89 points แล้วก็ไล่มาเรื่อยจนถึง 50 ก็จะมี 50.1 50.2 ก็ไล่ไป จนถึง 50.00 ก็ยังไม่มีชื่อเรา และสุดท้ายก็จะเป็น Below Average ก็คือตกอะครับ ตกก็ต้องลุ้นต่อว่าจะเป็นคนที่เท่าไหร่ของแถวสอง ก็คนแรกมั่ง คนที่สองมั่ง ไม่เคยเป็นคนที่โหล่ อย่างน้อยก็รองที่โหล่มี อะไรอย่างนี้นะ“


“ชีวิตเด็กตอนนั้น เวลาประกาศผลสอบแล้วตกเนี่ย มันต้องจากเพื่อนนะ มันต้องจากเพื่อนไปหมดเลย เค้าไปแล้ว เราก็ต้องมาเจอกับน้อง ซึ่งก็คือเพื่อนใหม่“


          “พี่ถึงมีเพื่อนบนล่างเยอะมาก เพราะสถาปัตย์เนี่ย พี่ไม่ได้เข้าได้ทันที ผมไปอยู่วิทยาลัยกรุงเทพ ไปอยู่รามคำแหง ผมเข้าได้ตอนอีกปีนึง เรื่องตอนเลือกเข้าสถาปัตย์นี่ก็เป็นเรื่อง สันดานจากทางบ้าน สมัยก่อนเนี่ยมีสถาปัตย์สามัญ จุฬา ศิลปากร ลาดกระบัง เท่านั้นเอง ไม่มีที่อื่น พี่ก็เลือกสถาปัตย์เรียงลงมาสามอันดับตามที่พูด แล้วก็เลือกบัญชี เลือกนิเทศศาสตร์ ก็ไม่ติด จนมารอบสอง ถึงติดสถาปัตย์ จุฬา ที่ 24 จาก 81 คน ซึ่งจะช้ากว่ารุ่นพี่เอง ที่อยู่ปีสาม“

          “ตอนพี่อยู่ปีหนึ่ง รุ่นพี่นี่เข้าสถาปัตย์ จุฬาเยอะสุด ทั้งหมดน่าจะแปดคนคน ในรุ่นเดียวกัน เยอะสุด อยู่ที่คณะก็มีอาจารย์กฤษฎา อาจารย์วิมลสิทธิ์ พวกนี้เก่งมาก ๆ ก็เป็นอัสสัม อาจารย์วิมลสิทธิ์นี่ก็ทำงานคณะกรรมการสภาด้วยกัน ทะเลาะกันตลอด (ฮาๆ) ตอนที่เข้าไม่ได้ ก็ไปอยู่วิทยาลัยกรุงเทพ และก็ไปอยู่รามคำแหง อยู่วิทยาลัยกรุงเทพ เพราะต้องการเรียน ร.ด. แต่ไปสิงอยู่รามคำแหง เพราะว่าอยู่กับเพื่อน ก็กลับไปโรงเรียนเหมือนกัน แต่ก็เดินไม่ได้เชิดหน้าชูตาอะไร รับสภาพตัวเอง“

          “แต่ปีที่ผมติดปีหนึ่งเนี่ย ผมแต่งชุดเต็มที่เลย เน็กไทด์ พระเกี้ยว กางเกงสีน้ำเงินขาบาน เสื้อสีขาว ควงแฟน อยู่คณะนิเทศศาสตร์ เป็นดาวคณะ สวยมาก ไม่เอ่ยชื่อ ควงไปโรงเรียนเพื่อจะไปอวด แต่ก่อนวันหนึ่ง กูเป็นเด็กขี้หมา“


“แต่ตอนนี้กูเข้าจุฬาได้ แล้วมีแฟนที่สวยด้วย เจอ ม.สนอง ม.สนอง ทักว่าไงคุณรู้มั้ย...นายประภากร อยู่รามคำแหง มีความสุขมั้ย“


          “นึกออกมั้ย ทั้งๆที่ ไทด์เนี่ย ก็พระเกี้ยวให้เห็นอยู่แล้ว แต่หน้ามันเป็นไปไม่ได้ไง หน้าคนเหลือเดนอ่ะ หน้าที่คนมองว่ามันไม่มีทางจะมาแตะพระเกี้ยวได้หรอก นี่คือสิ่งที่เสริมเข้ามา”

 

พี่ประทับใจอะไรในโรงเรียนมากที่สุดครับ ?


“เวลาคุณอยู่อัสสัมเนี่ย คุณไม่รู้สึกประทับใจอะไรหรอก เพราะคุณอยู่เป็นสิบปี คุณรู้สึกว่ามันเป็น Routine มันเป็นสิ่งที่คุณต้องไป“


          “เช้าก็คือต้องไปเรียน วิ่งให้ทันกระดิ่ง ถ้าทันกระดิ่งหนึ่งก็สบายใจ ไม่ทันกระดิ่งหนึ่ง ต้องลุ้นกระดิ่งสอง ละอัสสัมเนี่ย หยุดวันพฤหัส หับวันอาทิตย์ สมัยก่อนโรงเรียนชาญฉลาด เหมือนแบบพักเบรคครึ่ง คุณเรียน จันทร์ อังคาร พุธเหนื่อยมาก คุณเบรควันพฤหัส Relax ไปทำการบงการบ้าน เรียนต่อศุกร์ เสาร์ อีกสองวัน ละก็หยุดวันอาทิตย์ นั่นคือความชาญฉลาดของโรงเรียนเราในสมัยก่อน มีเบรคกลาง แต่ปัจจุบันก็เปลี่ยน ข้อดีของการหยุดเสาร์อาทิตย์ ก็คือได้หยุดยาวขึ้นมานิดนึง แต่เรียนห้าวัน จันทร์ถึงศุกร์ เหนื่อยกว่านะ ก็แล้วแต่จะเลือก ตอนหลังก็เปลี่ยนเป็นเสาร์อาทิตย์

          “แต่สมัยพี่เนี่ยคือ พฤหัส อาทิตย์ วันพุธก็จะมีหนังโรงเรียน สิ่งที่ประทับใจก็เนี่ยแหละ รอวันพุธมีหนังโรงเรียน เดือนละหน วันพุธก็จะมีหนังฉาย พวกวันดีเดย์ ยกพลขึ้นบกอะไรแบบนี้ หนังเก่าๆ มาฉาย ฉายไปก็ฟิล์มไหม้ ไฟดับ ก็เฮกัน ในหอประชุมสุวรรณสมโภช อยู่โรงเรียนเนี่ยไม่ได้ประทับใจ เพราะว่า มันต้องทำการบ้าน พี่ไม่ใช่คนทำการบ้าน พี่เป็นคนลอกการบ้าน คือน้องพี่เนี่ยจะซื่อสัตย์ นั่งทำการบ้าน ดึก ๆ เนี่ย นั่งร้องไห้ไป ทำการบ้านไป แต่ไม่ยอมลอกใคร ทำให้เสร็จ ผมแม่งนอนสบาย ไม่เคยทำ แต่ต้องมาเช้า เอาเวลามาลอกการบ้าน ลอกโจทย์ ละก็สองบรรทัดตอบ ๆ ไม่ได้มีวิธีการ ก็โดนตีไป เวลาส่งการบ้านที่ไม่มีเนื้อข้างในเนี่ย ต้องหนีชั่วโมง“

          “สมัย ป.4 C ม.สุรินทร์ ให้ส่งการบ้าน ก็ไม่มี พี่ก็หนี อัสสัมเนี่ยเข้า 8.40 น. แล้วก็มีพักตอน 10.40 น. พัก 10 นาที ละก็เที่ยง ละก็พักอีกทีตอน 14.40 น. ละก็เรียนจนนึง 15.40 น. เป็นอันจบ พักที่สองเนี่ย ก่อนที่จะเรียนชั่วโมงสุดท้าย ละก็เลิก คือส่งการบ้านที่ลอกไปนะ แต่รู้ว่าถ้าอยู่ในห้องนี่โดนตีแน่ ๆ พี่ก็ไปหลบอยู่ในห้องส้วม ซึ่งอยู่ทางที่จอดรถปัจจุบันเนี่ย เรียง ๆ ไป ก็รอไปอะไรไป จนได้ยินเสียงกระดิ่ง ก็ดีใจ จบหนึ่งชั่วโมงอยู่ในห้องส้วม ก็รีบวิ่งกลับมาที่ห้องที่อยู่ตึกกอลมเบต์ แล้วมันก็จะมีเป็น Corridor เหมือนแยกไปเป็นสองห้อง แต่คุณจะไม่เห็นหรอกว่าในห้องเป็นอย่างไร จนกว่าจะเปิดบังตาเข้าไป พอกระดิ่งสอง คนก็ออกมาเต็มไปหมดแล้ว เสียงเจี๊ยวจ๊าว รอดแล้วกู ไม่เจอ ม.สุรินทร์ ก็กลับมาในห้อง เปิดบังตาเข้าไป ทุกคนอยู่ในห้องเต็มหมด ม.สุรินทร์ยังไม่ปล่อย โดนตี โดนคุกเข่าตี สมัยก่อนโหด คุกเข่าตี ก็ผูกใจเจ็บ หลาย ๆ อย่าง“


“คุณถึงจะรู้ว่า ความประทับใจเนี่ย สุดท้ายมันจะมาบอกตอนที่ เราออกมาแล้ว ไปนั่งมุมนี้ก็มีประวัติศาสตร์ ไปนั่งมุมนี้ก็มีประวัติศาสตร์ นั่งร้องไห้แฟนทิ้งใต้ตึก ก็มีประวัติศาสตร์“


          “วันคริสมาสต์ มี AC Fair แฟนคนนี้ถักผ้าพันคอให้ ไปเจอแฟนอีกคนหนึ่ง เอ้ย หนาว ก็เอาผ้าพันคอคนนี้ ไปให้อีกคนนึง ไอ้คนนั้นมาเจอก็ตีกัน ทะเลาะกัน อะไรอย่างงี้ มันก็วัยรุ่นอะนะ อย่างวันที่นั่งตรงนี้รอผลสอบ แล้วตก อย่างเรื่องสอบตกซ้ำชั้นเนี่ยถือเป็น Subconscious ของพี่มาโดยตลอด“


Author: ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์ & สิทธิกานต์ ธีระวัฒนชัย