มุสาวาทาเวรมณี : ป๋วย อึ้งภากรณ์

ผู้เขียน : ป๋วย อึ้งภากรณ์
product

มุสาวาทาเวรมณี
ป๋วย อึ้งภารณ์ อัสสัมชนิกเลขที่ 3036 ใน อุโฆษสาร 1952



-1-


          ระหว่างสงครามญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ข้าพเจ้าอยู่ภายนอกประเทศไทย พยายามจะเข้าประเทศ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 พยายามเข้ามาทางเรือดำน้ำ จะขึ้นบกที่พังงาในเดือนธันวาคม 2486 มาลอยลำจมลำอยู่หลายเวลา ไม่ได้รับสัญญาณตามแผนการ จึงต้องกลับไปอินเดีย ครั้งที่ 2 พยายามเข้ามาทางเครื่องบิน เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2487 จะลงร่มที่ป่านครสวรรค์ แต่เมื่อมาบินวนเวียนอยู่ราวชั่วโมง นักบินหาที่หมายไม่พบ จึงต้องกลับไปอีก ครั้งที่ 3 เมื่อปลายเดือนมีนาคม 2488 นั้นเอง เข้ามาด้วยวิธีเดียวกับครั้งที่ 2 ครานี้นับว่านักบินพบที่หมายแล้ว ข้าพเจ้ากับเพื่อน 2 คนจึงลงร่มแผล็วมา แต่ในไม่ช้าก็รู้ว่าลงผิดที่ แทนจะเป็นป่าในจังหวัดนครสวรรค์ กลับเป็นข้างหมู๋บ้านวังน้ำขาวในจังหวัดชัยนาท และในไม่ช้าก็ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยจับตัว คุมขังไว้ที่จังหวัดชัยนาทหลายเวลา แล้วคงนำตัวเข้ามาส่งกองตำรวจสันติบาลที่กรุงเทพฯ 

          ในนิทานเรืองนี้ จะฟื้นเอาความหลังบางชิ้นมาเล่าสู่กันฟังเฉพาะเท่าที่อัสสัมชนิก ข้าพเจ้าได้พบปะอัสสัมชนิกอื่น ๆ บางท่านในระหว่างปลายปี 2486 คาบต้นปี 2487



-2-


          เมื่อข้าพเจ้ากับเพื่อน 2 คน กลับจากทะเลในเดือนธันวาคม 2486 ผู้บังคับบัญชาก็อนุมัติให้ลาพักผ่อนข้าพเจ้าเลือกไปตากอากาศที่เมือง Ootacamund บนเทือกเขานิลคีรี ในจังหวัดมัทราสของอินเดียที่เลือกไปที่นั่น ก็เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าเป็นที่สวยงามอากาศดีประการหนึ่งกับทราบว่าครูบาอาจารย์ คือ ภราดาไมเกิล กับภราดาฮีแลร์ พักอยู่ใกล้ ๆ นั้น อยากจะพบท่านด้วยอีกประการหนึ่ง เพราะฉะนั้น เมื่อขึ้นไปถึงที่พักแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้หาโอกาสไปเยือนท่านอาจารย์ทั้งสอง โดยที่ท่านไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อน และได้มีโอกาสวิสาสะกับท่านตามประสา ผู้ที่พลักบ้านเมืองไป ต่างก็ยินดีที่ได้พบอาจารย์และศิษย์เป็นธรรมดา 

          จำได้ว้าพบกับอาจารย์ฮีแลร์หลายต่อหลายครั้ง เดินคุยกันแทบทุกวัน ข้อที่จำได้เป็นมั่นเหมาะก็คือ ได้โอกาสเรียนภาษาไทยจากท่านอีก คือท่านอธิบายว่า Nilgiri นี้ก็คือตรงกับคำไทย นิลคีรี แปลว่า เขาสีน้ำเงิน หรือคำตลาดเรียกว่าเขาเขียว และ Ootacamund ก็ไม่ใช่อื่นไกล คือคำไทยว่า อุทกมัณฑะ หรือ อุทกมณฑล นั่นเอง ชื่อคงจะเนืองมาจากฝนตกและมีน้ำมากนั่นเอง 

          มาลำบากใจตอนที่อาจารย์ท่านซักถามทุกข์สุข และโดยเฉพาะถามว่าไปไหนมา สมัยนี้ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคงจะยังมีการสอนมิให้กล่าวคำเท็จอยู่ สมัยที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ก็ได้รับคำสั่งสอนเหมือนกัน แต่ในฐานะของข้าพเจ้าในครั้งนั้น จำเป็นต้องลุศีล มีแต่จะลุมากหรือลุน้อยเท่านั้น กับท่านอาจารย์จำเป็นต้องลุแต่น้อยหน่อย ข้าพเจ้าเล่าให้ท่านฟังว่าเป็นทหารในเครื่องแบบอังกฤษไปทำงานฝ่ายทะเลมา ทั้ง ๆ ที่สวมเครื่องแบบทหารบก เพราะกองเสรีไทยเราเป็นกองพิเศษต้องทำงานทุกด้าน ท่านอาจารย์ก็คงรู้เชิง ท่านไม่ซักอะไรนัก

          ต่อมาเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2487 ข้าพเจ้าผ่านเข้าไปในกรุงเดลฮี ได้พบอาจารย์ฮีแลร์อีกที่นั่น ท่านก็ถามตามประสาที่ท่านเป็นห่วงว่า ลูกเอ๋ย คราวนี้จะไปบกหรือไปน้ำ ข้าพเจ้าตอบว่าไปเรือบิน ท่านก็ได้ให้ศีลให้พรคุมเกล้ามาเป็นกำลังใจสำคัญนัก

 

จากซ้าย ร.ต.ประทาน เปรมกมล, ร.ต.วรรณพฤกษ์, ภราดาจอห์น, เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์, เจษฎาธิการ ไมเกิล และ ร.ต.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่กรุงเดลี ประเทศอินเดีย ระหว่างสงคราม


(รูปจาก : เริงไชย พุทธาโร, บรรณาธิการ. (2546). ตำนานเสรีไทย. หน้า 710.)



-3-


          เมื่อข้าพเจ้าถูกกุมตัวอยู่ที่ชัยนาท เจ้าหน้าที่นำฝากขังไว้ที่เรือนจำจังหวัดประมาณ 1 สัปดาห์แล้วจึงนำตัวมากรุงเทพฯ วันที่ผู้กำกับการตำรจจะนำตัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ นั้น เวลาเข้าเขาเบิกตัวจากเรือนจำมาไว้ที่โรงพัก แล้วนำลงเรือนั่งรออยู่ ราษฎรชาวเมืองมาชมบารมีข้าพเจ้าในเครื่องจองจำพันธนาการกันแน่นขนัด แต่เงยหน้าขึ้นมอง ที่ไหนได้ ครูเทียม ส่งศิริ (ครูโรงเรียนอัสสัมชัญ พวกรุ่นข้าพเจ้าจะจำได้ว่าแก “คุม” ฟุตบอลรุ่นเล็ก (เดี๋ยวนี้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว) มานั่งอยู่ในเรือข้าง ๆ ข้าพเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าไม่กล้าทักแก เพราะกลัวจะทำให้แกลำบากแต่แกก็อุตส่าห์มาทักทายด้วย แอบกระซิบถามข้าพเจ้าถึงข่าวน้องภรรยาแกซึ่งเป็นเพื่อนกับข้าพเจ้า เป็นนักเรียนในประเทศอังกฤษเหมือนกัน ข้าพเจ้าทราบมาก่อนแล้วว่า เพื่อนคนนี้ของข้าพเจ้ามีพื้นเพอยู่ที่ชัยนาท ครั้นจะบอกความจริงแก่ครูเที่ยมก็ใช่ที่ เพราะถ้าบอกว่าน้องภรรยาแกกำลังจะโดร่มตามข้าพเจ้ามาจากอินเดีย นอกจากจะเป็นการเปิดเผยความลับแล้วยังจะทำให้บิดามารดาญาติพี่น้องของเขาวิตกกังวลไปเปล่า ๆ จึงวางหน้าเฉยตาเฉยกล่าวมุสาวาทขึ้นอีกว่า น้องภรรยาครูเทียมนั้น ยังเรียนกฏหมายอยู่ที่เคมบริดจ์ พบกันครั้งสุดท้ายเป็นสุขสบายดี



-4-


          ต่อมาตำรวจนำตัวจข้าพเจ้าส่งที่กองตำรวจสันติบาลในกรุงเทพฯ ผู้ที่รับตัวข้าพเจ้ามาคุมขังไม่ใช่อื่นไกลเลย ร้อยตำรวจเอก (ต่อมาเป็น พันตรวจตรี และลาออกจากราชการแล้ว) พะโยม จันทรัคคะ เรียนฝรั่งเศสก่อนข้าพเจ้าสัก 2 ชั้น ได้เห็นหน้าคุณพะโยมเหมือนได้แก้ว เพราะแกส่งภาษาฝรั่งเศสบอกว่าไม่เป็นไป พวกเราทั้งนั้น คุณพะโยมเป็นสารวัตร อยู่ใต้รองผู้กำกับการ คือคุณจำรัส มัณฑุกานนท์ (อัสสัมชนิกนักฟุตบอลที่พวกเราที่สุภาพสักหน่อยเรียกกันว่า “นายเถร”) และรายงานเรื่องพลร่มนี้โดยตรงต่ออธิบดีกรมตำรวจ อัสสัมชนิก คุณหลวงอดุลเดชจรัส เพราะฉะนั้น เข้าใจว่าโทษโพยอย่างไรก็คงไม่รุนแรงกว่าถูกยืนเสาจากสี่โมงถึงห้าโมงเย็นเป็นแน่ 

          บุญคุณของท่านอัสสัมชนิกทั้งตำรวจและไม่ตำรวจ และบุญคุณของท่านผู้ใหญ่ทั้งอัสสัมชนิกและไม่อัสสัมชนิกทั้งมวลที่มีต่อข้าพเจ้านั้น เหลือที่จะคณนาและพรรณาในที่นี้ แต่ทั้ง ๆ ที่พบเพื่อนนักเรียนด้วยกันก็ตามที ในครั้งนั้น มุสาวาทต้องมาก่อน ความเลวของสงครามมีเช่นนี้ ถึงจะเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขกันก็ต้องโกหกกันก่อน ต่อเชื่อใจกันแล้วจึงขยายเรื่องให้กันฟัง คุณพะโยมกับข้าพเจ้าก็ไม่เป็นข้อยกเว้น แต่เมื่อคุณพะโยมได้แสดงน้ำใจอันแท้จริง และไว้กรุณาให้ความช่วยเหลือทั้งในส้วนตัวและส่วนงาน 

 

ป๋วย อึ้งภากรณ์ในช่วงที่ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทย

(รูปจาก : puey.in.th/index.php/ป๋วยแกลอรี่)

 


-5-


          ต่อมาไม่ช้า ฝ่ายญี่ปุ่นต้องการตัวข้าพเจ้า ด้วยความคุ้มเกล้าของท่านผู้ใหญ่ในราชการจึงได้เจรจาตกลงกันว่า ญี่ปุ่นจะสอบสวนพวกข้าพเจ้าได้โดยมีนายทหารไทยนั่งร่วมด้วย และญี่ปุ่นจะแตะต้องกรอกน้ำกรอกยาหาได้ไม่ ก่อนนำตัวข้าพเจ้าไปพบญี่ปุ่นที่กรมประสานงานพันธมิตร ได้มีการเตรียมเรื่องเท็จไว้ไปตอบญี่ปุ่นพอสมควร คราวนี้ไม่ใช่เป็นการมุสาโดยเอกชนคือข้าพเจ้าคนเดียว โครงการกล่าวเท็จครั้งนี้หลายสมองร่วมกันสร้าง ตั้งแต่อัสสัมชนิกคุณหลวงอดุลฯ ลงมาตลอดแถว 

          เมื่อวันสำคัญมาถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารไทยคุมตัวข้าพเจ้าพร้อมด้วยเครื่องพันธนาการ เสื้อผ้าเก่าขาดวิ่น ผมเผ้ารุงรัง ประหนึ่งว่าเพิ่งออกจากครุ นั่งรถตำรวจไปถึงกรมประสานงานฯ นั่งรออยู๋สักพัก จึงได้เห็นญี่ปุ่นเข้าห้องสอบสวน แล้วเจ้าหน้าที่จึงนำข้าพเจ้าไปให้ซักปากคำ เห็นล่ามญี่ปุ่นใจหายวาบ ใช่ใครที่ไหนเล่า อัสสัมชนิก ฮาตาโน บ้านอยู่ปากตรอกโรงเรียนอัสสัมชัญ เคยเล่นลูกหินในลานเล่นด้วยกัน เคยเที่ยวเตร่ด้วยกัน เคยรู้อกรู้ใจกันอยู่ นี่จะโกหกให้เขาฟัง เขาจะเชื่อหรือ 

          ข้าพเจ้าสะกดใจไม่รอช้า กลศึกมีอยู่ว่าจะป้องกันตัวให้ดี ต้องโจมตีข้าศึกเสียก่อน (แม่ทัพคนไหนกล่าวคำนี้ไว้ก่อน จำไม่ได้ในครั้งนั้น ไม่สำคัญ) ข้าพเจ้าในฐานะผู้ถูกสอบสวนก็จริง ต้องโจมตีญี่ปุ่นก่อน อย่าให้ตั้งตัวทัน พอฮาตาโนเอ่ยขึ้นว่า “ป๋วย จำอั้วได้ไหม” ข้าพเจ้าก็ว่า “ฮาตาโน ทำไมจะจำไม่ได้ เออ พ่อแม่พี่น้องของลื้อเป็นยังไง สบายดีหรือ แล้วลื้อล่ะ สบายดีรึ โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นยังไง ถูกระเบิดรึเปล่า ยังสอนกันอยู่เป็นปรกติหรือ” ฮาตาโนตอบว่าอย่างไร ข้าพเจ้าจำไม่ได้ เพราะเวลานั้นคิดแต่เรื่องจะซักฮาตาโน แต่คุยกันสักประมาณห้านาที นายพันโททหารญี่ปุ่นซึ่งเตรียมตัวมาจะสอบข้าพเจ้านั่งฟังเฉย ครั้นแล้วเห็นพูดอะไรกับฮาตาโนหลายคำ ฮาตาโนอธิบายอะไรให้แกฟังก็ไม่ทราบ พอแกรู้เรื่องสีหน้าก็เริ่มมีแววยิ้มขึ้น ทำให้ข้าพเจ้าใจชื้นขึ้นเป็นกอง 

          เมื่อนายพันโทเริ่มซักข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ว่าเพลงยาวที่ได้เตรียมไว้แล้วนั้นไป ตามทำนอง ใจความว่า ข้าพเจ้าไม่สมัครใจที่จะทำงานให้อังกฤษ แต่ถูกบังคับด้วยอัยการศึกเขาจับนั่งเรือบินมา สั่งให้โดดร่มก็ต้องโดด เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วก็ได้มอบตัวให้เจ้าพนักงานโดยดี และยินดีที่ได้กลับมาบ้านเกิดเมืองนอน กำลังรบฝ่ายอังกฤษอเมริกันนั้นอ่อนแอเต็มที เท่าที่ข้าพเจ้าเห็นมาทั้ง ๆ ที่ไม่สันทัดต่อการทหารพอจะเดาได้ มิหนำซ้ำทหารอังกฤษตีกับทหารอเมริกันเสมอในอินเดีย ราษฎรอังกฤษก็ระอาทหารอเมริกันในอังกฤษเพราะอเมริกันเจ้าชู้ ฯลฯ ฯลฯ สอบสวนอยู่ประมาณสองชั่วโมง จึงเสร็จสิ้นไป 

          ระหว่างที่ทำการสอบสวนนั้น ฮาตาโนถามถึงทุกข์สุขดิบข้าพเจ้า แลำทำนองจะเวทนาข้าพเจ้าได้กรุณาให้บุหรี่ข้าพเจ้าสูบหลายมวน รู้สึกระลึกเป็นบุญคุณอยู่ทักวันนี้ 

          เรื่องที่เสกเล่าให้ญี่ปุ่นฟัง เมื่อผสมกับคำให้การของเพื่อน ๆ ข้าพเจ้าที่ถูกุมตัวอยู่และถูกสอบสวนแบบเดียวกันแล้ว จะทำให้ญี่ปุ่นเชื่อสักปานใดไม่ปรากฎชัด ทราบในภายหลังว่ารายงานคำให้การของพวกข้าพเจ้านี้ได้เดินทางไปโตเกียวผ่านฟิลิปปินส์ ทหารอเมริกันเมื่อตีฟิลิปปินส์แตกแล้วได้หลักฐานเรื่องนี้ไป

 



-6-


คัดจากจดหมายของ บี.ฮาตาโน ถึงข้าพเจ้า
โตกิโอ 17 พฤษภาคม 2493

ป๋วย เพื่อนรัก


          จดหมายวันที่ 6 นี้ได้รับแล้วขอขอบใจมาก … อ้ายเรื่องที่ลื้อโกหกน่ะ อั๊วยังนึกขันในใจไม่หาย แต่จะบอก M.P. ญี่ปุ่นน่ะได้หรือ ขืนบอกว่าลื้อโกหกละก็มัซเซอร์ป๋วยก็แย่เท่านั้น มันจะกรอกน้ำและทารุณต่าง ๆ อั๊วไม่ค่อยเชื่อลื้อตอนนั้น จึงนึกขำในใจที่เห็นลื้อตีหน้าตอแหลพูดจนพวกนั้นเขาเชื่อกันหมด พันโทที่ลื้อพูดน่ะ เวลานี้แก่แล้ว และทำงานเป็นล่ามภาษาอังกฤษที่ บ.ก. แม็กอาเธอร์ … อั๊วบอกแกว่าลื้อฝากความระลึกถึงมาด้วย ดูแกดีใจจริง ๆ …

คิดถึงเสมอ
บี.ฮาตาโน


Author: ป๋วย อึ้งภากรณ์