ศ.ดร.ประภาส จงสถิตวัฒนา : การเรียนสมัยนี้มีของที่ให้เรียนมากกว่าที่จะเรียนไหว

ผู้เขียน : ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์ & วิภูวรรธน์ เตชาหัวสิงห์
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
สถานที่ : ชั้น 18 อาคารวิศวกรรมศาสตร์ 4
คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
product

“สมัยก่อนเราเคารพครูเป็นครูจริง ๆ นะ ความรู้สึกว่าด้วยวัฒนธรรม ความแตกต่างระหว่างครู นักเรียน ผมไม่เคยคิดว่าครูไม่ดีอ่ะ แต่ครูก็โดยอายุเท่านั้นใช่มะ เราก็หนึ่งคือ กลัวครู”


          เขาคือนักเรียนรุ่นเกือบท้าย ๆ ที่มีโอกาสได้เรียนกับบราเดอร์ ฟ.ฮีแลร์ เขามีผลการเรียนที่ยอดเยี่ยม อยู่อันดับท็อปห้องเสมอ และด้วยความที่เขามีความจำที่ดีมาก จึงทำให้เมื่อไปแข่งในนามโรงเรียนหลายครั้ง สามารถกวาดรางวัลให้กับโรงเรียนมากมาย เขามีความสนใจในเครื่องวิทยุตั้งแต่ยังเด็ก ๆ จึงผลักดันให้เขาอยากเป็นนักประดิษฐ์สิ่งเหล่านี้บ้าง ทำให้เขาเลือกเรียนในสายวิศวกรรม ปัจจุบัน ศ.ดร.ประภาส จงสถิตวัฒนา อัสสัมชนิก 22568 รุ่นลานกรวด มีผลงานประดิษฐ์หุ่นยนตร์และคอมพิวเตอร์ จนได้รับรางวัลมากมาย  เขายังดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวะ จุฬาฯ อีกด้วย

สมัยที่อาจารย์เรียนที่อัสสัมชัญ อาจารย์ประทับใจอะไรมากที่สุดครับ ?

          "โรงเรียนอย่างอัสสัมชัญเนี่ย ก็เหมือนกับว่า Import การศึกษามาจากต่างประเทศ  ยกตัวอย่างเช่น สมัยผมเรียนภูมิศาสตร์ ครูก็จะเล่าเรื่องภูมิประเทศนู้นนี้ให้ฟังใช่มะ ความประทับใจของผม ก็คือการไปเบิกแผนที่ แผนที่สามมิติ (แผนที่พลาสติกแล้วปั้มตัวนูนขึ้นมา ทำให้เห็นระดับความสูงต่ำ)  แล้วครูก็จะมาสอนพร้อมกับแผนที่นี้  เวลาเรียนวิชานี้ทีไรก็ต้องมีหัวหน้าห้องหรือผู้ช่วย เดินไปเบิกแผนที่จากห้องแผนที่ แล้วเอามาแขวนประกอบการสอนกันไป เพราะฉะนั้นในแง่การสอน ผมว่าใช้ได้"

          "เท่าที่ผมจำได้ตอนมัธยมตอนปลายหรือมัธยมต้นอ่ะ การทดลองวิทยาศาสตร์ เรามีเค้าโครงห้องวิทยาศาสตร์จริง ๆ สีเสอ เคมี พอผสมปุ้บ ๆ ก็เปลี่ยนสีเลย สมัยนี้มีแต่เรียนหนังสือ สมัยก่อนมันไม่ใช่ ต้องทำให้เป็น เพราะว่าเนื้อหามันไม่เยอะ แล้วเอาเวลามาค่อย ๆ ฝังไปก็ได้"


"อีกอย่างหนึ่งของโรงเรียนที่ประทับใจก็คือ อิสรภาพของการเป็นนักเรียน โรงเรียนส่งเสริมกิจกรรม "


          "แต่ก่อนโรงเรียน หยุดวันพฤหัส สอนวันเสาร์ เนื่องจากงานทางศาสนาอะไรผมก็ไม่แน่ใจ ดังนั้นวันพฤหัสผมหยุด วันพุธเปิดห้องประชุมให้นักเรียนมาจัดงานแสดงดนตรีกันได้ตามใจชอบ แล้วบางทีโรงเรียนก็มีจัดฉายหนังฟรี ก็เป็นหนังโรงอ่ะ มาฉาย นักเรียนก็ดูกันไป แต่เป็นหนังภาษาต่างประเทศ ไม่มีพากษ์เสียงไทย  ซึ่งมันเป็นเงื่อนไข แต่สำหรับผม พอมีหนังทุกครั้งก็วิ่งไปดูตลอดอ่ะ แล้วก็ดูไม่รู้เรื่อง เพราะไม่มีภาษาไทย (ฮา ๆ) แต่ก็ไปดูตลอดนะ"  

          "ผมว่าอิสรภาพนี้เองที่มันล้ำยุคเหมือนกัน ถ้ากลับมามองสมัยนี้ แล้วก็กิจกรรมโรงเรียน สมัยผม ตอนขึ้นมัธยมต้นเนี่ย ก็จะมีประเพณีที่นักเรียนพอจะมีปัญญาทำได้  นั้นก็คือการจัดนิทรรศการโรงเรียน อันนี้คือนักเรียนทำกันเองหมด ครูไม่เกี่ยว คือมีที่ให้ในห้องเรียนตัวเองอ่ะ แล้วก็มีของอะไรที่อยากโชว์มาวาง ขอให้เป็นวิทยาศาสตร์ ครูก็ไม่มา  Approve หรือ ไม่ Approve คัดเลือกใดๆ ทั้งสิ้น แล้วทุกห้องก็อวดกันว่าห้องฉันมีอันนั่น ห้องฉันมีอันนี่ แล้วก็ Organize  กันเอง"

          "หรืออย่างหนังสือประจำโรงเรียนหรือหนังสือรุ่นเนี่ย นักเรียนพิมพ์กันเองนะแล้วที่สำคัญสุดเลยก็คือหา Sponsor กันเอง คือโรงเรียนปล่อยแบบคุณจะทำอะไรก็ทำไป เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นนี้จึงมีความแบบฉันจะทำอะไรก็ได้ ที่ไม่ได้วัดผลจากการเรียน การสอบ"

            ศ.ดร.ประภาส ยังเป็นอดีตนายกสมาคมวิชาการหุ่นยนตร์ประเทศไทยในสมัยก่อตั้ง ซึ่งเขายังได้กลับมาบุกเบิกชมรมหุ่นยนตร์โรงเรียนอัสสัมชัญอีกด้วย


“ผมก็ไปตั้งชมรมหุ่นยนตร์ให้โรงเรียนเธอเนี่ยแหละ ทีมแรก ๆ ก็เป็นลูกศิษย์ผมทั้งนั้นแหละ ไปช่วยตั้งช่วยสอน เขียนโปรแกรม ทำ IT และก็กิจกรรมแข่ง เนื่องจากผมเป็นนายกสมาคมวิชาการหุ่นยนตร์ไทยในสมัยก่อตั้ง”


ความผูกพันธุ์สมัยเรียนมีผลต่อชีวิตปัจจุบันบ้างไหมครับ ?

         "แน่นอน เราเป็นตัวของตัวเราวันนี้เนี่ย มันก็สะสมมาจากอดีตทุกบทอ่ะ ถามอย่างนี้ดีกว่าสิ่งที่กระทบกับเราเยอะที่สุด แล้วเราใช้เวลากับที่ไหนมากที่สุด โรงเรียนนี่ใช้เวลาเยอะกว่าอยู่บ้านเลยนะ ผมเจอพ่อน้อยกว่าเจอครูเสียอีก เพราะพ่อผมเป็นพ่อค้าก็แน่นอนอ่ะ เขาค้าขายเราก็อยู่บ้าน ทำให้เราเจอเขาไม่เยอะนะ ครูนี่เจอตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 3 โมงเย็นเลย สิ่งเหล่านี้ก็เลยมีผมกระทบต่อเรามากที่สุด"

อยากฝากอะไรถึงรุ่นน้องไหมครับ ?

          "ครับ ผมคิดว่าการเรียนในสมัยนี้อ่ะ มันขึ้นอยู่กับแรงจูงใจเยอะ เนื่องจากคุณจะมีของที่ให้เรียนมากกว่าที่มันจะเรียนไหว


"ที่สำคัญสุดคือ คุณต้องอยากเรียนอ่ะ อยากเรียนก็ไม่ได้ความว่าอยากทำคะแนนดี ๆ นะ คือพูดตรง ๆ มันคือเงื่อนไขสำคัญ แต่มันไม่พอที่จูงใจ"


          "ผลสำเร็จของการเรียนเนี่ย อย่าไปวัดที่คะแนนอย่างเดียว  แน่นอนว่าสมัยผมเรียนมัธยมทำคะแนนได้ดี แต่เรียนที่มหาวิทยาลัยทำคะแนนได้ไม่ดี แต่คุณก็ต้องกลับมาถามตัวเองเรื่อยๆ ว่า จะเรียนไปทำไม ความรู้บางอย่างมันเหมือนเป็นการลงทุนระยะยาวอ่ะ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าการศึกษามัน น่าสนุกนะ ไม่เช่นนั้นจะมีใครทุ่มเท อย่างผมเรียนสนุกนะ แต่ผมเลือกไง"

          "ในมหาวิทยาลัยจากความประทับใจในตอนเด็กเรื่อง วิทยุ ทำให้ผมเวลาสอบไม่ได้แค่สอบผ่านนะ  ในวิชาปฏิบัติ ผมทำเต็มนะ คะแนนเต็มทุกครั้งที่สอบ ไม่ว่าอาจารย์จะออกโจทย์มายังไง อย่างหนังสือเรียนเมื่อก่อนมันจะมีแบบฝึกหัดทำท้ายบทใช่ไหม ผมเนี่ยไปหาหนังสือคณิตศาสตร์มาทำทุกเล่มนะ เท่าที่หาได้ในประเทศไทย  มาทำโจทย์ทุกข้อท้ายบท  มันไม่เต็มก็แปลกสิ แต่วิชาอื่นก็ด้อยไปด้วยนะ เพราะไม่มีเวลาไปทำ  (ฮาๆ)  เพราะฉะนั้นอย่างนี้อ่ะ ถามว่ามีความสุขไหม...มี ผมสามารถออกแบบวงจรเครื่องขยายเสียง เครื่องวิทยุ ต่อเองทำเป็นหมดอ่ะ มันก็เลยได้แรงจูงใจนี้ ในการเรียนให้มีความสุขเป็นปัจจัยที่สำคัญกว่าคะแนน"


"แต่อย่าทำแบบผมนะ วิชาไหนชอบก็เอ วิชาไหนไม่ชอบก็เอฟ"


          "บวกมาได้ซี คือถ้าไม่ชอบซีได้มั้ย จะได้บวกเป็นบี (ฮา ๆ)  อย่างสมัยก่อนตัวไหนที่ผมไม่ใช้ ทิ้งเลยนะ เข้าห้องบ้างไม่เข้าห้องบ้าง จนอาจารย์เรียกตามตัวบ้างว่าเข้าไม่ครบ จะไม่ให้เข้าสอบนะ ก็อย่าไปสุดโต่งขนาดนั้น"


"การเรียนในสมัยนี้ ผมเชื่อว่า แนวโน้มของรุ่นเยาวชนปัจจุบันเนี่ย ก็คือเรียนไปเพื่อวิชาชีพ และก็อาชีพ มันไม่เหมือนสมัยผมที่มีเส้นทางเดินที่ชัดเจน"


          "ที่จบไปแล้ว ไปทำอะไร สมัยคุณก็อาชีพเลือกได้ ดังนั้นคุณก็ต้องเน้นว่ามีทักษะอะไร บอกว่าเอาที่ฉันทำคะแนนสูงอย่างเดียวมันไม่ตอบโจทย์  ดังนั้นจึงอยากฝากให้หาจูงแจงให้เจอ ถ้ายังไม่เจอก็ไม่เป็นไรนะ ก็ต้องหาต่อไป จนเจอ"


Author: ศุภณัฐ อรุโณประโยชน์ & วิภูวรรธน์ เตชาหัวสิงห์