สังเขปอัสสัมชัญ ดรุณศึกษา

ผู้เขียน : วัฒภูมิ ทวีกุล
product

              


ครูฝรั่งผู้แต่งตำราไทย” 


               มักจะเป็นคำนิยามสั้น ๆ สำหรับผลงานอันเป็นคุณูปการต่อการศึกษาไทยของ ฟ.ฮีแลร์ เจษฎาจารย์ในคณะภราดาเซนต์คาเบรียลซึ่งได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในปี พ.ศ. 2444[1] (ค.ศ. 1901) เพื่อสานต่อภารกิจทางด้านการศึกษาในโรงเรียนอัสสัมชัญต่อจากเอมิล ออกัสต์ กอลมเบต์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญ ส่วน “ตำราไทย” ที่ว่านี้ คือ แบบเรียนชุด “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” ซึ่งเมื่อแรกแต่งมีทั้งหมด 3 เล่ม ประกอบด้วย “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กอ ขอ” พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910) “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กลาง” พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1921) และ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย” พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1922) ก่อนที่จะมีพัฒนาการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เนื้อหา และภาษาให้ทันสมัยอยู่เสมอ จนเป็นแบบเรียนดรุณศึกษา 5 เล่ม อันเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช ประกอบด้วย “ดรุณศึกษา ปฐมวัย” และ “ดรุณศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ไปจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4” ดังที่ใช้เรียนใช้สอนกันอยู่ในปัจจุบัน

               “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” เป็นแบบเรียนสอนภาษาไทย ตั้งแต่ระดับหัดอ่าน หัดเขียนเริ่มต้นจากการสอนให้รู้จักอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำไปพร้อม ๆ กับ ตัวสะกด การันต์ และการประสมคำ ซึ่งเริ่มจากที่ง่ายก่อน มีการใส่ประโยคตัวอย่างสั้น ๆ ไว้สำหรับฝึกอ่าน บทถัดไปของการสอนหลักภาษาจะเป็นเรื่องสั้นสำหรับหัดอ่านที่สัมพันธ์กับบทแรก   ถัดจากนั้นก็จะเป็นบทเรียนอักขรวิธีที่ก้าวหน้าขึ้น สลับกับบทหัดอ่าน สลับกันไปมาจนจบทั้งสามเล่ม ถ้าเรื่องไหนยาว ก็จะแบ่งเป็นหลายบทเพื่อชักจูงให้นักเรียนสนใจ

               ในความรับรู้ทั่วไป โดยเฉพาะของอัสสัมชนิก[2] ถือว่าแบบเรียนชุด “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” นี้


มีความโดดเด่นแตกต่างจากหนังสือแบบเรียนในยุคสมัยเดียวกันอย่างสิ้นเชิง


               ด้วยเป็นแบบเรียนที่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินแก่เด็กนักเรียน จากการที่ ฟ.ฮีแลร์นำเรื่องราวต่าง ๆ ในนิทาน นิยาย พงศาวดาร คติธรรมจากศาสนา ตำนาน มาแต่งเป็นเรื่องสั้น ๆ พอที่นักเรียนจะสามารถเข้าใจได้โดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายต่อบทเรียน ทั้งยังมีรูปภาพประกอบไปตลอดทั้งเล่ม[3] เป็นที่ชอบพอใจของบรรดาเด็กที่ได้ใช้ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” นี้เป็นแบบเรียน

              ในขณะที่สาธารณชนก็สามารถรับรู้ได้ถึงคุณค่าของ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” ที่พิสูจน์ตัวเองผ่านกาลเวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กอ” ขอตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1910) จวบจนปัจจุบัน โรงเรียนหลายแห่งก็ยังคงใช้แบบเรียนดรุณศึกษาทำการเรียนการสอน ไม่เฉพาะแต่โรงเรียนที่เป็นคาทอลิกเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงโรงเรียนรัฐบาลบางแห่งด้วย[4] ซึ่ง ฟ.ฮีแลร์ได้ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์ในการเรียนการสอนของ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” ไว้ว่า[5]

               “ยิ่ง ชอบ เรียน หนังสือไทย และ ของ น่า รู้ อื่น ๆ มาก ขึ้น,   ทั้ง ทำ ให้ เขา ยิ่ง นิยม นับถือ ใน สิ่ง ที่ ควร นับถือ   เช่น ความ ประพฤติ อัน ชอบ ธรรม,   ความ เลื่อม ใส ศรัทธา ใน การ ปฏิบัติ์ พระ ผู้ เปน เจ้า,   ความ นบ นอบ ต่อ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์,   ความ จง รัก ภักดี ต่อ ชาติ และ พระมหากระษัตริย์ ฯลฯ   เปน ต้น แล้ว   ข้าพเจ้า ก็ จะ มี ความ ยินดี อย่าง ยิ่ง,   จะ ถือ ว่า หนังสือ ดรุณศึกษา เล่ม นี้ มี ผล สำเร็จ   เต็ม ตาม ความ ประสงค์ ของ ข้าพเจ้า ทุก อย่าง ทุก ประการ !”

               “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กอ ขอ” ได้รับการออกแบบมาให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปใช้ในการพัฒนาบ้านเมือง


​โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรับราชการ หรือเป็นเสมียน อันเป็นค่านิยมที่แบบรุ่นก่อน อย่างมูลบทบรรพกิจ และแบบเรียนเร็วได้พยายามปลูกฝังเอาไว้


               ทั้งยังเน้นย้ำความสำคัญของการทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองด้วยการถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญู ทดแทนบุญคุณของบิดา มารดา ครู อาจารย์ที่ได้ส่งเสริม สนับสนุน และสั่งสอนผู้เรียน ให้ได้รับการศึกษาจนมีความรู้

               นอกจากนี้ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กอ ขอ” ยังบรรจุบริบทในเรื่องหน้าที่พลเมืองเอาไว้ ด้วยการสอนให้รู้จักการเสียภาษี สอดคล้องกับการกำเนิดขึ้นของรัฐชาติสยามในช่วงเวลานั้น

               ส่วน “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กลาง” และ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย” นั้น เดิมที ฟ.ฮีแลร์ตั้งใจจะแต่งแต่เพียงเล่มเดียว ในระหว่างที่แต่งมีการรวบรวมเรื่องราวต่าง ๆ จากหนังสือ บันทึก เอกสารราชการ พระราชพงศาวดาร เอกสารประวัติศาสตร์ และคัมภีร์ทางศาสนาคริสต์ รวมทั้งเรื่องราวที่ได้แต่งขึ้นเองมาบรรจุไว้เป็นบทอ่าน ทั้งยังมีการสอบถามความเห็นจากผู้รู้ท่านอื่นในขณะนั้นด้วย ก่อนที่จะต้องหยุดพักไป เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ฟ.ฮีแลร์เดินทางกลับไปประจำการในฝรั่งเศส

               ภายหลังสงครามจบ ฟ.ฮีแลร์ได้กลับมาสานต่องานที่ค้างไว้ ซึ่งเป็นการช่วงของการตรวจทาน แก้ไขระหว่างปี พ.ศ. 2461 – 2463 (ค.ศ. 1919 - 1921) 


โดยได้รับความช่วยเหลือจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ทรงประทานความเห็น ข้อแก้ไขต่าง ๆ ถกเถียงกับ ฟ.ฮีแลร์ผ่านจดหมาย


               โดยมีการรวบรวมบทอ่านพิมพ์เป็นเล่มหนังสือส่งไปให้กับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อได้ทรงตรวจทาน แก้ไขแล้วก็ส่งกลับมาให้กับ ฟ.ฮีแลร์ โดยทั้งคู่มักจะนำไปฝากไว้กับยอร์ช เซเดส์ ที่หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร แต่การเขียนจดหมายชี้แจงเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจทำให้เกิดความกระจ่างระหว่างกันได้ เป็นอุปสรรคในการสื่อสารต่อกัน สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงทรงเสนอให้มีการนัดพบกันที่โรงเรียนอัสสัมชัญ หลังจากการนัดพบกันไม่ถึงเดือน “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กลาง” ก็ได้รับการตีพิมพ์ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1921)

               แต่ว่าเรื่องราวที่ได้นำมาแต่งเป็นบทอ่านสำหรับ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” เล่มที่สองนั้นมีจำนวนที่หนาเกินไป จึงได้มีการแบ่งพิมพ์เป็นอีกเล่ม ภายหลังการตีพิมพ์ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กลาง” ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1921) กระทรวงศึกษาธิการได้มีการประกาศใช้ปทานุกรมใหม่ ทำให้ต้องมีการแก้ไขคำศัพท์ต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามปทานุกรมนั้น ในที่สุดเมื่อแก้ไขแล้วเสร็จ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย” จึงได้รับการตีพิมพ์ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 (ค.ศ. 1922)

 

อ้างอิงจาก

[1]โรงเรียนอัสสัมชัญ. (2541). อัสสัมชัญประวัติ, หน้า 39.

[2]อัสสัมชนิก หมายถึง ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันของโรงเรียนอัสสัมชัญ – ผู้เขียน

[3]โรงเรียนอัสสัมชัญ. (2541). อัสสัมชัญประวัติ, หน้า 33.

[4]โรงเรียนอัสสัมชัญ. (2541). อัสสัมชัญประวัติ, หน้า 35.

[5]ฟ.ฮีแลร์. (2463). อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน กลาง, คำนำ.


Author: วัฒภูมิ ทวีกุล

อัสสัมชนิกเลขที่ 47985 รุ่น 126