สุวรรณสมโภชท่านเจษฎาจารย์หลุยส์ : ม.บรรณา ชโนดม

ผู้เขียน : ม.บรรณา ชโนดม
product

สุวรรณสมโภชท่านเจษฎาจารย์หลุยส์

บรรณา ชโนดม ใน อุโฆษสาร 1954

 

       ณ ภูมิภาคชายฝั่งทะเลทิศตะวันตกแห่งประเทศฝรั่งเศส ตำบลหนึ่งชื่อว่าวังเด (Vande’e) มีครอบครัวหนึ่งของตระกูล โนบีรอง (Nobiron) ในปี 1887 แห่งคริสตศักราช ความโสมนัสชื่ชมยินดีได้บังเกิดขึ้นแก่ผู้เป็นประมุขแห่งตระกูลโนบีรองยิ่งนัก เพราะเป็นปีปฏิสนธิของบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นแม้แต่บิดามารดาของทารกน้อยนี้ รวมทั้งผู้ใดผู้หนึ่งในประเทศไทยต่างก็มิได้คาดฝันกันในเวลานั้นว่า เด็กคนนี้อนาคตกาลข้างหน้าจะหลายเป็นบุคคลสำคัญบำเพ็ญกรณียกิจ อันเป็นประโยชน์ให้แก่ประชาชนคนไทยอย่างมากมาย เด็กผู้ที่กำลังกล่าวถึงนี้ คือ เจษฎาจารย์หลุยส์ ในปัจจุบันยังไงละท่าน

 

       ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมองดูโลก บิดามารดาก็นำไปวัดไปวา รับศีลขอพระพรจากพระผู้เป็นเจ้าเป็นนิสัย เพื่อภายหน้าจะได้ทำคุณประโยชน์แก่โลกต่อไป และตั้งนามว่า “ยัง หลุยส์ โนบีรอง” (Jean Louis Nobiron)

 

 

       ยัง หลุยส์ โนบีรอง ได้เจริญเติบโตขึ้นในศีลสัมมาปฏิบัติและความสวัสดี เพราะพระพรของพระผู้เป็นเจ้า เป็นเด็กว่านอนสอนง่ายตลอดมา เป็นที่เบาอกเบาใจของบิดามารดามาก ใน ค.ศ. 1899 หลุยส์ ได้รับพระพรจากสวรรค์มาดลบันดาลใจให้เบื่อหน่ายต่อโลกีย์วิสัย โดยสมัครเข้าเป็นยุวนิสในคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ตลอดเวลาที่เป็นยุวนิสนี้ ท่านสมบูรณ์ร่าเริงบำเพ็ญกรณียกิจศึกษาทำกิจวัตรของยุวนิสโดยครบถ้วน

 

       ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 จึงได้เข้า “Noviciat” ทำการฝึกหัดตนต่อมาอีก 2 ปี ในปี 1903 ถูกส่งไปรับการศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และ ณ ที่นั่น ได้ทำการถวายตัวเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1904 ท่านอยู่ต่อไปในประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีก 2 ปี ถูกย้ายรับการศึกษาที่พลีมัธ (Plymouth) และต่อมาก็ย้ายเข้าศึกษาที่กรุงลอนดอน (London)

 

       ในปี ค.ศ. 1885 ท่านบาทหลวง กอลมเบต์ ได้ตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญขึ้นในประเทศไทยโดยการสนับสนุนของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งในสมัยนั้นดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ เพื่อให้การศึกษาแก่กุลบุตรกุลธิดาชาวไทยทัดเทียมชาวต่างประเทศบ้าง ในขณะที่เริ่มแรกตั้งโรงเรียนอัสสัมชัญนั้น ท่านบาทหลวงกอลมเบต์เองก็คาดไม่ถึงว่า กิจการของท่านจะเจริญขึ้นมากมายจนถึงกับท่านไม่สามารถจะดำเนินการต่อไปได้ทำนองเดียว ท่านจึงเดินทางไปประเทศฝรั่งเศส ขอร้องบรรดานักบวชหลายแห่งให้มาช่วยกันจรรโลงโรงเรียนอัสสัมชัญของท่านต่อไป การเสนอของท่านได้รับการปฏิเสธ หลายแห่งโดยอ้างว่า ไม่มีกำลังพอที่จะจัดนักบวชไปให้บ้าง ไม่รู้จักประเทศไทยบ้าง ฯลฯ ในที่สุดท่านจึงเสนอเรื่องนี้ต่อท่านอธิการใหญ่แห่งคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล จึงได้ผลสมปรารถนา คณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลได้ส่งเจษฎาจารย์มา 5 องค์ มีภราดามาร์ติน เดอ ตูรส์ เป็นหัวหน้า มาถึงประเทศไทยในปี ค.ศ. 1901 และรับช่วงต่อกิจการจากคุณพ่อกอลมเบต์มาดำเนินต่อไป ดังปรากฏอยู่ ณ บัดนี้

 

       กิจการของโรงเรียนอัสสัมชัญเจริญขึ้นต่อไปอย่างรวดเร็ว นักเรียนเพิ่มขึ้นจนไม่อาจที่จะขยายห้องเรียนออกไปได้อีก ความต้องการครูเพิ่มเติมก็เกิดทวีขึ้นเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นในปี ค.ศ. 1907 ภราดาหลุยส์ จึงถูกส่งมายังประเทศไทย และมาทำการสอนประจำอยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญนับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งบัดนี้นับเป็นเวลาเกือบ 50 ปี

 

 

       พูดถึงความสามารถในวิชาการแล้ว ก็อาจกล่าวได้ว่า ท่านมีความสามารถแทบทุกวิชาแม้กระทั่งในด้านศิลปะ เช่น ดนตรี ก็จัดได้ว่าท่านเป็นเยี่ยม ท่านถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ควบคุมวัดอัสสัมชัญในด้านดนตรี นับแต่ท่านย่างเข้าสู่ประเทศไทยทีเดียว 

 

       ในสมัยที่ท่านยังมอได้เข้ามาประเทศไทยก็ดี หรือต้องจากประเทศไทยไปชั่วคราวก็ดี ท่านต้องรับหน้าที่ควบคุมออแกนในวัดเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของกรุงลอนดอน และ ณ วัดเซนต์แมรี่ ที่เชอกุนราบัด (Secenderabad) ประเทศอินเดียด้วย เนื่องด้วยการเอารใจใส่ในเรื่องดนตรีอย่างชีวิตจิตใจ และการกระทำอันสม่ำเสมอของท่านอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนกระทั่งได้รับฉายาว่า “บราเดอร์ หลุยส์ แตร” (แตรวงอัสสัมชัญทั้งเก่า และใหม่ ไม่ว่ารุ่นใด ทุกคนจะต้องเป็นศิษย์ ภราดาหลุยส์มาแล้วทั้งสิ้น) แม้กระทั่งทุกวันนี้ อายุขัยย่างเข้าสู่วัยชรามากแล้ว และมีภราดาวิกตอเรียงเป็นผู้รับหน้าที่ทางวงดนตรีไปแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ยังยืนหยัดไม่ยอมทิ้งหน้าที่ของท่านเลย ดังจะเห็นได้แทบทุกวันอาทิตย์ ท่านจะต้องเรียกบรรดาศิษย์ของท่านมาฝึกซ้อมอยู่เสมอเป็นนิจ

 

       สมรรถภาพในศาสตร์ทั้งหลาย เช่น ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ท่านก็รอบรู้และถ่ายทอดให้แก่ศิษย์ได้ดีเป็นยอดเยี่ยม ท่านพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือทุกคนและทุกเมื่อ ผู้ใดติดขดในเรื่องใด ไม่เข้าใจแจ่มแจ้งในตอนใด มาหาภราดาหลุยส์เถิด ทุกคนจะได้รับความพอใจกลับไปทุกครั้ง ท่านเกิดมาเพื่อยังให้ผู้อื่นเจริญโดยแท้จริง

 

 

       ในปี 1940 บรรดาภราดา 13 องค์ รวมทั้งภราดาหลุยส์จำต้องเดินทางไปประเทศอินเดียชั่วคราว พอดีเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ภราดาหลุยส์เลยไปประจำทำการสอน ณ Saint Patrick’ High School ที่เชอกุนราบัด ประเทศอินเดีย ตลอดระยะเวลาสงครามนั้น

 

       พอสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงแล้ว ท่านก็กลับมาประเทศไทยอีกในปี ค.ศ. 1946 และประจำอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญดังเดิม และรับตำแหน่งการสอนดังเดิม คือ สอนดนตรีภาษาอังกฤษคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

 

       ในปี ค.ศ. 1954 ซึ่งนับเป็นปีที่ 50 หลังจากที่ท่านได้ทำการถวายตัวเข้าบวชเป็นเจษฎาจารย์แห่งคณะเซ็นต์คาเบรียล บรรดาศิษยานุศิษย์เก่าและใหม่ทั้งหลาย ได้ร่วมใจกันเป็นเอกฉันท์ด้วยความยินดี จัดเป็นงานสมโภชขึ้นอย่างมหาศาล เป็นการสักการะในบุพการีธิคุณ ที่ท่านได้สละทุกอย่างเพื่อทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเด็กของประเทศไทย ภายใตจ้ปริมณฑล ขาว-แดง แห่ง ร.ร.อัสสัมชัญมาเป็นเวลาถึงกึ่งศตวรรษ และเสียสละอย่างไม่ท้อถอย ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มความมานะอดทนพากเพียรยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

 

       งานฉลองภราดาหลุยส์ ซึ่งบรรดานักเรียนเก่าและใหม่ช่วยกันจัดขึ้นดังนี้ คือ วันที่ 29 - 30 - 31 กรกฎาคม 1954 มีการแสดงบนเวที บรรดานักเรียนเก่า นักเรียนใหม่ และผู้ปกครองนักเรียนมาชนกันอย่างคับคั่ง

 

 

       ในวันที่ 14 สิงหาคม 1954 เวลา 10:10 น. บรรดานักเรียนชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2, ซึ่งเป็นนักเรียนปัจจุบันโดยตรงของท่าน ทำการฉลองท่านเป็นพิเศษ นักเรียนทุกคนเป็นผู้จัดกันเอง ได้อ่าน Compliments ให้ท่านและให้ของขวัญต่าง ๆ

 

       ตอนเย็นเวลา 16:00 น. ของวันเดียวกัน นักเรียนชั้นเตรียมอุดมศึกษาปีที่ 2 รุ่นซึ่งเพิ่งสำเร็จไป ก็ได้นัดมาพร้อมกันทำการฉลองท่านเป็นพิเศษอีกด้วยเช่นเดียวกัน ท่านได้กล่าวแก่บรรดานักเรียนเหล่านั้นมีใจความว่า “บราเดอร์ดีใจที่เห็นนักเรียนพร้อมเพรียงกันดี บราเดอร์ได้ยินเสียงเรียกของพระและก็ได้ยอมรับตามเสียงเรียกนั้น บราเดอร์รู้ว่าการเป็นครูนี้ยาก แต่ก็ยินดีเป็นครู เพราะเมื่อยินดีทำแล้วทุกสิ่งไม่ยาก ขอให้เด็กทุกคนเป็นคนดี ทำคุณแก่ครอบครัว แก่โรงเรียน และแก่บ้านเมืองไทยด้วย” ซึ่งคำกล่าวแต่ละตอนของท่านี้ยังซาบซึ้งตรึงใจเหล่านักเรียนอย่างมิรู้หาย

 

       จึงขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าจงอวยพระพรมายัง ภราดาหลุยส์ “ขอให้ท่านมีอายุยืนไปอีกชั่วกาลนาน เพื่อทำคุณประโยชน์ให้แก่บรรดาชาวไทยต่อไป".


Author: ม.บรรณา ชโนดม