เกร็ดประวัติศาสตร์ใน ”อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” : การพิมพ์ในประเทศไทย

ผู้เขียน : วัฒภูมิ ทวีกุล
product

               ใน “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย” บทที่ 43 การ พิมพ์ ใน ประเทศ สยาม[1] ฟ.ฮีแลร์เขียนเล่าเรื่องประวัติการพิมพ์ในประเทศไทย ลักษณะการดำเนินเรื่องราวเสมือนเป็นการอธิบายสิ่งที่ ฟ.ฮีแลร์ศึกษาค้นคว้ามาด้วยตัวเอง โดยมีข้อสันนิษฐานถึงการพิมพ์ในสมัยอยุธยาของสังฆราชลาโน ทั้งยังมองว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดการพิมพ์ แต่เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ สิ้นพระชนม์การพิมพ์ก็ยุติลงไปด้วย ความว่า[2]

               “นัย ว่า สมเด็จ พระ นารายน์ ชอบ พระ ไทย การ พิมพ์ ตาม วิธี ฝรั่ง ของ ท่าน สังฆราช ลาโน   ถึง กับ ทรง โปรด ให้ ตั้ง โรงพิมพ์ ขึ้น ที่ เมือง ลพบุรี เปน ส่วน ของ หลวง อีก โรง หนึ่ง ต่าง หาก,   แต่ เมื่อ พระ องค์ สิ้น พระ ชนม์ ลง แล้ว พระ เจ้า แผ่น น ต่อ มา ไม่ ทรง โปรด ของ ฝรั่ง, การ พิมพ์ จึง เลย ทรุด โทรม แต่ นั้น มา.”


ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อขัดแย้งข้อหนึ่ง เพราะแม้ว่าสมเด็จพระนารายณ์จะทรงสนพระทัยในวิชาการของฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ปรากฏว่าทรงสนพระทัยในด้านการพิมพ์[3]


               ขณะเดียวกันก็กล่าวถึงเรื่องการพิมพ์ในในสมัยอยุธยานี้ว่าเป็นแต่เพียง “ข้อสันนิษฐาน” เนื่องจากหลักฐานทั้งหมดถูกทำลายไปในหลายครั้งหลายคราวด้วยกันความว่า[4]

               “แต่ ตรง ข้อ ที่ ว่า แรก ได้ มี โรง พิมพ์ ขึ้น ใน เมือง ไทย ครั้ง แผ่นดิน สมเด็จ พระ นารายน์ นี้ ยัง เปน ปัญหา อยู่,   รู้ ไม่ สู้ แน่ นัก.            ถ้า จะ กล่าว โดย ทาง สันนิษฐาน แล้ว ก็ พอ จะ เชื่อ ได้ บ้าง ว่า เปน จริง ดัง คำ เขา ลือ…

               …อนึ่ง แม้ ว่า จะ ได้ มี หนังสือ พิมพ์ เกิด ขึ้น ใน สมัย นั้น จริง แต่ ก็ น่า เสีย ดาย ที่ หนังสือ เหล่า นั้น สาบสูญ ไป หมด,    เหลือ อยู่ บ้าง แต่ ต้น ฉบับ ร่าง บาง ฉบับ เท่านั้น, นอก นั้น ก็ ยัง ไม่ ปรากฏ ว่า ผู้ ใด ได้ ไว้ เปน พยาน บ้าง เลย   เพราะ ว่า หนังสือ มิสซัง ถูก ทำลาย หลาย หน,   เช่น ได้ ถูก ริบ ใน แผ่นดิน พระ เพทราชา ก็ ครั้ง หนึ่ง, ใน แผ่นดิน พระเจ้า ท้ายสระ อีก ครั้ง หนึ่ง และ คราว เสีย พระนคร นั้น พม่า เผา ผลาญ อีก ครั้ง หนึ่ง…”


การตั้งโรงพิมพ์ขึ้นที่เกาะมหาพราหมณ์ตามที่ ฟ.ฮีแลร์กล่าวอ้าง
ก็พอจะมีความน่าเชื่อได้อยู่บ้าง


               เนื่องจากในสยามพิมพการ:ประวัติศาสตร์การพิมพ์ในประเทศไทย ได้อ้างอิงถึงข้อเขียนของ ฟ.ฮีแลร์ในอัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลายนี้ไว้ในประเด็นเรื่องโรงพิมพ์ในสมัยอยุธยา รวมทั้งข้ออ้างอิงเรื่องจดหมายของบาทหลวงลังคลูอาส์ที่มีไปยังกรุงปารีส ในปี พ.ศ. 2217 เพื่อขอแท่นพิมพ์อีกด้วย[5]

หน้าปกในหนังสือคำสอนคริสตัง ภาคต้น ซึ่งเขียนภาษาไทยด้วยตัวพิมพ์อักษรโรมัน เป็นหนังสือที่พิมพ์ขึ้นเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยที่ยังเหลือให้เห็นอยู่ พิมพ์ในปี พ.ศ. 2339 (ค.ศ.1796)

ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=18&chap=5&page=t18-5-infodetail03.html

               จากนั้นกล่าวถึงการพิมพ์ในสมัยกรุงธนบุรีที่วัดซางตาครู๊ส และการพิมพ์ของสังฆราชปัลเลอกัวซ์ที่วัดอัสสัมชัญ ซึ่งถือเป็นปัจจุบัน ณ เวลาที่ ฟ.ฮีแลร์แต่ง “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” ฟ.ฮีแลร์กล่าวเชิดชูการพิมพ์หนังสือให้เป็นของดียิ่ง เพราะเป็นสิ่งที่จะช่วยเผยแพร่ความรู้ วิชา การศึกษาต่าง ๆ ได้


และกล่าวเตือนถึงการพิมพ์หนังสือที่ลามก

หรือไร้สาระเอาไว้อีกด้วย ซึ่ง ฟ.ฮีแลร์สรุปไว้ความว่า[6]


               “การ พิมพ์ หนังสือ ควร นับ ว่า เปน วิชา อัน หนึ่ง ซึ่ง ได้ ช่วย บำรุง การ ศึกษา อย่าง สำคัญ ;   ได้ เปน วิชา นำ ซึ่ง ความ สุข ความ ศรีวิลัย มา สู่ โลก อย่าง รวด เร็ว เปน ที่ มหัศจรรย์. แต่ นั้น แหล่ะ ถึง ว่า เปน ของ ดี วิเศษ ดัง นี้ ก็ ดี ก็สามารถ จะ นำ มา ซึ่ง ความ ลำบาก ยากไร้ รวดเร็ว เหมือน กัน. ถ้า พิมพ์ เรื่อง ดี ก็ มี ผล ดี เปน ธรรมดา ถ้า พิมพ์ เรื่อง ชั่ว ช้า ลามก เช่น สรรพ หนังสือ ประโลม โลก เปน ต้น ก็ ดี แต่ จะ ล่อ ลวง ให้ ใจ แตก เท่า นั้น.”

               ในย่อหน้าสุดท้าย ฟ.ฮีแลร์ กล่าวย้ำให้เกลียดกลัวหนังสือที่เป็นเรื่องไม่ดี อย่าได้นำมาอ่าน ให้เลือกอ่านแต่หนังสือที่ดีมีสาระ เพื่อให้ได้ความรู้คุ้มกับการที่สามารถอ่านออกเขียนได้ โดยโยงเรื่องของความเชื่อในสวรรค์ และนรกเข้ามาให้เกรงกลัว ความว่า[7]

               “เหตุ ฉะนี้ เมื่อ เจ้า อ่าน หนังสือ ออก ได้ คล่อง ๆ แล้ว         ขอ เจ้า จง เกลียด กลัว สรรพ หนังสือ ที่ ชั่ว ๆ ให้ ยิ่ง กว่า กลัว งู พิศม์ เพราะ ถึง ว่า งู อาจ กัด ตัว ตาย ก็ จริง      ก็ ฆ่า ตาย เพียง ชีวิต ของ ร่าง กาย เท่า นั้น ต่อ ไป ยัง ไป สวรรค์ ได้ แต่ อ้าย หนังสือ อัน ลามก ชั่ว ร้าย ต่าง ๆ นั้น อาจ ฆ่า ความ ศรัทธา ของ ตัว เอง ตาย แล้ว พา ตัว ไป ลง นรก ก็ ได้ !    ขอ จง อย่า ได้ เอา มา อ่าน เลย เปน อัน ขาด !    จง เลือก อ่าน แต่ หนังสือ ที่ ดี มี แก่น สาร ซึ่ง อาจ นำ ความ รู้ และ ศิริมงคล มาสู่ ตน ฉะนี้ จึง จะ นับ ว่า ไม่ เสีย ที ที่ เจ้า ได้ เพียร เรียน หนังสือ จน อ่าน ออก เขียน ได้.”

               ในแบบเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ค่อนข้างละเลยเรื่องของการพิมพ์ ผู้ที่บทบาททางด้านการพิมพ์ในประวัติศาสตร์ เช่น หมอบรัดเลย์ และสังฆราชปัลเลอกัวซ์ก็ถูกนำเสนออกมาในฐานะนักเผยแผ่ศาสนา หมอและผู้เผยแพร่วิทยาการตะวันตก[8] [9] [10] ส่วนหนังสือต่างๆ ในประวัติศาสตร์ไทยก็ถูกนำเสนอเป็นรูปแบบของวรรณกรรมที่เป็น“ภูมิปัญญาไทย” เช่น หนังสือคำฉันท์ต่างๆ โคลงต่างๆ และพระราชพงศาวดาร เป็นต้น ไม่ได้สอนในลักษณะของคุณงามความดี และโทษของหนังสือเหมือนเช่นที่ ฟ.ฮีแลร์ได้สอนเอาไว้

 

อ้างอิงจาก

[1] อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย. 2464. โดย ฟ.ฮีแลร์, หน้า 79 – 81.

[2] อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย. 2464. โดย ฟ.ฮีแลร์, หน้า 79.

[3] สยามพิมพการ:ประวัติศาสตร์การพิมพ์ในประเทศไทย. 2549. โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และคณะ หน้า 7.

[4]  อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย. 2464. หน้าเดียวกัน.

[5] สยามพิมพการ:ประวัติศาสตร์การพิมพ์ในประเทศไทย. 2549. โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และคณะ หน้า 5 – 6.

[6] อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา ตอน ปลาย. 2464. โดย ฟ.ฮีแลร์, หน้า 79

[7] เรื่องเดียวกัน.

[8] หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 เล่ม 1. 2553. โดยกระทรวงศึกษาธิการ, หน้า 242.

[9] หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 เล่ม 1. 2553. โดย วัฒนาพาณิช, หน้า 202.

[10] หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐาน  ประวัติศาสตร์ เล่ม 1 ประวัติศาสตร์ไทย :เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ ประเด็นวิภาค บุคคลสำคัญ และภูมิปัญญาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6. 2557. โดย สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ, หน้า 170 – 171.


Author: วัฒภูมิ ทวีกุล

อัสสัมชนิกเลขที่ 47985 รุ่น 126