เกร็ดประวัติศาสตร์ในอัสสัมชัญ ดรุณศึกษา : ประวัติศาสตร์ “ใน” ดรุณศึกษา

ผู้เขียน : วัฒภูมิ ทวีกุล
product

               แม้ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” จะเป็นแบบเรียนในรายวิชาภาษาไทย แต่นอกจากวัตถุประสงค์ในการมุ่งหมายให้เด็กได้อ่านออก เขียนได้แล้ว


ฟ.ฮีแลร์ยังได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ด้วย


               จึงได้บรรจุเรื่องราวทั้งในประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์สากลเป็นบทอ่านไว้จำนวนมาก ฟ.ฮีแลร์นำเรื่องราวเหล่านี้มาจากมากมายหลายแหล่ง ทั้งจากพระราชพงศาวดาร(โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย) พระราชกิจจานุเบกษา ฟังจากคำบอกเล่าของผู้อื่น และพระคัมภีร์ในศาสนาคริสต์


แสดงให้เห็นถึงการเป็นนักค้นคว้า นักการศึกษาอย่างกว้างขวางของ ฟ.ฮีแลร์


               พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไทยที่ ฟ.ฮีแลรืใช้ในการค้นคว้ามาแต่งเป็นบทอ่านหลายเรื่องในอัสสัมชัญ ดรุณศึกษา

ที่มา : ระบบคลังข้อมูลดิจิตัล กรมศิลปากร http://www.digitalcenter.finearts.go.th/book-detail/1891#.WSs6a-uGMdU

 

               ในขณะที่ประวัติศาสตร์ นอกจากจะต้องทำหน้าที่ในการทำความเข้าใจอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบันให้กับเด็ก ๆ แล้ว ประวัติศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่ครูที่บ่มเพาะให้ผู้เรียนมีคุณสมบัติตามอย่างที่ผู้เขียนต้องการด้วย เมื่อนำเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไทยของ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” มาเปรียบเทียบกับแบบเรียนประวัติศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว ก็จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน ถึงการสอนกันไปคนละทิศละทางของผู้แต่ง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่จำเป็นจะต้องอ้างอิงตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ


จึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง หากเรามองประวัติศาสตร์ไทยในสายตาของฝรั่งที่เขียนตำราให้คนไทยได้เรียนรู้ เมื่อ 100 กว่าปีก่อน


               งานประวัติศาสตร์นิพนธ์ของ ฟ.ฮีแลร์ใน “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” อยู่ในช่วงจังหวะที่สองของการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ตามที่นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้ศึกษาไว้ ถือเป็นช่วงที่ชนชั้นนำไทยถูกกระตุ้นให้ศึกษาประวัติศาสตร์อีกครั้ง จากการคุกคามของมหาอำนาจตะวันตกในทางวัฒนธรรม ซึ่งกระทบต่อความเป็นตัวของตัวเองของไทย บทบาทนำตกเป็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงผลิตงานประวัติศาสตร์ออกมาในช่วงที่นิธิเห็นว่าทรง “ว่างงาน” (จังหวะที่หนึ่ง คือ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ได้พยายามรวบรวม ชำระประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เมื่อครั้งก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ และจังหวะที่สาม คือ ช่วงทศวรรษที่2500 – 2510 ซึ่งเป็นการตื่นตัวของโลกวิชาการไทย) และแน่นอนว่า


สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงมีอิทธิพลในการปรุงแต่ง
“อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” จวบจนตีพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม


               ในขณะที่งานศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในแบบเรียนไทยปรากฏอยู่ทั่วพอสมควรแล้ว ทั้งงาน “ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์” ของนิธิ เอียวศรีวงศ์, “ชาตินิยมในแบบเรียนไทย” ของสุเนตร ชุตินธรานนท์ และคณะ, “แบบเรียนไทยกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “เพื่อนบ้านของเรา” ภาพสะท้อนเจตนคติอุดมการณ์ชาตินิยมไทย” ของวารุณี โอสถารมณ์ “อุดมการณ์รัฐของรัฐไทยในแบบเรียนชั้นประถมศึกษา พ.ศ. ๒๔๖๔ – ๒๕๓๓ ; ไม่มี “ชาติของประชาชนไทย” ในแบบเรียน” ของลักขณา ปันวิชัย และ “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม จากยุคอาณานิคมอำพรางสู่ราชาชาตินิยมใหม่ ลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน” ของธงชัย วินิจจะกูล เป็นต้น

               แม้กระนั้นก็ตาม ขอให้คำอธิบายอย่างคร่าว ๆ ว่า เรื่องราว เหตุการณ์ และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย ถูกนำเสนอ และเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติกันไป ตามวิถีแห่งประวัติศาสตร์ เมื่ออุดมการณ์ของรัฐยืนอยู่บนจุดใด เรื่องราว เหตุการณ์ และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยก็จะถูกนำเสนอออกมาในจุดนั้นด้วย สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงสามารถเปลี่ยนแปลง จากการเชิดชู เป็นการตำหนิ ให้ร้าย เป็นการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ ไปจนถึงไม่พบการกล่าวถึงเรื่องนั้น ๆ ในบางชุด บางเล่มเลยก็มี

               ด้วยความเป็นนักการศึกษาของ ฟ.ฮีแลร์ เมื่อได้รู้จักกับสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพแล้ว ก็แลกเปลี่ยนทัศนะ สอบถามความรู้ต่างๆ ต่อกัน ฟ.ฮีแลร์ได้จัดแจง เรียบเรียง “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา”ขึ้นมาตามทัศนะของตน ทั้งยังมองอาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรธนบุรีเป็นประหนึ่งประเทศชาติไทยที่มีความสืบเนื่องกันในแง่รัฐสมัยใหม่ และด้วยความที่ ฟ.ฮีแลร์เป็นบาทหลวง


จึงพบลักษณะของการสอดแทรกคติธรรม ประวัติ และคุณของศาสนาคริสต์ ปะปนอยู่ใน “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” ตลอดทั้งเล่ม


            ด้วยความมุ่งหมายที่จะเผยแผ่ศาสนาคริสต์โดยใช้ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” เป็นอีกหนึ่งช่องทาง

            การนำเสนอเรื่องของในประวัติศาสตร์ของ ฟ.ฮีแลร์เป็นไปในลักษณะของเรื่องเล่า และให้ตัวละครดำเนินเรื่อง จึงพบการนำเสนอคุณสมบัติต่าง ๆ ของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไปพร้อม ๆ กัน และในท้ายเรื่องของแต่ละบท ก็จะมีการสรุปเรื่องราวเชิงสั่งสอน สอดแทรกอยู่อย่างน่าสนใจ

                ทั้งหมดนี้เป็นการ “จั่วหัว” เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจภาพรวมของเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของ “อัสสัมชัญ ดรุณศึกษา” ซึ่งต่อไปผู้เขียนจะได้นำเรื่องราวเดียวกันหลาย ๆ เรื่อง มาเทียบกับแบบเรียนในปัจจุบัน


Author: วัฒภูมิ ทวีกุล

อัสสัมชนิกเลขที่ 47985 รุ่น 126