เมื่อวงดนตรีของโรงเรียนไปโนนแก้ว : กวี อังศวานนท์

ผู้เขียน : กวี อังศวานนท์
product

เมื่อวงดนตรีของโรงเรียนไปโนนแก้ว

กวี อังศวานนท์ ใน อุโฆษสาร 1953 หน้า 151 - 155

 


 

       เมื่อท่านอ่านหัวเรื่องของเรื่องนี้ท่านคงจะทราบดีว่าที่ข้าพเจ้าเขียนนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไรเพราะอย่างไรเสียเรื่องที่ข้าพเจ้าเขียนหรือเล่าให้ท่านฟังโดยทางปากกานี้คงจะไม่พ้นไปจากดนตรีเป็นแน่ แต่ที่ข้าพเจ้าเอามาเขียนเพราะเป็นกรณีพิเศษ คือว่าถ้าเป็นแตรวงของโรงเรียนก็จำต้องเล่นที่โรงเรียน แต่พวกเรามีโอกาสไปเล่นกันที่โนนแก้ว เหตุที่พวกเราไปเล่นดนตรีกันถึงโนนแก้วเพราะคุณพ่อนิโกลาสเชิญบราเดอร์ให้นำวงแตรไปบรรเลง เนื่องในโอกาสเปิดวัดใหม่ซึ่งเป็นวัดคาทอลิคที่ค่อนข้างใหญ่มาก เมื่อข้าพเจ้ากล่าวถึงโนนแก้ว ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่ามีน้อยคนนักที่รู้จักว่าอยู่แห่งหนตำบลใด ถ้าท่านยังไม่ทราบข้าพเจ้าจะบอกให้ ตำบลโนนแก้วนี้อยู่เหนือสถานีนครราชสีมาไป 9 สถานี แต่ยังอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา สถานีนั้นคือสถานีห้วยแถลงเป็นสถานีเล็ก ๆ และตำบลโนนแก้วอยู่ห่างจากสถานีนี้ประมาณ 40 - 50 เส้น

 

       พวกเราที่เป็นนักเรียนไปด้วยกันทั้งหมด 19 คน รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย มีบราเดอร์ไปด้วยกันกับเรา 3 คน คือ บราเดอร์วิคตอเรียน ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าควบคุมพวกเรา บราเดอร์โรเบิร์ตและบราเดอร์ออนโนราต์ และมีมาสเตอร์ไปกับเราหนึ่งคนคือมาสเตอร์ยงยุทธ นักดนตรีที่ไปกันนี้ยังไม่ครบเพราะว่าในระหว่างนั้นเป็นเวลาปิดเทอมพวกเราบางคนก็ไปเที่ยวต่าง จ.ว. บ้าง อยู่บ้านบ้าง บราเดอร์ต้องหนักใจมากในการตามหาพวกเรา แต่อย่างไรก็ตาม ท่านก็ยังอุตส่าห์ไปตัวถึงบ้านจนพอที่จะร่วมกันเล่นเป็นวงได้ การเดินทางของพวกเราครั้งนี้กินเวลาทั้งหมด 9 วัน คือออกเดินทางในวันที่ 10 เมษายน 96 และกลับในวันที่ 18 เดือนเดียวกัน เรานัดพบกันที่โรงเรียนเวลา 6.00 น. ในวันออกเดินทาง เมื่อเรามาพร้อมกันแล้วก็ขึ้นรถของโรงเรียนไปยังสถานีรถไฟหัวลำโพง เรื่องตั๋วรถไฟพวกเราไม่ต้องพะวงเพราะ บราเดอร์จัดการเรียบร้อยแล้ว เมื่อเราไปถึงที่นั่งรถชั้น 2 ก็เกือบจะเต็มอยู่แล้ว แต่ในที่สุดพวกเราก็ยัดเยียดของต่าง ๆ ที่เรานำไปจนหมดมีเครื่องดนตรีทั้งวง และนอกจากเครื่องดนตรีแล้วเรายังมีกระเป๋าเดินทางอีกคนละใบ เพราะฉะนั้นพอพวกเราขึ้นกันหมดเรียบร้อยแล้ว รถตู้นั้นก็แน่นอย่างกับกระป๋องปลาซาร์ดีน เป็นอันว่าการขึ้นรถไฟของเราได้เป็นไปอย่างเรียบร้อย รถไฟต้องออกจากสถานีเมื่อเวลา 7.30 น. เพราะเสียเวลาไป 15 นาที ในระหว่างที่พวกเราอยู่บนรถไฟนั้น พวกเราก็คุยกันบ้าง อ่านหนังสือบ้าง หรือชมวิวตามทางที่รถไฟผ่านไปบ้างเพื่อแก้เหงาเพราะถ้าเราไม่ทำเช่นนี้ก็คงจะนั่งหลับไปตาม ๆ กัน เมื่อได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน บราเดอร์วิคตอเรียน ก็ให้นายยุทธเป็นผู้สั่งและพวกเราก็ลงความเห็นให้เอาข้าวผัดเพราะเป็นการสะดวกแก่พวกเราและแก่ผู้ขายด้วยในเมื่อคนแน่นเช่นนั้น ส่วนบราเดอร์และมาสเตอร์ก็รับประทานเช่นเดียวกันกับเรา เมื่อเราได้รับข้าวผัดที่เราสั่งมาแล้ว เราก็นั่งรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย ในตอนนี้มีเรื่องน่าขันที่จะเล่าสู่กันฟังคือว่า กลองที่เราเอาไปนั้นเราเอาไว้บนตะแกรงที่ไว้ของบนรถนั้นซึ่งมีความกว้างเพียงฟุตครึ่ง และมันเป็นความสะเพร่าของพวกเราที่เมื่อเอากลองไปวางไว้แล้วมันยื่นออกมาเกินครึ่ง แต่ตอนที่เราวางไปนั้น มันก็วางเรียบร้อยดี แต่พอขณะที่พวกเราและผู้โดยสารอื่น ๆ กำลังรับประทานอาหารอยู่นั้น


กลองเจ้ากรรมถูกรถเหวี่ยงตกลงมาบนศรีษะของผู้โดยสารผู้หญิง

ซึ่งความหนักของกลองนั้นทำให้ผู้นั้นร้อง “อุ้ย !” ออกมาเสียลั่นรถ

และปัดเอาข้าวที่เขากำลังรับประทานอยู่นั้นกระจายหมด


       เมื่อพวกเราเห็นดังนั้นก็ร้องบอกยุทธว่า “กลองของลื้อตกลงไปบนหัวเขาแน่ะ” นายยุทธต้องรีบไปขอโทษขอโพยเขาเป็นการใหญ่  ละยังมีการไปบอกกับเขาอีกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะไปซื้อข้าวผัดมาใช้ให้ นายคนนั้นโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงตอบว่า “ข้าวผมไม่เสียดายหรอก ผมกลัวหัวผมมันจะแตกเท่านั้นแหล่ะ" เมื่อทำการตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกเราก็รีบรับประทานอาหารต่อไป แต่ไม่ลืมที่จะเอาเชือกไปล่ามกลองไว้ไม่ให้มันตกลงมาอีกเป็นคำรบสอง

 

       รถถึงนครราชสีมา หรือที่เรามักเรียกกว่า โคราช เวลา 17.00 น. เศษ เราพักที่โคราชหนึ่งคืนโดยพักอยู่ที่ห้องของวัดคาทอลิคเล็ก ๆ แห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมภนน

 

       รุ่งขึ้นเช้าพวกเราตื่นกันแต่เช้ามืด ล้างหน้า ล้างตาเรียบร้อยแล้ว เราก็ตรงไปที่สถานีรถฟ เพราะรถไฟสายนครราชสีมา - อุบล ออก 7.00 น. ตรง และมีคนไปจองที่นั่งกันแต่เช้ามืดฉะนั้นเราจึงต้องไปจองที่ไว้เพื่อว่าจะได้มีที่นั่ง พอไปถึงสถานีเราต้องเอาเครื่องดนตรีไปชั่ง และเสียค่าระวางเมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราก็ไปรอขึ้นรถ พวกเราได้ที่นั่งทุกคน แต่ตอนรอรถอยู่นั้นก็ไปพบกับนายคนที่ถูกกลองตกลงมาโดนศรีษะเข้าอีก พอนายคนนั้นเห็นหน้าพวกเราเข้าแกรีบบอกว่าไม่เอาแล้ว ผมไม่ไปกับคุณอีกแล้ว แต่แล้วในที่สุดก็ไปรถตู้เดียวกับพวกเราอีก และพวกก็ให้ที่เขานั่งพร้อมด้วยภรรยาและบุตรของเขา ตั้งแต่นั้นเราก็เลยรู้จักกับเรา นั่งจากโคราชประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ถึงสถานีห้วยแถลง พวกเราก็ขนของลง ที่สถานีคุณพ่อนิโคลาสมารับเราและนำเราไปโนนแก้ว จุดหมายปลายทางของพวกเรา ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีออกไปประมาณ 40 - 50 เส้น เราเดินกันประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงโนนแก้ว ซึ่ง ณ ที่นั้นเป็นที่ ๆ จะมีการทำพิธีเปิดวัดใหม่ และเราจะต้องไปบรรเพลงเพลงให้พวกโนนแก้วฟัง ตำบลโนนแก้วนี้เป็นตำบลที่ค่อนข้างจะใหญ๋อยู่เหมือนกันมีบ้านประมาณ 80 -100 หลังคาเรือนได้และทุกหลังคาเรือนเป็นชาวคาทอลิค

 

วัดคาทอลิคที่โนนแก้วที่ทำพิธีเปิดใหม่

 

       เมื่อเราไปถึงคุณพ่อก็ให้เราพักที่บ้านหลังหนึ่งซึ่งมีแต่พวกเราล้วน ๆ ส่วนบราเดอร์กับมาสเตอร์พักอยู่กับคุณพ่อ เราไปถึงก่อนวันที่จะทำพิธีเปิดวัด 3 วัน และในระหว่างวันนี้เราซ้อมเพลงกันบ้างเพื่อหาความชำนาญ ตอนกลางวันก็เดินเล่นตามหมู่บาน ทักทายชาวบ้าน และไต่ถามถึงสิ่งที่เราไม่รู้บ้าง แต่เราพูดกับเขาไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เพราะเราพูดภาษาชาวกรุง แต่เขาพูดภาษาพื้นเมือง และเหตุนี้เองจึงทำให้พวกเราต้องไปหัดพูดภาษาพื้นเมืองบ้างเพื่อที่จะได้พูดกันรู้เรื่อง แต่เราก็พูดได้เพียง 2 - 3 คำ เท่านั้น ในตอนกลางคืนพวกเราก็ร้องเพลงกันเล่นบ้าง รำวงกันบ้าง และยิ่งสนุกสนานมากขึ้นเมื่อบราเดอร์โรเบิร์ต มาร้องเพลงให้พวกเราฟัง ทุก ๆ วัน ตอนเย็นพวกเราพากันไปอาบน้ำที่ห้วยซึ่งอยู่ห่างจากบ้านที่เราพักประมาณ 2 เส้น

 

เดินบรรเลงดนตรีไปตามหมู่บ้านโนนแก้ว

 

       ในวันที่ 14 เมื่อรับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปที่สถานีเพื่อไปบรรเลงเพลงต้อนรับพระสังฆราชหลุยส์โชแรงแห่งมิสซังกรุงเทพฯ ซึ่งไปเป็นประธานในการทำพิธีเปิดวัดใหม่นี้ เมื่อเสร็จพิธีแล้ววันรุ่งขึ้นตอนเช้าเราก็กลับบรรเลงเพลงให้พวกโนนแก้วฟัง ซึ่งชาวโนนแก้วก็ต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดีในตอนเย็นมีการแห่รอบวัดซึ่งพวกเราก็เข้าขบวนแห่และบรรเพลงเพลงด้วย แต่เพลงที่เราเล่นนั้นเป็นเพลงที่ทางวัดใช้ขับร้อง เช่นเพลงแม่พระฟาติมา ฯลฯ เมื่อเสร็จจากงานฉลองแล้ว ในคืนนั้นเราอยู่กันถึงตี 3 ไม่ง่วงเลย และไม่รู้ว่ามีอะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เราไม่ง่วง นอกจากนั้นยังมีตะไลซึ่งชาวโนนเเก้วประดิษฐ์ขึ้นเอง อันหนึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ฟุต เวลาจุดขึ้นไปในท้องฟ้าสูงมาก เป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเราสนใจไม่น้อยไปกว่าชาวโนนแก้วเลย วันรุ่งขึ้นมีมวยให้พวกเราชมด้วย บ้านที่พวกเราพักอยู่นั้นติดกับเวทีมวยที่เขาสร้างไว้ ฉะนั้นเราจึงได้ดูมวยฟรีโดยอาศัยบ้านพักเป็นที่นั่งซึ่งอาจจะนับได้ว่าเป็นที่นั่งชั้นหนึ่งก็ว่าได้ เพราะผู้ที่เสียสตางค์เข้าไปดูนั้นต้องยืนดู มวยวันนั้นสนุกพอใช้ แต่บางคู่ก็ชกกันเหยาะแหยะ พอมวยเลิกพวกเราถามบราเดอร์ว่าสนุกไหม บราเดอร์ทุกคนบอกว่าสนุกแต่บราเดอร์โรเบิร์ตเสริมว่า อยากเห็นคนใดคนหนึ่งในพวกเราขึ้นไปชกกับเขาเหมือนกัน แต่ถูกเพื่อน ๆ คัดค้านไว้เพราะกลัวคุณพ่อหรือบราเดอร์จะว่าเอา แต่ท่านกลับอยากให้พวกเราขึ้นชกเสียอีก ในตอนกลางคืนหลังจากได้ชมมวยกันแล้ว เรายังได้ชมของแปลกอีกอย่างหนึ่งซึ่งเราไม่เคย เห็นและได้ยินมาก่อนเลย สิ่งนั้นคือรำลาว ซึ่งมีผู้ชายหนึ่ง และผู้หญิงหนึ่งขึ้นไปร้องเป็นภาษาลาวเย้ากันหรืออะไรก็ไม่ทราบทำนองลำตัดของเราดี ๆ นี่เอง และมีคนเป่าแคนข้างละหนึ่งคน วันรุ่งขึ้น วันที่ 17 ซึ่งเป็นวันที่พวกเราจะเดินทางกลับนครราชสีมา ฉะนั้นในตอนเช้าถึงเที่ยงพวกเราก็ไปบ้านโน้นบ้างบ้านนี้บ้างเพื่อไปลาคนที่เรารู้จัก พวกเราอยู่ที่นั่นจนถึงบ่ายโมงจึงออกเดินทางไปสถานีแต่ก่อนที่จะออกเดินทางพวกเราได้ไปเล่นเพลงให้แม่ชีฟังอีกครั้งหนึ่ง เพราะพวกท่านได้ทำอาหารเลี้ยงพวกเราทุกวันทุกมื้อ เมื่อเล่นเพลงเสร็จแล้ว เราก็ออกเดินทางไปถึงสถานีห้วยแถลงประมาณ 13.30 น. พวกเรารอรถประมาณชั่วโมงครึ่งรถจึงมา และออกจาสถานีห้วยแถลงประมาณ 15.00 น. ถึงโคราชประมาณ 17.00 น. เราไปพักบ้านเก่าที่พวกเราไปพักในตอนขามา เมื่อเรารับประทานอาหารกันเสร็จแล้วก็ไปเที่ยวกันในเมือง และไปชมอนุสาวรีย์คุณหญิงโมด้วย เมื่อเที่ยวกันจนพอใจแล้วเราก็กลับที่พัก รุ่งขึ้นวันที่ 17 พวกเราตื่นแต่เช้าตามเคยและไปจองรถ แต่ว่ารถที่ล่องกรุงทเพฯ นั้นแน่มาก ชั้นหนึ่งถึงชั้นสามแน่นทุกตู้ แต่เคราะห์ดีที่มีญาติของมาสเตอร์ยงยุทธได้ช่วยใหพวกเราไปนั่งที่รถการ์ด จึงเป็นอันว่าหมดทุกข์กันทีเรื่องขึ้นรถไฟ พวกเราสนุกสนานกันมาตลอดทางและถึงกรุงเทพฯ เวลา 16.00 น. โดยสวัสดิภาพ

 

       พวกเราทุกคนขอขอบคุณคุณพ่อเจ้าอาวาสวัดโนนแก้ว แม่ชี และชาวโนนแก้วทุก ๆ คนที่ต้อนรับพวกเราทุกคนด้วยน้ำใจอันดียิ่ง.




Author: กวี อังศวานนท์