เรื่องของเพื่อนอัสสัมชนิก : นวล ปาลิกะภัฎ

ผู้เขียน : นวล ปาลิกะภัฎ
product

เรื่องของเพื่อนอัสสัมชนิก

นวล ปาลิกะภัฎ อัสสัมชนิกเลขที่ 6101 ใน อุโฆษสาร 1954

 

       นายพลตำรวจ จำรัส มัณฑุกานนท์ เมื่อสมัยยังเรียนอยู่ ณ โรงเรียนอัสสัมชัญนั้นเป็นนักกีฬาขนาดดาวของโรงเรียน ตัดผมโกร่มอยู่เสมอ เพื่อน ๆ เรียกกันว่า “เถร” เรียกกันไปเรียกกันมาเลยเพื่อนบางคนไม่รู้จักชื่อจริงของท่าน ใคร ๆ ก็เรียก “เถร” ทั้งนั้น หากสนิทกันมากหน่อย ก็ขยับไปถึง “ไอ้เถร”

 

พล.ต.อ.จำรัส มัณฑุกานนท์ ถ่ายเมื่อได้รับพระราชทานยศเป็นร้อยตำรวจตรี (พ.ศ. 2474)

รูปจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_9955

 

       วันหนึ่ง ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งผู้บังคับการสันติยบาลอยู่นั้น มีเพื่อนสนิทคนหนึ่งซึ่งจากกันไปอยู่ต่างจังหวัดเสียนานปี มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องไปเยี่ยม “เถร” ให้ได้ และเข้าใจว่าเพื่อนคนนี้คงจะรู้จักชื่อของท่านเพียง “เถร” เท่านั้น

 

เมื่อไปเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าห้องเวรที่กองบังคับการสันติบาลอยู๋นั้น นายสิบเวรก็ตรงเข้ามาถามว่า

 

“คุณมีธุระ จะต้องการพบกับใครครับ”

 

เอ.ซี. ผู้นั้นตอบทันทีว่า “คุณเถรอยู่ไหมครับ ? ผมขอพบหน่อย”

 

นายสิบเวรเกาหัว พลางทำหน้าฉงน “คุณเถร… คุณเถร … เอ ชื่อนี้ไม่เคยได้ยินเลย เป็นนายตำรวจชั้นไหนครับ ?”

 

“เอ … ยังไงผมก็จำไม่ค่อยได้ … แต่เป็นนายตำรวจใหญ่แน่ครับ ขนาดนายพันตำรวจ....”

 

       นายสิบเวรขึ้นบันได้ไปทางชั้นสองของตึกกองบังคับการสันติบาล เที่ยวถามหาท่านนายพันตำรวจที่มีชื่อว่า “เถร” ให้วุ่นไปหมด ความทราบถึงท่านผู้บังคับการ จึงสั่งให้เชิญ เอ.ซี. ผู้นั้นขึ้นไปพบ ทั้งสองได้แสดงความปิติยินดีกันขนานใหญ่ ทำความขำและฉงนให้กับนายสิบเวรผู้นั้นเป็นที่ยิ่ง เมื่อท่านผู้บังคับการได้นำเพื่อน เอ.ซี. ผู้นั้นเข้าไปในห้องทำงานของท่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อนผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นมาว่า 

 

“เถร ! เมื่อไหร่แกจะเปลี่ยนชื่อเสียทีวะ”

 


 

       ในราวปี 1925 ห้องหก เอ. (อังกฤษ) ท่านปรมาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ มีหน้าที่สอน แปลไทยเป็นอังกฤษ และอังกฤษเป็นไทย เป็นชั่วโมงพิเศษ เป็นที่รู้กันอยู่ทั่ว ๆ ไปแล้วว่า ชั่วโมงนี้ เป็นชั่วโมงที่พวกเราจะได้รับความบันเทิง สนุกสนาน ในการสอนของท่านอันเต็มไปด้วยถ้อยคำอันมีกลเด็ดเม็ดพรายอันคมคาย และชวนขัน เสียง ฮา… ฮา.... จะต้องบังเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ มิได้ขาด

 

มีคำหนึ่งที่ท่านได้เอ่ยถามนักเรียนควรจะแปลเป็นคำไทยว่าอะไรจึงจะเหมาะ คำนั้นคือคำว่า “SURPRISE” 

 

บางคนก็ตอบว่า “แปลกใจ … ประหลาดใจ … ฉงนใจ…”

 

มีคนหนึ่งตอบว่า “ทึ่ง”

 

ท่านปรมาจารย์ชี้มือไปทางคนที่ตอบว่า “ทึ่ง” แล้วกล่าวว่า

 

“ไหน ? พ่อคุณยืนขึ้นให้ดูหน้าให้เห็นกันให้ทั่วซิ”

 

นักเรียนผู้นั้นได้ยืนขึ้น แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า “...ดูซิ พวกเรามาดูคุณ “ทึ่ง” หน้าตาอย่างนี้เอง ถ้าเป็นจีนเราก็จะเรียกเขาว่า “นายเต้าทึง”

 

ขาดคำท่าน… เสียงฮาอย่างหนักแน่นก็ดังขึ้นทันที .. แตจ่มีนักเรียนคนหนึ่งในห้องนั้น คือ ม.ร.ว.ทำนุ เกษมสันต์ ซึ่งแปลกที่สุดคือแกไม่ฮากับเขาเลย นั่งตีหน้าตายเป็น “บัสเตอร์คีตัน” อยู่คนเดียว

 

แต่เมื่อเสียงฮาได้เงียบลงแล้ว ในชั่วสองสามอึดใจ ม.ร.ว.ทำนุฯ ก็เปล่งเสียงหัวเราะฮาลั่นออกมาคนเดียว … เสียงเดียวดังก้องห้อง เลยทำความเกรียวกราวขึ้นอีกในห้อง ทุกคนได้หัวเราะกันอย่างกลั้นไม่ได้

 

ท่านปรมาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ได้เรียก ม.ร.ว.ทำนุฯ ให้ไปหาท่าน แล้วถามว่า “หม่อม… เมื่อกี้นึกอย่างไรขึ้นมา จึงได้ฮาออกมาคนเดียว”

 

ม.ร.ว. ทำนุฯ ได้ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า

 

“ผมเพิ่งขำครับ”

 

ปัจจุบัน ม.ร.ว.ทำนุ เกษมสันต์ รับราชการอยู๋ที่กองทัพเรือ

 


 

       คุณจรัส เฉลิมเตียรณ์ ขณะที่ปฎิบัติราชการอยู่ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวิชิงตันนั้น ได้เคยส่งของขวัญปีใหม่มาให้ผู็เขียน คือ เน็คไทยอเมริกันหนึ่งชิ้น เน็คไทชิ้นนี้สีฉุดฉาดบาดาตามาก แบบอเมริกันแท้ ต่อมาคุณจรัสฯ ได้กลับเข้ามารับราชการประจำกระทรวงต่างประเทศ เราได้พบกันในงานมงคลแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนก็ได้แต่งแบบสากลและผูกเน็คไทชิ้นที่ได้รับจากคุณจรัสฯ เมื่อได้เจอกันจังหน้าในวาระแรก คุณจรัสได้อุทานออกมาว่า

 

“เฮ้ย... นวล..เน็คไทลื้อเอามาจากไหนวะ สีมันฉูดฉาดพิลึก ไอแกมันแก่แล้ว ไหนไม่รู้จักแก่เสียทีวะ เน็คไทอย่างนี้มันเหมาะสำหรับเด็กรุ่นหนุ่มนะเพื่อน…” พลางเราก็สัพยอกกันฉันเพื่อนนาน ๆ พบกันที

 

"แฮ่ะ แฮ่ะ หรัด… ไอ้เน็คไทอันนี้แหล่ะ ที่ลื้อส่งมาให้อั๊วจากอเมริกา..ไงเล่า .. จำได้ไหม ?”

 

“! ? ! ?” เสียงคุณจรัสอู้อี้อยู่ในลำคอแล้วเราก็หัวเราะกันเป็นการใหญ่

 


 

       คุณไถง สุวรรณทัต ส.ส.ขาด้วนสมัยยังเรียนหนังสืออยู่ด้วยกันกับผู้เขียน เมื่อเวลาพักกลางวัน เป็นต้องท้าผู้เขียนไปต่อยกันเสมอ และเวลาเราได้ต่อสู้กัน เพื่อนฝูงก็ไปล้อมวงสนับสนุนเฮฮากัน อย่างสนุกสนานและหัวเราะกันอย่างท้องคัดท้องแข็ง เราทำการต่อสู้กันแทบทุกวัน แต่เป็นการน่าประหลาดเหลือเกินว่า ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวอะไรเลย เพราะทุก ๆ คราวที่เราได้ต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึงขิงสบอารมณ์พระเดชพระคุณเพื่อนฝูงเรานั้น เราได้ต่อสู้กันแบบ SLOW MOTION อย่างภาพยนตร์ ลักษณะท่าทางของการต่อสู้ของเราจะเป็นไปอย่างไรนั้นขอท่านผู้อ่านจงหลับตานึกภาพเอาเอง

ไถง สุวรรณทัต

รูปจาก https://www.facebook.com/02ThayaiSuwannatat/

 


 

       คุณตุ๊ วัชราธร ผู้อำนวยการรถราง การไฟฟ้ากรุงเทพฯ เช้าวันหนึ่งเขาได้ออกตรวจทางรถรางสายเจริญฏรุง โดยยืนอย่างสง่าอยู่ที่หน้ารถรางชั้นที่หนึ่งเคียงกับคนขับ เมื่อรถคันนี้นสวนทางกับรถรางคันอื่น ๆ เวลาเข้าหลีก เจ้าพนักงานรถราง มีนายตรวจ คนขับ และกระเป๋า ต่างก็ “ตาเบ๊ะ” ทำความเคารพคุณตุ๊อย่างเข้มแข็งกระฉับกระเฉง คุณตุ๊ก็ “ตาเบ๊ะ” ตอบอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ขณะที่รถรางคันนั้นได้คอยหลีกอยู่ที่หลีกหนึ่ง เพื่อนรักสองคนของคุณตุ๊ ชนิดที่ตบหัวเตะก้นกันได้ บังเอิญได้มาเห็นคุณตุ๊วางท่าอย่างสง่าเช่นนั้น ก็รีบตรงเข้าไปทำความเคารพคุณตุ๊โดยพนมมือไหว้อย่างนอบน้อม ซึ่งทำให้คุณตุ๊ต้องรีบยกมือไหว้ และตีหน้าแหย ๆ อย่างบอกไม่ถูก และทำหน้าปูเลี่ยน ๆ ชอบกล ส่วนปากของคุณตุ๊ก็มีลักษณะขมุบขมิบ แต่ไม่รู้ว่าพูดภาษาอะไร.

 


 

       อดีตท่านนายกรัฐมนตรี คุณควง อภัยวงศ์ อัสสัมชนิก เป็นบุคคลที่น่าเคารพนับถือเพียงไร ก็เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่ว ๆ ไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นอัสสัมชนิกด้วยกันแล้ว ท่านยิ่งเป็นกันเองหนักขึ้น เป็นคนมีอารมณ์สนุก เสมอต้นเสมอปลาย แลยคบหาทักทายปราศัยกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเด็กกว่า หรืออ่อนอาวุโสกว่า หรือไม่ว่าจะพบในงานใหญ่งานเล็ก ฯลฯ เป็นต้องปฏิสันถานแบบเดียวกันหมด ไม่ถือเนื้อถือตัว จึงนับได้ว่าเป็นผู้ที่ควรแก่การเคารพยิ่ง

 

ควง อภัยวงศ์

(รูปจาก อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันตรี ควง อภัยวงศ์ ป.จ.,ม.ป.ช., ป.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2511)

       วันหนึ่ง ผู้เขียนได้นั่งรถสามล้อผ่านไปทางสามแยก นั่งวางอารมณ์เรื่อยไปโดยมิได้เหลียวซ้ายแลขวา และไม่ได้สังเกตเห็นว่าจะผ่านอะไรหรือใครมาบ้าง ก็พลันได้ยินเสียงตะโกนอยู่โหวกเหวกดังขึ้นทางตึกสำนักงานกรุงสยามประกันชีวิตว่า

 

“ไง ! นวล… นั่งเพลินเชียวนะ เป็นไง สบายดีรึ ?”

 

       ผู้เขียนเหลียวขวับไปทางเสียงนั้นทันที คุณควงฯ ยืนตระหง่านอยู่ที่ประตูหน้าสำนักงานของท่าน ด้วยดวงหน้าอันยิ้มแย้มแจ่มใส โบกไม้โบกมือ ผู้เขียนรีบกระทำความเคารพท่านทันที พลางตะโกนตอบท่านไปว่า

 

“สบายดีครับผม” จราจรตรงนั้นกำลังจอแจจะหยุดรถลงไปเพื่อกระทำความเคารพแบละปฏิสันถานกันอย่างใกล้ชิดก็มิได้ รถสามล้อก็เลยไปตามทางของมัน ผู้เขียนเหลียวหลังมาดูอีกก็ยังเห็นคุณควงฯ ยืนยิงฟันขาวยิ้มอยู๋ และโบกไม้โบกมือให้แก่ผู้เขียนอยู่ในท่าเดิมนั่นเอง

 

คุณควงท่านเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนนายนวลก็คือคนเดินถนนธรรมดานี่เอง แต่คุณควงไม่เคยคิด นี่แหล่ะเลือด เอ.ซี. แท้ละ


Author: นวล ปาลิกะภัฎ