อ.ส.ช. สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2484 - 89

ผู้เขียน : ภราดามงฟอร์ต
product

อ.ส.ช. สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2484 - 89

ภ.มงฟอร์ต ใน อัสสัมชัญ วชิรสมโภช หน้า 54 - 67

 

       กรณีพิพาทอินโดจีน ใน ค.ศ. 1940 - 1941 ก่อให้เกิดบรรยากาศตึงเครียดภายในโรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพฯ ภราดาชาวฝรั่งเศสพากันรู้สึกคับอกคับใจ ยากที่จะอบรมเด็ก ๆ ในความดูแลให้ถึงขนาดได้ จึงตกลงกันว่า จะเนรเทศตัวเองอีกพักหนึ่งจนกว่ามรสุมปรกติจึงจะกลับ ทีแรกไปอยูทางมลายู แต่แล้วจำเป็นต้องไปอาศัยที่ประเทศอินเดีย และอยู่ที่นั่นนานแรมปีอย่างผิดคาด

       หนังสือพิมพ์วันที่ 17 มกราคม 1941 ลงข่าวการนิราศของภราดาชาวฝรั่งเศส โอกาสนี้ข้าพเจ้าถูกแต่งตั้งให้เป็นอธิการโรงเรียนอัสสัมชัญ มีภราดาเทโอฟาน เป็นผู้จัดการและเจ้าของโรงเรียน และในเครืออัสสัมชัญ

 

       วันที่ 18 ซึ่งเป็นวันที่ต้องจากกันไป บรรดานักเรียนเก่าหลายคนทราบข่าวเนรเทศของภราดาฝรั่งเศส ก็มาแสดงความเสียใจอย่างซึ่ง เป็นเหตุให้น้ำตาหลั่งไหลทั้งสองฝ่าย

 

       ภราดาฝรั่งเศสจากไปแล้ว ก็เหลือแต่ภราดาชาติอื่นราวสิบรูป ซึ่งขณะนั้นประชาชนต่างชิงแสดงความรักชาติถึงสุดขีด มีแห่แหนขอดินแดนที่เป็นของไทยเมื่อก่อน ร.ศ. 112 เป็นต้น เวลานั้นบางคนเห็นเป็นโอกาสทำปฏิวัติทางการศึกษา แต่ตำรวจรู้เข้าก็กีดขวางทางของเขา ถึงกระนั้นนายประสาน อุตส่าห์ที่ทำการโฆษณาชวนเชื่อ ชักจูงประชาชนให้รู้สึกเกลียดครูต่างด้าวชาวต่างแดน แต่นักเรียนไม่ยอมเล่นด้วย ถึงกระนั้นมีครูอยู่หมู่หนึ่งใต้การนำของครูจำลอง คิดว่าจะถึงเวลาแล้วที่จะกำจัดพวกภราดาให้สิ้นเชิง ฝ่ายผู้ใหญ่ของทางโรงเรียนทราบเรื่องทันท่วงทีก็จัดการที่เห็นเหมาะสมในการป้องกันตัว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ม๊าสเตอร์ บรรณา ชโนดม ถูกแต่งตั้งให้เป็นครูใหญ่แทนครูจำลอง การภายในจึงสงบราบคาบ และเราสามารถทำการอบรมสั่งสอนกุลบุตรต่อไปจนสิ้นปีการศึกษา มีการสอบไล่ตามเคยทุกปี

 


ปีการศึกษา 1941 - 1942


 

       วันที่ 17 พฤษภาคม เปิดเรียนตามเวลากำหนด มีนักเรียนใหม่ถึง 250 คน เทอมที่หนึ่งของปีนั้น พระสังฆราชแปรโรสอนุญาตให้เปิดวัดเล็กประจำโรงเรียนที่ชั้นสองของตึกเก่าในที่เคยเป็นห้องรับประทานอาหารของภราดา และห้องของคนใช้ เมื่อจัดเรียบร้อยแล้ว วันที่ 16 มิถุนายน พระสังฆราชแปรโรสเสกสถานที่ วันรุ่งขึ้นคุณพ่อ การ์เรตโต (เวลานี้เป็น พณฯสังฆราชแห่งมิซซังราชบุรี) ได้ถวายมิซซาเป็นครั้งแรก และเป็นผู้เทศน์เข้าเงียบของเด็กนักเรียนคริสตังเป็นเวลาสามวัน พอเทศน์แล้ว อีกหกวันคุณพ่อก็ได้รับอภิเษกเป็นพระสังฆราชมิซซังราชบุรี และโอกาสนี้มีการกินเลี้ยงในห้องดนตรีของโรงเรียนเรา

 

       ต้นเดือนกันยายน โรงเรียนเซนต์ปอลที่แปดริ้วถูกปิด วันที่ 14 กันยายน ภราดาเฟรเดริก (ขอจงอยู่เย็นสุขสำราญ) ได้กลับจากอินเดียปรากฏตัวที่โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยไม่มีใครทราบล่วงหน้า คณะเราก็พากันดีอกดีใจ

 

       สิ้นเทอมสอง มีสิ่งที่น่าบันทึกสองอย่างคือ ทางโรงเรียนเข้าแข่งกีฬา ที่กรีฑาสถานแห่งชาติซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จใช้เป็นครั้งแรก เริ่มแข่งขันด้วยการวิ่งผลัด 400 ม. ซึ่งเราภูมิใจจะแจ้งว่าอัสสัมชัญเราชนะอย่างาม ในการนำนักกีฬาของเราไปแข่งขันครั้งนั้น ทางโรงเรียนใช้รถ อ.ส.ช. ซึ่งซื้อใหม่ (รถอินเตอร์) เป็นราคา 3600.- บาท และต่อไปรถคันนี้ทำคุณประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการติดต่อระหว่างกรุงเทพฯ กับศรีราชาตลอดเวลาสงครามโลก พอโรงเรียนหยุดเทอม รถใหม่ของเราก็นำพวกภราดาไปตากอากาศที่ศรีราชา วันที่ 4 ธันวาคม เสียดายที่เราไม่ได้คำนึงถึงเหตุที่อาจเกิดขึ้นในเวลาเดินทาง คือว่าถึงเมืองฉะเชิงเทรา ทั้งรถและคนโดยสาารต้องลงแพขนานยนตร์ข้ามแม่น้ำบางปะกง ปรากฏว่าตัวรถของเรายาวและต่ำมาก ผลที่ได้ก็คือ ท้ายรถยับเยิน แต่ถึงกระนั้นรถก็สามารถไปถึงที่หมายโดยตลอดปลอดภัย

 

       กำลังตากอากาศอยู่อย่างสบาย ลุถึงวันที่ 8 ได้ข่าวว่าญี่ปุ่นขึ้นบกเมืองไทย สามวันต่อมา ภราดาเทโอฟานกับข้าพเจ้าก็ไปกรุงเทพฯ และเห็นชาวพระนครมีหน้าตาเศร้า ๆ ชอบกล

 

       ถึงวันที่ 20 ธันวาคม ก็เปิดเรียนตามเคยกำหนด แต่วันนั้นนักเรียนขาดเรียนตั้ง 500 กว่าคน ความกลัวไม่รู้จักคิด ทำคนให้เสียเงินและเวลาในการหาที่หลบภัยอันไม่ปรากฏขึ้น

 

       ทีละเล็กละน้อย ใจหวาดหวั่นกลายเป็นใจเยือกเย็น นักเรียนก็ค่อย ๆ ทยอยกันมาเรียนจนรู้สึกว่าอาการปรกติแล้ว แต่ที่ไหนได้ ถึงวันที่ 8 มกราคม 1942 มีเรือบินข้าศึกมาทิ้งลูกระเบิดทำให้คนทั่วพระนครขวัญหนีดีฝ่อไปตาม ๆ กัน ก็เริ่มอพยพจากระนครไปหาที่หลบภัยตามชนบทแต่เสียดายที่หลายคนไปประสบความตายที่เขาพยายามจะหลบหนีจนได้ เช่น ถูกงูกัด เป็นไข้ ฯลฯ โบสถ์อัสสัมชัญ สำนักพระสังฆราช บ้านพ่อเจ้าอาวาสอัสสัมชัญ คอนแวนต์อัสสัมชัญ โปรกืร ต่างได้รับแผลหลายแห่ง ซึ่งคงเป็นแผลเป็นอยู่อีกหลายปี สุขศาลาบางรักอันตั้งใกล้โรงเรียนเราได้รับลูกระเบิดเต็มรัก เราเองรอดหวุดหวิด แต่ข่าวโคมลอยเดินทางของมันแพร่สะพัดให้คนเข้าใจว่า โรงเรียนอัสสัมชัญถูกลูกระเบิดเหลวแหลกไปไม่เหลือชิ้นดี เพื่อสงบอารมณ์ผู้ปกครองนักเรียนประจำ ทางโรงเรียนก็ส่งข่าวทางวิทยุประกาศว่า ตัวลูกเต้าไม่มีใครเป็นอันตรายเลย ตัวโรงเรียนเองก็ปรกติดี

 

       แต่นี้ลูกระเบิดตกใกล้โรงเรียนแล้วอาจจะตกภายในโรงเรียนก็ได้ ฉะนั้นเราก็ทำที่หลบภัยกันภายใต้ตึกกอลมเบต์ ซึ่งนับว่าเป็นที่เหมาะสมชั้นเยี่ยม เพราะถ้าลูกระเบิดตกว่าจะถึงที่หลบนั้น ก็ต้องผ่านปูนซีเมนต์หน้า ๆ ถึง 5 ชั้น เราใส่ไฟฟ้า พัดลม ที่หลับที่นอนหมอนมุ้งต่าง ๆ จนเป็นรังที่หลบภัยของนักเรียนประจำอย่างดี พอหวอขึ้นทุกคนก็วิ่งสุดฝีเท้า ซึ่งถ้าเป็นเวลาปรกติ อัตราการวิ่งนั้นก็พอชนะเลิศในสนามกีฬา นับว่าถ้าเรือบินมาเยือนเรา กลางคืนก็มีที่พอถมสำหรับนักเรียนประจำแต่ถ้าเผื่อตัวนกเบ้อเร่อมาปล่อยมูลของมันเวลากลางวัน จะทำอย่างไรดี ที่ดินของโรงเรียนเรามันน้อยเหลือเกิน จะขุดหลุมไม่มีที่ แต่ได้ตึกกอลมเบต์ยังมีว่างเศษ 4 ส่วน 5 เลยได้เร่งรีบเปิดช่องเข้า ขุดดินออกมาทำเป้นห้องพักพอบรรจุนักเรียนทั้งหมดได้

 

       สิ่งสำคัญเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ซึ่งมักเกิดจากการขวัญหนี ต้องฝึกหัดให้รู้จักรักษาใจเย็นทั้งครู และนักเรียนเวลาเกิดเรื่องขึ้น นั่นแหล่ะข้อใหญ่สำคัญสำหรับผู้อำนวยการ พอสัญญาณภัยทางอากาศดังขึ้นเมื่อไร ถ้าเกิดใจแฟบหัวเสียเช่นนั้น ไม่จำเป็นต้องมีลูกระเบิดหรอก ความกลัวนั้นแหล่ะเป็นผู้ทำหน้าที่หักแขน หักขา หักคอ หัวแตกต่าง ๆ

 

       เช้าวันหนึ่ง ทางโรงเรียนออกคำสั่งเด็ดขาว่า ถ้ามีสัญญาณภัยทางอากาศดังขึ้นเมื่อไร ให้ทุกคนอยู่เป็นที่คอยฟังคำสั่งต่อไป วันนั้นเอง ตอนบ่ายก็มีสัญญาณดังขึ้น ก่อนเลิกเรียน 10 นาที ทุกคนกลัวตัวสั่นแต่ทุกคนคงอยู่กับที่ เช่นนี้เราพอเผชิญหน้ากับอนาคตได้ดี เพราะเราเป็นโรงเรียนมีที่หลบภัยดีกว่าโรงเรียนอื่น ๆ แต่พอดีได้รับคำสั่งจากกระทรวงให้ปิดโรงเรียนไม่มีกำหนดเปิด จนกว่าจะสั่งใหม่ การกระทำของรัฐบาลนับว่ารอบคอบดี เพราะโรงเรียนอื่นไม่มีบุญเหมือนเราและคนก็บ้าด้วยความกลัว จะห้ามเท่าไรคนก็คิดแต่จะออกจากพระนครอันเป็นแหล่งยุทธศูนย์กลางของข้าศึกในการทิ้งลูกระเบิด

 

       วันประกาศโรงเรียนปิด บรรดานักเรียนที่เกียจคร้าน กับนักเรียนที่กลัวสอบตกแน่ พากันดีใจเป็นพิเศษเพราะรัฐบาลตัดสินว่า ผู้ที่มีเวลาเรียน 60 เปอร์เซ็นต์ทั้งหมดจะขึ้นชั้นทั้งนั้นโดยไม่ต้องสอบ แต่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ข้อสุดท้ายนี้ ทำให้ทางโรงเรียนโล่งใจเป็นกอง มิฉะนั้นจะเอาเงินที่ไหนมาให้ครูได้ เวลาก่อนสิ้นปีต้องปิดโรงเรียนเมื่อยังขาดอีกสองเดือน แต่ก่อนนั้น นักเรียนใช่ว่ามาเรียนตามปรกติไม่ บางวันคนขาดเรียนตั้ง 700 คนก็มี

 


ปีการศึกษา 1942 - 1943


 

       เมื่อการอยู่กินในพระนครปรากฏว่าเป็นที่เสี่ยงภัยอันตรายถึงตาย ผู้เห็นแก่ชีวิตก็คิดจะไปชนบทเป็นเวลานาน คราวนี้ เราเองจะไปศรีราชาเป็นเวลาสามเดือนกว่า คือตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม ถึงวันที่ 8 พฤษภาคม

 

       อนาคตกาลย่อมไม่แน่นัก เราจะทำอย่างไรดี ลองทำกสิกรรมกับเขาบ้างเป็นไร มีทำสวนบ้าง เลี้ยงแพะบ้าง สวนครัวบ้างจะว่าทำมาหากินเลี้ยงท้องก็ไม่เชิง แต่เราออกกำลังแก้รำคาญ แล้งก็ลงมือทำไร่ ไร่มันสำปะหลัง ไร่สับปะรด ปัญหาน้ำก็แก้ตกได้เพราะปีนั้นหน้าฝนเริ่มเดือนมกราคม และฝนก็ตกตลอดเวลาที่เราอยู่ศรีราชา

 

       พอถึงเวลากำหนด คนที่ยังอยู่กรุงเทพ ฯ ก็ไปประชุมที่ศรีราชาเพื่อเข้าเงียบ มีคุณพ่อไอเลนบอสส์ (Eylenboss) แห่งคณะเยซูอิตและศาสตราจารย์สอนภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัยโซเฟียแห่งกรุงโตเกียว เป็นผู้แสดงพระธรรม

 

       เวลาล่วงไป เหตุการณ์ดำเนินอย่างพอจะคาดคะเนได้ว่า โรงเรียนคงเปิดตามปรกติในเดือนพฤษภาคม กลางเดือนเมษายนก็เริ่มลงชื่อผู้สมัครเรียนใหม่ มีมากตามเคยเป็นจำนวน 250 คน และพวกที่กลัวกลับมาใหม่อีกราว 50 คน การเรียนดำเนินราบคาบดี ขาดแต่การกีฬาอย่างเดียว ทั้งนี้ก็เพราะนับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 1941 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้สนามวิลลามงฟอร์ตของโรงเรียนเป็นที่รักษาปศุศัตว์

 

       การเรียนดำเนินราบคาบดี ขาดแต่การกีฬาอย่างเดียว ทั้งนี้ก็เพราะนับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 1941 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้สนามวิลลามงฟอร์ตของโรงเรียนเป็นที่รักษาปศุสัตว์ แต่พอถึงเดือนกันยายน 1942 ญี่ปุ่นก็ยอมออกไป ให้เราใช้สนามของเราเพื่อประโยชน์ของนักเรียนประจำถึงเดือนกันยายน 1942 ญี่ปุ่นก็ยอมออกไป ให้เราใช้สนามของเราเพื่อประโยชน์ของนักเรียนประจำ

 

       กลางเดือนกันยายน นายคาเบรียล หมอก นำข่าวมรณะของภราดา ยัง หลุย ที่อินเดีย (ขออยู่เป็นสุขสำราญเทอญ) 

 

       เหตุการณ์ที่น่าบันทึกของเทอมที่สองก็คือ น้ำท่วมพระนคร ทำให้โรงเรียนต้องปิดอีกต้องหยุดตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม ถึง 16 พฤศจิกายน เราจะไปไหนนอกจากศรีราชา คราวนี้รถ เอ.ซี. ต้องลุยน้ำ แต่น้ำไม่ถึงราดิเอเตอร์จึงออกจาพระนครได้

 

       ภราดาเฟรเดริกอยู่กรุงเทพ ฯ เพื่อเฝ้าโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ซึ่งเวลานั้นกลัวว่าตึกโรงเรียนอาจจะถล่มลงเนื่องจากกระเทือนมาก แต่เดชะบุญ เป็นแต่น่ากลัวเท่านั้น ความจริงตึกมั่นคงอยู่

 

       การไปศรีราชาด้วยรถ เอ.ซี. นั้น ถึงโรงเลื่อยแล้วจะไปถึงที่พักของเรามีแต่ทางรถไฟเท่านั้น โบราณท่านกล่าวไว้ว่า มีความตั้งใจที่ไหนก็สำเร็จที่นั้น เราตั้งใจจะใช้ทางรถไฟนั้นเป็นทางรถ เอ.ซี. ก็สำเร็จสมตั้งใจไว้

 

       โรงเรียนดาราสมุทร ที่ทำการสอนชาวศรีราชา ขณะที่ภราดาไม่อยู่นั้น คราวนี้ต้องย้ายไปอยู่ที่สามเณราลัยชั่วคราว

 

       ในระหว่างโรงเรียนหยุด เด็กของเราไปทำไร่ 4 ถึง 5 ชั่วโมงต่อหนึ่งวัน สัปดาห์ละ 4 วัน และลูกระเบิดตกที่ช่องนนทรีย์ ชาวพระนครจึงเริ่มพูดถึงการอพยพ อย่างไรก็ดี คำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการให้เรียนต่อเวลาหยุดเทอมตั้งแต่ 4 ถึง 20 ธันวาคม เราก็ปฏิบัติตามคำสั่ง แต่ชาวพระนครกลัว มีข่าวโคมลอยเต็ม วันที่ 5 หัวหน้ากองโรงเรียนราษฎร์เยี่ยมโรงเรียนเรา ขออย่าให้เราคิดปิดโรงเรียน ท่านว่าข่าวเล่าลือทำให้คนเสียขวัญ อัสสัมชัญเป็นโรงเรียนตัวนำ หากปิดโรงเรียนนี้ก็จะต้องปิดโรงเรียนทั้งหมด โอกาสนั้นเจ้าหน้าที่ได้ไปตรวจดูหลุมหลบภัยทางอากาศใต้ตึกกอลมเบต์ชมเชยใหญ่ว่าเพียงมาอยู่ในตัวตึกก็ปลอดภัยอยู่แล้ว

       วันที่ 5 ธันวาคม 1942 มีนักเรียนขาดถึง 392 คน มีคำสั่งจากกระทรวง ฯ ว่า

1. ทุกโรงเรียนต้องสอบประจำเดือน

2. ให้ถือว่านักเรียนที่อพยพคงเป็นนักเรียนของโรงเรียนดังเดิม แต่ต้องเสียค่าเล่าเรียน

 

       วันที่ 24 ธันวาคม วิทยุวาติกัน แห่งกรุงโรมส่งสาส์นต่อไปนี้ “ภราดาเซนต์คาเบรียลในกรุงโรม ถึงภราดาที่อัสสัมชัญ, กรุงเทพฯ ทราบ ผู้ใหญ่อนุญาตให้ท่านอธิการรับสมัครผู้บวชเป็นภราดาให้บวชได้ ให้เลือกผู้อำนวยการได้”

 

       วันที่ 27 ธันวาคม เครื่องบินข้าศึกมาทิ้งลูกระเบิดอีก แต่วันรุ่งขึ้นเพราะมีสอบ จึงมีคนขาดเรียนเพียง 120 เท่านั้น

 

       วันที่ 23 มกราคม 1943 คุณพ่อลาซารผู้เคยเป็นพระสงฆ์ประจำโรงเรียนถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

 

       เรื่องที่ดินของเราศรีราชาปรากฏมีคนอยากซื้อ ภราดาเทโอฟานกับข้าพเจ้าต้องรีบไปศรีราชาเพื่อให้ผู้เฝ้าบ้านที่สูบน้ำไปเสียที่อื่น

 

       เราสอนเรื่อยไปจนสิ้นปีการศึกษา มีการสอบปรกติ และแจกรางวัลวันที่ 26 มีนาคม โดยพณฯ ท่านสังฆราชแปรโรสเป็นประธาน

 

       ราคาสิ่งของสมัยนั้นถูกดี เช่นเราซื้อรองเท้าหนังสำหรับยุวชน 450 คู่ ๆ ละ 2 บาทเท่านั้น ถ่านไม้หาบละ 3.25 บาท ปีนี้คุณพ่อโยลีเทศน์ในการเข้าเงียบของพวกภราดา

 


ปีการศึกษา 1943 - 1944


 

       ปีนี้มีนักเรียนใหม่ 450 คน รวมทั้งแผนกพาณิชย์ด้วย รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการมาที่โรงเรียนหลายครั้งโดยไม่บอกให้ทราบล่วงหน้า

 

       เทอมแรกหยุดเพียง 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 18 - 23 สิงหาคม วันที่ 16 สิงหาคม คณะครูและนักเรียนจัดการฉลองโรงเรียนอัสสัมชัญเป็นการใหญ่ มีการละเล่นต่าง ๆ

 

       วันที่ 10 กันยายน ชาวอิตาลีทุกคน มีภราดาอัลแบรต์อยู่ในพวกนั้นด้วยต้องถูกควบคุม ทีแรกมีตำรวจควบคุมภราดาภายในห้องของท่าน แต่ไม่ช้าตำรวจอนุญาตให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันของท่านภายในโรงเรียนได้

 

       การกีฬาระหว่างโรงเรียนดำเนินตามปรกติ และปีนี้เราได้ถ้วยฟุตบอลรุ่นใหญ่ วันที่ 14 ตุลาคม มีการฉลอง 50 ปี การบวชเป็นพระสงฆ์ของ พณ ฯ พระสังฆราชแปรโรสเป็นการใหญ่

 

       ชาวกรุง ยังไม่หายกลัวการทิ้งลูกระเบิดของข้าศึกซึ่งอาจมาในเวลาไม่นึกไม่ฝัน ถึงกับกระทรวงออกคำสั่งกำหนดให้ปิดชั้นประถมทุกชั้นถึงสิ้นเดือนตุลาคม และให้ ม.1 - 5 เรียนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน เช่นนี้ปีการศึกษาปีนั้นมีไม่ถึงสองเทอม ส่วน ม.6 ให้สอนต่อไปจนถึงสิ้นปีการศึกษาในเดือนมีนาคม 1944

 

       ทางรัฐบาลจัดการเช่นนี้ ทางโรงเรียนจะจัดการอย่างไร สิ้นเดือนตุลาคม จึงตกลงกันว่า จะให้ภราดาที่ว่างทางกรุงเทพ ฯ ไปศรีราชากับเด็กกำพร้าผู้สอบแล้ว พอถึงวันที่ 1 ธันวาคม 1943 ภราดา 10 ท่าน (จากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล 4 ท่าน) พร้อมกับเด็กในอุปการะของโรงเรียนประมาณ 15 คน ออกเดินทางไปศรีราชา วันที่ 8 ธันวาคมไปอีกเที่ยวหนึ่ง

 

       เรารู้สึกตัวว่า ต้องการความคุ้มครองจากเบื้องบนเป็นพิเศษ พณฯ พระสังฆราชจึงถวายมิซซังกรุงเทพฯ แต่พระหฤทัยนิรมลของพระมารดา มีพิธีถวายทั่วมิซซังในวันที่ 5 ธันวาคม

       วันที่ 20 ธันวาคม คือวันเปิดทำการสอนภาคปลายปี เครื่องบินมาเยือนเราอีก แต่โรงเรียนเราไม่เป็นอะไร วันที่ 23 ข้าศึกทิ้งลูกระเบิดอย่างป่าเถื่อนเหนือพระนคร ตำบลบางรักส่วนสำคัญต้องยับเยิน บรรดาภราดากับนักเรียนและเด็กกำพร้าทำการน่าชมเชยยิ่ง เมื่อไม่สามารถรับความช่วยเหลือจากภายนอกก็แบ่งกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อช่วยกันดับไฟที่เกิดจากการถูกระเบิดเพลิงไฟไหม้เกิดขึ้นแล้วแต่หากุญแจไม่ได้ก็ต้องดันประตูงัดหน้าต่าง อาศัยทรายที่เตรียมไว้พร้อมแล้วในกรณีที่ต้องการ เราช่วยกันเอาทราบกลบที่ลูกระเบิดเพลิงตก นักเรียนชื่อเปโตร สำเริงเสียสละมากกว่ารอบคอบ เห็นลูกระเบิดเพลิงตกให้องเรียนก็รีบเขี่ยด้วยเท้า ผลที่ได้ก็คือ ขาทั้งสองถูกเผาอย่างน่ากลัว ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลหลายสัปดาห์กว่าจะหาย ลูกระเบิดเพลิงตกในโรงเรียนตั้งหลายลูก

       เมื่อดับไฟโรงเรียนไม้สามชั้น เราเห็นมีควันขึ้นโขมงที่ห้องข้างครัว จึงรีบขนทรายใส่เสื้อหล่อของภราดาบ้าง กาละมังบ้าง ถังบ้าง ด้วยอะไร ๆ ที่พอคว้ามาได้หมายจะกลบไฟ ขณะนั้นเอง มีเครื่องบินลำหนึ่งบินเตี้ย ๆ เหนือตัวเรา จึงออกคำสั่งให้ทุกคนหมอบกับดิน เครื่องบินหายลับไปแล้วเราช่วยกันงัดประตูที่ห้องข้างครัว ก็พบเห็นว่ามีแต่ควันดำปึ๊ดออกมา เราเข้าใจว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะห้องนั้นอับขาดอ๊อกซิเจน ลูกระเบิดก็ไม่เกิดเปลวเพลิง เราก็ช่วยกันเอาทรายกลับเดี๋ยวเดียวก็ดับ

 

       ไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า วันพระคริสตสมภพปีนี้ขาดความร่าเริง วันรุ่งขึ้นคนอพยพเป็นแถว เรือเต็มทุกลำ รถไม่มีว่างทุกเที่ยว ยานพาหนะอะไรดีชั่วไม่ว่าเป็นใช้กัน ขอแต่ให้ห่างกรุงเทพฯ ยิ่งเร็วยิ่งดี คนที่มีธุระจำเป็นในพระนครก็เล่นแบบเช้ามาเย็นกลับ เหมือนนักเรียนไปโรงเรียนถึงเวลาค่ำคืน พระนครดูเป็นเมืองร้างเมืองผีก็ว่าได้

 

       เข้าเมืองตากลิ่วก็ให้กลิ่วตาตาม เราก็ตามคนทั่วไป เขาไปชนบท เราก็ไปชนบทบ้าง วันที่ 28 เราขนของต่าง ๆ ที่พอขนไปได้ ที่หลับที่นอนหมอนมุ้งสัมภาระ ตู้โต๊ะเก้าอี้ร้อยแปด เอาไปหมดเท่าที่เอาไปได้ เหลือคนเฝ้าโรงเรียนเพียงสองคน

 

       วันที่ 2 มกราคม 1944 นับว่าโรงเรียนเราเสียหายมาก วัดอัสสัมชัญถูกลูกระเบิด หอตึกกอลมเบต์ก็ถูก ตอนบนยับเยินหลังคาเปิง ประตูหน้าต่างแตกหมด ภราดาอัมโบรซิโอ และภราดาอิลเดฟองโซ ผู้เฝ้าไม่เป็นอะไร วันรุ่งขึ้นภราดาวินเซนต์นำข่าวมาบอกที่ศรีราชา ฉะนั้นเราก็ไปกรุงเทพฯ กับพวกหนุ่มหมู่หนึ่ง เพื่อทำการช่วยอะไรที่พอช่วยได้ เราช่วยกันขนของที่เหลือที่พอขนได้ วัดใช้ไม่ได้ สัตบุรุษคริสตังมาฟังมิซซาวันอาทิตย์ที่วัดเล็กของโรงเรียนเป็นเวลาหลายสัปดาห์

 

       วันที่ 17 บริษัท คริสเตียนีส่งคนมาคำนวณดูว่า เสียหายเท่าไรที่ตึกกอลมเบต์

 

       เมื่อเห็นว่าอยู่กรุงทพฯ นั้นไม่ได้เลย ฝ่ายโรงเรียนเซนต์คาเบรียลก็คิดจะย้ายโรงเรียนไปแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) แต่แล้วความคิดเดิมนี้ล้มเลิกและตกลงกันจะเปิดโรงเรียนกินนอนที่ศรีราชาพร้อมกัน เราใช้เรือขนที่นอนของเด็ก ๆ ของทั้งสองโรงเรียน (คือโรงเรียนอัสสัมชัญและเซนต์คาเบรียล) อนึ่ง เรื่องที่เกิดขึ้นในัวนที่ 13 ทำให้เราเห็นชัด ๆ ว่า โรงเรียนไม้ในโรงเรียนอัสสัมชัญไม่เหมาะเลย ถ้าไฟไหม้จะเป็นภัยแก่ตึกอื่น ๆ ฉะนั้นแล้วจึงตกลงกันกับบริษัทคริสเตียนีให้รื้อโรงเรียนไม้ที่บางรักไปปลูกที่ศรีราชา สร้างเป็นห้องนอน ห้องกินข้าวและโรงเล่น ที่ไม่ได้คิดสร้างตึกถาวรก็เพราะกลัวจะเป็นเหยื่อของลูกระเบิดเสียเงินเปล่า ๆ เมื่อแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบความประสงค์จะตั้งโรงเรียนที่ศรีราชา ผู้ใหญ่ก็อนุญาตทันที การตั้งโรงเรียนที่ศรีราชานั้นต้องคิดถึงเรื่องน้ำ จึงสร้างแท้งก์กลม ๆ สองแท้งก์หน้าโรงเรียน

 

       วันที่ 13 พฤษภาคม 1944 นักเรียนประจำเป็นจำนวน 27 คน เข้าโรงเรียนศรีราชาแล้วทะยอยกันมาจนต้นเดือนมิถุนายนมีร้อยกว่าคน และหลังที่เครื่องบินป้อม 14 เครื่องมาทิ้งลูกระเบิดกลางวันแสก ๆ ที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 5 มิถุนายน  ก็มีนักเรียนมาเพิ่มจำนวนขึ้นอีก 20 คน นับว่าโรงเรียนประจำกำลังเจริญขึ้นเรื่อย ๆ 

 


ปีการศึกษา 1944 - 1945


 

       ที่กรุงเทพฯ เปิดเรียนวันที่ 17 พฤษภาคม วันที่ 18 เป็นวันไหว้ครู มีนักเรียนกว่าพันเข้าทำพิธี วันที่ 4 มิถุนายน เริ่มเข้าเงียบนักเรียนคริสตัง เมื่อวันที่ 5 เวลา 11.30 น. นักเรียนคริสตังกำลังเดินรูป 14 ภาค ก็เกิดการทิ้งลูกระเบิดกลางวันเป็นครั้งแรก เดชะบุญเป็นวันหยุดทางราชการจึงไม่มีเรียน วันนั้นสถานศึกษาหลายแห่งถูกลูกระเบิด เช่นโรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนมาแตร์เดอี และโรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัยเป็นต้น ถ้าเกิดขึ้นวันเรียนคงมีเด็ก ๆ ตายเป็นแถวทีเดียว

 

       ผลก็คือ ทางกระทรวงสั่งให้ปิดโรงเรียนจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม ดังนี้ เทอมที่หนึ่งจบหลังเปิดเรียนเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น ฝ่ายนักเรียนผู้สมัครเรียนทางศรีราชามากขึ้นทุกที

 

       สนามฟุตบอลที่วิลลามงฟอร์ต กระทรวงกลาโหมเห็นว่าเป็นที่เหมาะเืพ่อตั้งหน่วย ป.ต.อ. เรากลัวทหารจะเอาหมด เลยฉวยโอกาสตั้งโรงเรียนพาณิชย์โดยท่านอธิการอาร์เซเนียวเป็นผู้อำนวยการ มีภราดาเกรโกเรียว มาเรีย เป็นผู้ช่วย นี้แหล่ะคือต้นกำเนิดโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ในปัจจุบัน

 

       เวลานั้นปรากฏชัดว่า อักษะประเทศท่าไม่ดีเลย รัฐบาลไทยเห็นถึงเวลาเปลี่ยนนโยบาย ฉะนั้น รัฐบาลของพิบูลสงครามก็ลาออกทั้งชุด และวันที่ 2 สิงหาคม 1944 หลวงโกวิทอภัยวงศ์ คือ นายควง อภัยวงศ์ นักเรียนเก่า เอ.ซี. ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

       วันที่ 9 สิงหาคม หลวงประดิษฐ์มนูญธรรม คือ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเสนอความเห็นเกียวกับเรื่องศาสนาตามรัฐธรรมนูญต่อรัฐบาล และวันที่ 12 ท่านผู้สำเร็จราชการก็ต้อนรับผู้แทนของมิซซังคาทอลิก เพื่แสดงน้ำใจดีของรัฐบาลต่อมิซซัง

 

       วันที่ 16 สิงหาคม นักเรียนประจำที่ศรีราชาไปบ้านในโอกาสสิ้นเทอม กลับมาวันที่ 31 สิงหาคม เพื่อดำเนินการเรียนตามปรกติ ในวันที่ 1 กันยายน ภราดาหลุยโดวิโก กับเณรภักดีเฝ้าโรงเรียนอัสสัมชัญ วันที่ 8 ธันวาคม เณรภักดีได้รับเสื้อของคณะภราดาเซนต์คาเบรียลได้ชื่อใหม่ว่า ภราดาราฟาแอล มาเรีย

 

       วันที่ 20 ธันวาคม ที่ศรีราชาเราเปิดเรียนตามเคย พอวันที่ 9 มกราคม เกิดมีโรคอีสุกอีใสติดต่อกันมาก จึงใช้โรงเล่นเป็นโรงพยาบาลชั่วคราว

 

       เวลานั้น จะหายางรถและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ยาก ฉะนั้นการเดินทางจากศรีราชาไปกรุงเทพฯ บางทีกินเวลาครึ่งวัน บางทีเกือบหนึ่งวันเต็มก็มี เช่นวันที่ 6 มกราคม รถ เอ.ซี.ออกจากศรีราชาเวลา 9.30 น. ไปถึงกรุงเทพฯ เวลา 21.30 น. กินเวลา 12 ชั่วโมงพอดี เพราะยางแตก 7 ครั้งระหว่างทาง

 

       ของกินมีแต่ขึ้นราคาสูงลิ่วทุกที เช่นวันที่ 31 มกราคม 1945 เวลาเช้าข้าว 1 กระสอบ ราคา 35 บาท กลางวัน ๆ เดียวกันขึ้นราคาเป็น 75 บาท ตอนเย็นวันเดียวกันก็ขึ้นอีกเป็น 80 บาท เดชะบุญเราได้สั่ง 30 กระสอบก่อนนั้นนิดเดียว ราคากระสอบละ 33 บาท

 

       วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 1945 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสนาคริสตังแห่งเมืองไทย คือ คุณพ่อ ย.เกิดสว่าง ได้รับอภิเษกเป็นพระสังฆราชองค์แรก ปกครองมิซซังจันทบุรี อันแยกจากมิซซังกรุงเทพฯ ในโฮกาสนี้ทางชลบุรีส่งนายชื่น ไชยสิริ นักเรียนเก่า เอ.ซี. ผู้ว่าราชการชลบุรีเป็นผู้แทนของรัฐบาลเพื่อแสดงความยินดีต่อพระสังฆราชองค์ใหม่ ผู้รับอภิเษกจากมือพระสังฆราชแปรโรส แห่งมิซซังกรุงเทพฯ มีผู้ช่วยคือ พณฯ ปาซอติแห่งมิซซังราชบุรี และพณฯ โตมิน แห่งมิซซังภาคอีสาน ทางโรงเรียนเราก็จัดการแสดงละครโดยคณะนักเรียนประจำเล่นกันอย่างน่าชมเชยเป็นพิเศษ

 

       ปีการศึกษาจบลงโดยปราศจากเหตุร้ายใด ๆ คณะภราดาเริ่มเข้าเงียบโดยคุณพ่อแฟร์เลย์ เป็นผู้แสดงพระธรรม

 

       ในวันที่ 26 มีนาคม ถึงวันที่ 31 เข้าเงียบยังไม่จบ ได้ข่าวว่าพวกญี่ปุ่นขอใช้โรงเรียนคริสตังทั่วไปเป็นที่พักของทหาร ในที่สุดเขาก็เอาเพียงสองแห่งเท่านั้น คือโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์กับโรงเรียนมาแตร์เดอี นักเรียนของโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์จึงต้องเรียนต่อที่อัสสัมชัญบางรักตามเดิม

 


ปีการศึกษา 1945 - 1946


 

       พอกลางเดือนพฤษภาคม 1945 โรงเรียนที่ศรีราชาก็เปิดใหม่ มีนักเรียน 300 คน เป็นนักเรียนประจำกว่าหนึ่งในสอง นอกนั้นเช้ามาเย็นกลับ

 

       ในภาคต้นปีนี้มีคนตายสองรายคือ เด็กประจำหนีหนีกับเพื่อนเข้าสวนผลไม้ ได้พบปืนกระบอกหนึ่ง ขณะที่พิจารณาดูว่าบรรจุลูกปืนหรือไม่ ปืนก็ลั่นทะลุนักเรียนคนหนึ่งตายอยู่กับที่วันที่ 4 สิงหาคม ภราดาเกรโกรี ตายด้วยโลหิตเป็นพิษที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

 

       วันที่ 9 สิงหาคม ได้ข่าวว่า ทางอเมริกาสั่งให้ทิ้งลูกระเบิดอาโตมิกที่ประเทศญี่ปุ่น และอีกไม่กี่วันต่อมาจึงทราบข่าวว่าญี่ปุ่นยอมแพ้ การสงครามโลกก็ถึงอวสาน เราก็ร้องเพลงโมทนาพระคุณ วันนั้นพอดีวันที่ 15 สิงหาคม ฉลองแม่พระถูกขึ้นสวรรค์และเป็นวันฉลองชื่อโรงเรียนด้วย

 

       อีกสองอาทิตย์จะต้องเปิดเรียนใหม่ ปัญหามีอยู่ว่าจะปิดโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชาหรือไม่ ถ้าปิดจะบรรจุนักเรียนประจำที่ไหน ที่สุดตกลงกันจะลองอยู่ศรีราชาต่อไปอีก 3 เดือน แล้วต่ออายุเรื่อยจนที่สุดกลับเป็นโรงเรียนสวยที่สุดในเมืองไทยแห่งหนึ่ง ดังปรากฏทุกวันนี้

 

       ทางกรุงเทพฯ โรงเรียนเซนต์คาเบรียลเปิดเรียนวันที่ 1 กันยายน แต่ทางอัสสัมชัญจะต้องรอถึงวันที่ 7 เพราะโต๊ะตู้เก็บเสียที่อื่น นักเรียนใหม่มีถึง 400 คน เวลานั้นทุกอาทิตย์บรรดาทหารสัมพันธมิตรที่เป็นคริสตังราว 200 คน มีนายทหารหลายคนด้วย เข้าฟังมิซซาที่วัดอัสสัมชัญทุกอาทิตย์ ทหารหมู่หนึ่งขับร้องอย่างน่าฟัง มีคนเทศน์เป็นภาษาอังกฤษและฮอลันดา

 

       วันที่ 24 กันยายน นายทหารไทยมาขอใช้โรงเรียนเป็นที่อาศัยของทหารอังกฤษที่มายึดเมือง เราค้านเท่าไรก็ไร้ประโยชน์ สิ่งแปลกก็คือกับญี่ปุ่นนั้นเราพูดจากันได้ และไม่ให้เข้าโรงเรียนได้ตลอดเวลาแรมปีแห่งสงคราม ในขณะที่โรงเรียนไม่มีคนอยู่ แต่สัมพันธมิตรนั้นก็ยิดเอาดื้อ ๆ  เมื่อสงครามแล้วและเมื่อกำลังสอนอยู่ และเขาให้เวลาอพยพเพียง 48 ชั่วโมง เขาได้สัญญาว่าจะให้ชาวญี่ปุ่น 20 คนมาช่วยยกย้ายของ วันนั้นโรงเล่นได้กลายเป็นที่เก็บโต๊ะม้าต่าง ๆ กองพะเนินถึงเพดาน สำหรับพวกภราดาต้องอพยพไปอยู่ในสำนักงานมิซซัง

 

       บ่าย 4 โมง มีทหารกูรข่า (แขกเนปาล) มาเตรียมที่ วันที่ 21 ทหารก็มาอยู่ บ้างมารถ ส่วนมากเดินแถว

 

       วันที่ 26 ภรดาเฟรเดริก ได้รับจดหมายจากกรุงลอนดอนแจ้งว่า ห้ามเรียกภราดาฝรั่งเศสที่รอที่อินเดียกลับมาเมืองไทยอีก ทางโน้นเข้าใจผิดว่าโรงเรียนคณะเราเหลวแหลกไปหมด

 

       ขณะนั้นพวกภราดาอาศัยอยู่ในบ้านโปรกืรของท่านบาทหลวง คุณพ่อโชแรงมาแจ้งว่า เราจะต้องจากที่โปรกืรเพราะพวกบาทหลวงจะเข้าเงียบ เราพูดกับนายทหารอังกฤษเพื่อแจ้งความลำบากของเรา จึงได้รับอนุญาตให้เข้าอยู่ในตึกเก่าของโรงเรียนตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน และเราแจ้งความในหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ว่าโรงเรียนจะเปิดเรียนวันที่ 20 พฤศจิกายน

 

       ผู้บังคับการทหารแจ้งให้เราราบว่า พวกทหารกูรข่าจะเริ่มออกจากโรงเรียนวันที่ 17 และวันที่ 23 จะไม่เหลือทหารเลย เชลยศึกญี่ปุ่นได้ช่วยจัดของให้เรียบร้อยหลายวัน

 

       ที่สุด วันที่ 26 พฤศจิกายน หลังที่ต้องหยุดเรียน 1 เดือนกับ 1 สัปดาห์ จึงเปิดประตูโรงเรียนให้นักเรียนเข้าเรียนตามเคย วันนั้นมีนักเรียนมาเรียนเป็นจำนวน 1,636 คน

 

       วันที่ 9 ธันวาคม 1945 ภราดาราฟาแอล ปฏิญาณสัญญาเป็นนักบวชคณะภราดาในวัดของโรงเรียน นับว่าเป็นวันสำคัญสำหรับคณะเรา

 

       วันที่ 25 ธันวาคม ทราบข่าวว่า สมเด็จพระสันตะปาปาตั้งพระคารดินัลใหม่ถึง 32 องค์ ไม่เคยปรากฏมากถึงเพียงนี้ ตั้งแต่ 400 ปีมาแล้ว

 

       วันที่ 5 มกราคม 1946 ภราดาอันดรู มาโดยเครื่องบินทหารจากสิงคโปร์ ถึงดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ

 

       วันที่ 27 มาสเตอร์ ฟ.บุนนาค วีรบุรุษกล้าหาญที่ต้องออกจากโรงเรียนนายเรือเพราะไม่ยอมโอนศาสนานั้น ล้มป่วยด้วยโรคฝีดาษ ส่งไปรักษาโรคติดต่อ อาการกำเริบขึ้น วันที่ 7 กุมภาพันธ์ได้รับศีลทาสุดท้ายและพระพรเป็นวันสุดท้าย ด้วยความเชื่อลึกซึ้งยิ่งนัก พลางแสดงความยินดีที่ตนจะไปหาพระในโลกหน้าเร็ว ๆ นี้

 

       วันที่ 8 กุมภาพันธ์ มาสเตอร์บุนนาคสิ้นใจ มีพิธีฝังศพอย่างมโหฬารที่วัดอัสสัมชัญ มีคนมาในพิธีเป็นจำนวนมาก แสดงว่ามาสเตอร์คนนี้เ็นที่รักใคร่ของบรรดาศิษย์ และเป็นที่น่านับถือของผู้อื่น

 

       วันที่ 24 มีนาคม โรงเรียนเซนต์คาเบรียล น้องอัสสัมชัญฉลองอายุ 25 ปี

 

       วันที่ 11 เมษายน กระทรวงศึกษาธิการอนุญาตให้เราเปิดสอนชั้นเตรียมอุดม

 

       วันที่ 5 พฤษภาคม เวลา 14.30 น. ภราดาฝรั่งเศสที่อพยพที่อินเดียกลับมา มีนักเรียนเก่าหลายคนคอยรับที่ท่าเรืออีสต์เอเชียติ๊ก วันนั้นเป็นวันร่าเริงบรรเทิงใจเป็นพิเศษ เมื่อดื่มน้ำชาแล้ว ก็พากันไปวัดของโรงเรียนเพื่อขับร้องบทของแม่พระเพื่อโมทนาพระคุณ พวกภราดาซึ่งได้จากไปโดยเรือไฟประชาธิปก เมื่อวันที่ 18 มกราคม 1941 กลับมาวันที่ 5 พฤษภาคม 1946

 

       วันที่ 18 พฤษภาคม เวลาเช้า หลังเปิดโรงเรียนหนึ่งวัน มีการประชุมนักเรียนทุกคนเพื่อคำนับภราดาที่กลับมา เลยฉวยโอกาสเป็นวันไหว้ครูเพื่อแสดงความเคารพ ความรักและกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ทั้งใหม่และเก่า เวลาเย็นมีการเลี้ยงต้อนรับครูเก่า โดยศิษย์เก่า

 

       ภราดาฝรั่งเศสที่กลับมา ไปตามโรงเรียนสามแห่งดังต่อไปนี้ ที่อัสสัมชัญบางรัก มีภราดาฮีแลร์ ภราดาฮิวเบอร์ต ภราดาหลุยส์ ภราดาฮูแบร์โต และภราดาเอเม่ ที่อัสสัมชัญศรีราชา มีภราดาโอเซ่ และภราดาอาลีร์ ที่อัสสัมชัญพาณิชย์ มีภราดาโรเกชั่น และภราดาอามาโด

 

       บัดนี้ ถึงอวสานประวัติย่ออัสสัมชัญ ตั้งแต่วันที่ภราดาฝรั่งเศสนิราศไปจนถึงวันที่กลับมา.


Author: ภราดามงฟอร์ต