ตึกสุวรรณสมโภช : เฉลิมวงศ์ ปีตะรังสี

ผู้เขียน : ม.เฉลิมวงศ์ ปีตรังสี
product

ตึกสุวรรณสมโภช

เฉลิมวงศ์ ปีตะรังสี ใน อุโฆษสาร 1952 หน้า 141 - 156

 


 

       ด้วยนักเรียนชั้นเตรียมอุดมปีที่ 2 ทั้งแผนกภาษาและวิทยาศาสตร์ในปีนี้ ได้ประชุมหารือกันจะพิมพ์หนังสือที่ระลึกประจำปี เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่อัสสัมชนิกรุ่นหลัง ๆ จะได้ดำเนินการทำหนังสือชนิดนี้ต่อไป การให้ชื่อหนังสือ ชั้นเดิมนักเรียนเหล่านี้ ก็มิรู้จะให้ชื่อว่าอย่างไร จึงไปขอความเห็นจากท่านเจษฎาจารย์ฮีแลร์ ซึ่งท่านก็กำลังเจ็บหนักอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ เมื่อท่านทราบเจตนารมณ์อันดีของนักเรียนเหล่านี้แล้ว ก็เลยให้ชื่อหนังสือว่า “อุโฆษสาร” แต่ก่อนทางโรงเรียนก็เคยออกหนังสืออุโฆษสมัยเป็นประจำปีละ 2 - 3 ครั้ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1914 จนกระทั่งปี ค.ศ. 1941 อันเป็นปีแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ต้องหยุดชะงักตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน ทั้งนี้ก็เนื่องจากเครื่องอุปกรณ์การพิมพ์มีราคาสูงจนไม่สามารถจะพิมพ์ออกจำหน่ายให้แก่นักเรียนและอัสสัมชนิกได้ สำหรับที่จะพิมพ์ใหม่นี้ก็เป็นเพียงหนังสือที่ระลึกประจำปีของนักเรียนชั้นสูงสุดเท่านั้น แต่ก็คงใช้ชื่ออุโฆษนำหน้าอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนจาก “สมัย” เป็น “สาร” ; อย่างไรก็ดี หนังสือ “อุโฆษสาร” หรือ “อุโฆษสมัย” ก็คงมีวัตถุประสงค์เช่นเดียวกัน คือ เป็นหนังสือที่ให้ทั้งความรู้ และในด้านสังคมของนักเรียนเก่าและใหม่ เพื่อให้ทราบถึงกิจการของโรงเรียน

 

       ข้าพเจ้าคนหนึ่งที่ถูกกำหนดตัวให้เขียนเรื่องลงในหนังสือนี้ จะออกตัวไม่เขียนก็ไม่ได้เพราะถูกทั้งของร้องและบังคบ ทั้ง ๆ ที่ตนเองไม่มีเวลาและไม่ได้จับปากกาเขียนเสียนาน เรื่องที่จะให้เขียนก็ถูกบังคับเสียอีก ให้เป็นเรื่องของตึกใหม่ที่สร้างเสร็จเมื่อปลายปี 1952 นี้เอง เมื่อคิดแล้วก็ยินดีเขียนให้ เพื่อให้อัสสัมชนิกและสหายได้รู้ความจริงของตึกนี้เกิดขึ้นมาอย่างไรและด้วยความลำบากยากเข็ญเพียงไร เพื่ออนุชนรุ่นหลังจะได้เพียรพยายามดำเนินงานกุศลสร้างโรงเรียน ให้ความรู้แก่บุตรหลานและเพื่อสร้างความวัฒนาถาวรแก่ประเทศชาติของตนต่อไป.

 

       เมื่อเดือนเมษายน 2489 คณะเจษฎาจารย์ชาวฝรั่งเศสได้เดินทางกลับจากประเทศอินเดีย หลังจากสงครามเอเชียบูรพาและกรณีย์พิพาทอินโดจีนได้สงบลงแล้ว ท่านโดยสารเรือมาขึ้นที่ท่าเรือ บี.ไอ. ข้าพเจ้าได้ไปต้อนรับครูอาจารย์ของข้าพเจ้าด้วยความปิติยินดี ทุกท่านต่างสวมกอดข้าพเจ้าด้วยความรักและคิดถึงเช่นกัน เมื่อมาถึงโรงเรียนเรียบร้อยแล้ว เราต่างก็คุยกันถึงสารทุกข์สุขดิบตลอดระยะเวลา 6 ปีที่จากกันไป ข้าพเจ้าสังเกตใบหน้าของท่านเจษฎาจารย์ฮีแลร์ เศร้ามากกว่าเพื่อน ข้าพเจ้าว่า ก่อนภราดาจากไป โรงเรียนมีสภาพที่สวยงาม ครั้นกลับมา พบสภาพของโรงเรียนต้องสลักหักพังด้วยลูกระเบิดทำลาย โรงเรียนเรือนไม้สามชั้นหรือก็สูญหายไปด้วยลูกระเบิดเพลิง ตึกอนุสสาวรีย์ “กอลัมเบท์” ซึ่งสร้างด้วยกำลังใจสัทธาอันแข็งแกร่งของเหล่าอัสสัมชนิกและอันเตวาสิกของท่านก็พลอยยับไปด้วย ฉะนี้จะไม่ให้ท่านเศร้าใจอย่างไร ? ประการต่อไป เมื่อขาดที่เรียนเช่นนี้ ต่อไปลูกหลานของอัสสัมชนิกจะหาที่เรียนได้ที่ไหน ข้าพเจ้าได้ฟังคำปรารภของท่านในวันนั้น ก็พลอยรู้สึกเศร้าใจไปด้วย เพราะงานสร้างตึกกอลัมเบท์ ข้าพเจ้าเป็นเลขานุการจัดการสร้างอยู่ในขณะนั้น ย่อมรู้ความหนักอกหนักใจเป็นอย่างดี ท่านภราดาฮีแลร์เองต้องตระเวนไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนฝูงถึงต่างประเทศ อาทิในประเทศฝรั่งเศสอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน และประเทศต่าง ๆ ที่ท่านผ่านไป แม้กระทั่งในรถไฟหรือเรือไฟที่ท่านโดยสาร ท่านขอความช่วยเหลือเงินเขามาสร้างโรงเรียนให้พวกเจ้า (หมายถึงประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย) จนรองเท้าขาดไปหลายคู่ เดชะกุศลช่วย พระเจ้าเบื้องบนยังโปรดให้ครูมีกำลังใจอันหนักแน่น และกำลังกายอันแข็งแกร่งต่อสู้ต่ออุปสรรคต่าง ๆ จนได้เงินมาก็มิใช่น้อย ส่วนทางนี้เล่าคณะนักเรียนเก่า และนักเรียนปัจจุบันก็ช่วยกันสะสมทุน ซึ่งมีนายเหลา เหล็งฮุย เป็นหัวหน้าในการเรี่ยไร ความเด็ดเดี่ยวของท่านอัสสัมชนิกอาวุโสผู้นี้ ข้าพเจ้าของเทอดบูชาในความของท่านอย่างมิรู้ลืม ไม่ว่าใครจะด่าจะติท่านด้วยประการใด ท่านก็ก้มหน้าก้มตาดำเนินงานของท่าน เรี่ยไรหาเงินจากบรรดานักเรียนเก่าและเพื่อนฝูงที่ท่านรู้จักไม่ย่อท้อ บางครั้งท่านกับข้าพเจ้าต้องข้ามเรือข้ามแพกว่าจะลับถึงบ้านตั้งสองยามแปดทุ่ม ข้าวปลาอาหารไม่ต้องรับกัน มุ่งหน้าเพื่อให้งานของเราสำเร็จเท่านั้น คติพจน์ของท่านที่ให้ไว้แก่ข้าพเจ้าว่า “ความพยายามมีที่ไหน ความสำเร็จย่อมมีที่นั่น” ในที่สุดผลงานของท่านก็สำเร็จ จนนักเรียนได้มีที่เรียนอย่างสง่างาม ฉะนั้น นักเรียนทุกคนที่จะได้เรียนหรือกำลังเรียนอยู่ในตึกกอลัมเบท์หลังนี้ ขอให้นึกถึงบุญคุณของท่านให้มาก ๆ ทีเดียว แม้ท่านจะวายชนม์มาหลายปีแล้วก็ตาม ข้าพเจ้าหวังว่า ดวงวิญญาณของท่านคงจะอยู่ในดินแดนแห่งสุขาวดี ขณะที่ท่านจะจากไป ข้าพเจ้าได้ฟังคำสั่งเสียจากท่านว่า “ฉันจากไปแล้วด้วยความอิ่มใจ ที่เห็นโรงเรียนของเราสร้างสำเร็จแล้ว หากจะมีงานอันใดที่จะสร้างอีก ขอให้เธอจงช่วยจัดการต่อไป”

 

       เมื่อท่านภราดาฮีแลร์และคณะเจษฎาจารย์ชาวฝรั่งเศสกลับมาอยู่ในประเทศไทยได้ประมาณ 7 - 8 เดือน ได้มีลูกศิษย์ลูกหามาหาท่านมาก ต่างก็มาฝากฝังบุตรหลานขอเข้าโรงเรียนจนไม่สามารถที่จะบรรจุนักเรียนได้ต่อไป บรรดานักเรียนเก่าและผู้ที่มาขอฝากลูกหลานต่างเร่งร้องให้ท่านสร้างโรงเรียนขึ้นใหม่แทนหลังที่สูญหายไป ท่านก็มาหารือกับข้าพเจ้าว่าจะทำอย่างไร ซึ่งข้าพเจ้ารู้รสของการเรี่ยไร และการสร้างตึก คราวก่อนมาอย่างดี ๆ ว่ามีความลำบากยากเข็ญเพียงไร แต่เมื่อนึกถึงคำพูดของนายเหลา เหล็งฮุย ก่อนที่จะจากไปว่า “ขอให้เธอจงช่วยจัดการต่อไป” ข้าพเจ้าจึงตอบท่านตรง ๆ ว่า “การสร้างนั้นไม่ยากเลย แต่การหาเงินนี่สิไม่ใช่ของง่าย โรงเรียนไม่ใช่จะงอกขึ้นมาโดยปราศจากเงิน” ความเร่งเร้าของนักเรียนเก่าและบรรดาผู้ปกครองที่มาฝากลูกหลานทำให้ท่านภราดาจิตใจไม่สบาย เพราะท่านเคยตั้งปณิธานไว้แล้วว่า เข็ดจริง ๆ ไม่อยากทำอีกต่อไป แต่เมื่อถูกเร่งหนักเข้า ท่านก็มาหารือกับข้าพเจ้าอีก ข้าพเจ้าไปนั่งคิดนอนคิดทบทวนอยู่หลายคืนหลายวัน เห็นทีจะลำบากแน่ ๆ เพราะการก่อสร้างไม่ใช่เงินเล็กน้อย เป็นจำนวนนับล้าน ๆ บาทถึงจะพอแก่ความต้องการ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ตัดสินใจเรียกประชุมนักเรียนเก่าเพื่อขอความเห็นและความคิดจะทำเช่นไร ทุกคนต่างก็ยินดีจะช่วยเหลือสนับสนุนโครงการอันดีนี้ ในที่ประชุมจึงจัดตั้งกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2490 โดยมีท่านเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เป็นประธานกรรมการ และนายควง อภัยวงศ์เป็นรองประธาน ท่านเจษฎาจารย์ฮีแลร์ เป็นหัวหน้าการเรี่ยไร และตัวข้าพเจ้า เป็นเลขานุการ นอกจากนี้ยังมีอนุกรรมการอีกประมาณ 25 นาย โดยให้นายประสิทธิ์ ทวีสิน เป็นประธาน และนายแสวง เตียวไพบูลย์ เป็นรองประธาน

 

       ในที่ประชุมตกลงให้ทำสมุดเรี่ยไรขึ้น โดยมีคำชี้แจงบอกบุญสร้างโรงเรียน ซึ่งท่านเจ้าคุณมไหสวรรย์ ได้อนุเคราะห์เรียงความให้ ดังมีเนื้อความดังนี้ :-

 

“เนื่องจากภัยสงครามคราวนี้โรงเรียนอัสสัมชัญซึ่งเป็นสถานการศึกษาอันสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย ได้ประสบภัยทางอากาศ ตัวโรงเรียนและสถานที่ในบริเวณโรงเรียนได้เสียหายสลักหักพังไปหลายแห่ง เป็นเหตุให้นักเรียนที่เรียนอยู่แล้วและที่จะเข้าใหม่ไม่มีที่เล่าเรียนขณะนี้นักเรียนที่กำลังรอคอยรับการสมัครยังตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก โรงเรียนได้พยายามทุกทางที่จะหาทางช่วยเหลือให้เด็กมีที่เล่าเรียน ก็มิสามารถจะรับได้ ถึงกับต้องย้ายนักเรียนพานิชไปอาศัยสถานที่สนามกีฬาของโรงเรียนตำบลสาทร และส่งนักเรียนประจำไปอาศัยเรียน ณ ที่พักของอาจารย์ที่ศรีราชาบางส่วนไว้ชั่วคราว แล้วก็ยังไม่เพียงพอแก่จำนวนนักเรียนอยู่นั่นเอง

 

       ด้วยความจำเป็นดังกล่าวนี้ และเพื่อจะหาทางส่งเสริมการศึกษาของเราให้ก้าวสู้ความเจริญยิ่งขึ้น เหล่าอัสสัมชนิกจึงได้ดำริตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยเจ้าพระยาศรีธรรมมาธิเบศเป็นประธาน และมีข้าราชการและพ่อค้าคฤหบดีผู้ทรงเกียรติอีกหลายท่านเป็นกรรมการร่วมกัน และยังให้คณะอนุกรรมการช่วยเหลืออีกด้วยเพื่อจัดหาทุนสร้างและบุรณะโรงเรียนให้กลับสภาพดีขึ้นตามเดิม

 

       คณะกรรมการได้ประชุมปฤกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าทางที่ดีสมควรจะบอกบุญแก่ท่านทั้งหลายทั้งที่เคยเป็นสานุศิษย์เก่าของโรงเรียนนี้มาแล้วก็ดี ท่านที่มีบุตรหลานเล่าเรียนอยู่แล้วก็ดี หรือท่านที่มีจิตสัทธาในสาธารณสุขทั่วไปก็ดี ช่วยกันบริจาคทรัพย์หรือสิ่งของเครื่องอุปกรณ์การสร้างตามกำลัง บูรณะสร้างโรงเรียนอันถาวรขึ้นตามแผนผังซึ่งปรากฏนี้ ก็จะเป็นประโยชน์แก่อนุชนรุ่นหลังได้มีสถานศึกษาเล่าเรียนเป็นคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองของเราสืบไป”

 

       เมื่อได้ทำสมุดเรี่ยไรเรียบร้อย คณะกรรมการและอนุกรรมการต่างก็ช่วยวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนฝูงอย่างทะมัดทะแมงเกือบทุกท่าน มีบางท่านที่ไม่สามาารถจะดำเนินงานได้เนื่องจากสุขภาพไม่สมบูรณ์และติดธุระในการค้า ซึ่งข้าพเจ้าก็เห็นใจของท่านกรรมการเหล่านี้ แต่ก็มิอาจเว้นเสียที่จะขอบคุณท่าน ที่ยอมเสียสละเวลาเพื่ออนุชนรุ่นหลัง และเพื่อโรงเรียนเก่าของตน ถึงแม้ท่านจะไม่สามารถวิ่งเต้นได้ แต่ท่านก็ยังสมทบทุนให้เป็นก้อนงาม ๆ ไม่ยอมให้ใครติได้ว่าเป็นกรรมการแล้วไม่ต้องออกทุนทรัพย์

 

       ส่วนตัวข้าพเจ้าและท่านภราดาฮีแลร์นอกจาจะต้องทำกิจธุระของโรงเรียนเป็นประจำแล้วยังต้องวิ่งเต้นออกไปหาเงินเรี่ยไรภายนอกตามบรรดาท่านผู้ที่คุ้นเคยเกือบทุกวันก็ว่าได้ ข้าพเจ้าไม่เคยนึกเลยว่าวันไหนจะเป็นวันหยุด เราทำงานกันอย่างไม่ท้อถอย นึกอย่างเดียวจะให้เป็นผลสำเร็จเท่านั้น ไม่ว่าวันอาทิตย์หรือวันหยุดธรรมดา วันหยุดภาค เราไม่เคยหยุด มีเวลาก็ขอให้ได้ดำเนินงานก็อิ่มใจ

 

       ในระยะที่ข้าพเจ้าและท่านภราดาฮีแลร์ได้ออกไปดำเนินงานเรี่ยไรภายนอกนั้น ข้าพเจ้าต้องขอขอบคุณบรรดาอัสสัมชนิกและท่านพ่อค้าคหบดีที่ได้ให้ความไว้วางใจและช่วยเหลือด้วยน้ำใจอันเต็มไปด้วยความสัทธาอย่างจริงใจ

 

       ข้าพเจ้าและท่านภราดาฮีแลร์ ได้ขอความช่วยเหลือจากบรรดาเพื่อนฝูงและผู้ปกครองนักเรียน นับเป็นเวลาปีเศษ ขณะนั้นได้เงินมาประมาณเกือบสองแสนบาท เสียงประชาชนภายนอกสดุดีโรงเรียนไม่สู้จะงามนัก ข้าพเจ้าได้ยินจากเพื่อน ๆ ว่า โรงเรียนกินแป๊ะเจี๊ยะ ฯลฯ ร้อยแปดพันประการแล้วแต่ท่านจะคิดจะพูดไป ข้าพเจ้าสังเกตความรู้สึกของท่านภราดาท่านออกจะน้อยใจ แต่อาศัยที่ท่านเป็นบุคคลใจแข็ง เมื่อตั้งหน้าเดินแล้วเป็นไม่ยอมถอยหลัง เราทั้งสองต่างก้มหน้าก้มตาไม่ยอมฟังเสียงอกุศลใด ๆ หน้าที่ของเราก็คือเดินต่อไป แม้จะมีอุปสรรคหลายอย่างมากั้นกาง เราก็ไม่คำนึงถึงมัน ใครจะพูดใครจะว่าช่างเขา วันหนึ่งข้างหน้าเขาคงจะเห็นเอง งานเรี่ยไรดำเนินมาปีเศษ ขณะนั้นเรามีเงินเกือบ 3 แสนบาทแล้ว ข้าพเจ้าจึงเรียนให้ท่านภราดาเรียกประชุมกรรมการและทำสัญญาก่อสร้างกับบริษัท คริสตีนิแอนด์นิลเสน ผู้ออกแบบโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนเห็นว่า เราได้เรี่ยไรเงินก็เพื่อก่อสร้างโรงเรียนจริง ๆ มิใช่ขอมาเพื่ออะไรต่ออะไรอย่างที่มนุษย์ปากโสมมจะพูดตามใจนึก

 

       วันที่ 24 มิถุนายน 2491 เป็นวันที่ทางโรงเรียนได้ลงนามทำสัญญาการก่อสร้าง กับบริษัทคริสตีนีแอนด์นิลเสน อันมีนายปีเตอร์เสน และนายวิลฟรัง นายช่างสถาปนิกผู้ออกแบบตึกหลังนี้ฝ่ายหนึ่ง ท่านเจ้าพระยาศรีธรรมธิเบศ ประธานกรรมการ ภราดาฮูเบอร์ตอธิการ โรงเรียนอัสสัมชัญ ท่านภราดาฮีแลร์ และข้าพเจ้า เป็นผู้ลงนามในสัญญาให้ก่อสร้างอีกฝ่ายหนึ่ง ในสัญญาไม่มีกำหนดราคาค่าก่อสร้าง ทางบริษัทจะซื้ออะไร จะต้องเสนอให้ทางโรงเรียนทราบราคาก่อน ถ้าทางโรงเรียนหาสิ่งของนั้นมาให้ก็ได้ เว้นแต่ค่าแรงงานของกรรมกรที่บริษัทจ่ายไปเท่าใดทางโรงเรียนจะต้องจ่ายให้ ข้าพเจ้าสังเกตเห็นท่านอธิการฮุเบอร์ต มือไม้สั่น เขียนชื่อในสัญญาแทบไม่เป็นตัว เป็นสิ่งแน่ที่สุดที่ท่านต้องหสั่นใจ เพราะเงินทุนกับการก่อสร้างยังไกลกันมากนัก ท่านเกรงจะหาเงินมาให้ไม่ได้ งานจะต้องชะงักภายหลัง ขณะนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกหนักใจแทนโรงเรียนอยู่มากเหมือนกัน แต่ก็คิดอยู่ว่าอย่างไรเสียก็คงจะสำเร็จ ไม่ทราบว่ามีอะไร ดลใจให้ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้น

 

       เมื่อได้ลงนามทำสัญญากันเรียบร้อยแล้ว ทางบริษัทก่อสร้างก็เริ่มสั่งซื้อเสาไม้ซุงขนาดยาวตั้ง 17 เมตรขึ้นไป เพื่อลงรากปักเข็มของตัวโรงเรียน เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 320 ต้น พร้อมทั้งปูนซีเมนต์อีกเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 600 ตัน การสร้างได้เริ่มภายหลังที่ลงนามในสัญญาแล้วประมาณ 2 เดือนเศษ เงินที่หามาได้เกือบสามแสนบาทต้องจ่ายให้แก่บริษัทหมด เพราะค่าสิ่งของดูเหมือนเกือบจะไม่พอให้เสียอีก เมื่อเห็นความหนักใจเช่นนี้ ทางโรงเรียนจึงได้ขอยืมเงินจากธนาคารโลกมาอีกห้าหมื่นดอลล่าร์ เป็นเงินไทยในขณะนั้นล้านเศษ พอที่จะหมุนเวียนในการก่อสร้างได้บ้าง ขณะนั้นบุคคลที่ว่ากล่าวโรงเรียนดูเหมือนจะหายไป เพราะเห็นการกระทำอย่างจริงจังแน่นอน มีท่านที่สัทธา หลายท่านได้พยายามช่วยเหลือสมทบทุนให้อีกอย่างน่าโมทนาการก่อสร้างได้ดำเนินมาปีเศษ แต่การเงินที่ไหลเข้ามาสู่ตัวตึกนั้น ไม่ค่อยจะสมดุลย์กันเสียเลย ข้าพเจ้าจึงนึกวิธีหาเงินที่จะชดเชยให้ทันกับงานโดยวิธีกู้เงินจากผู้ปกครองในทำนองขออุทิศเงินจำนวนหนึ่งหมื่นบาทให้กับทางโรงเรียน แล้วทางโรงเรียนขอสมมนาคุณโดยให้บุตรเรียนฟรี ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนจนกว่าจะจบหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนทีเดียว อนึ่ง หากว่าผู้ที่อุทิศทำกุศลให้แก่โรงเรียนแล้ว ต้องวายชนม์ลงและไม่มีใครที่จะอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ทางโรงเรียนได้ให้เรียนแล้ว ทางโรงเรียนก็ยินดีเลี้ยงบุตรคนนั้นให้อยู่กินในประเภทนักเรียนประจำจนว่าจะเรียนจบและมีอาชีพประกอบเป็นหลักฐาน แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ว่า หากเด็กต้องประสบอันตรายถึงชีวิตด้วยเหตุอันใดก็ดี ระหว่างที่ทำการศึกษาอยู่นั้น ทางโรงเรียนจะไม่คืนเงินให้ เพราะเงินที่อุทิศมานั้นถือว่าได้ช่วยการกุศลสร้างโรงเรียนไปแล้ว และแม้ว่าเงินค่าเล่าเรียนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม บุคคลที่เสียเงินจำนวนนี้ไปแล้ว ไม่ต้องเสียอะไรอีก

 

       ข้าพเจ้าได้หารือกับผู้ปกครองนักเรียนที่มีฐานะพอจะช่วยเหลือได้ ท่านเหล่านั้นก็เห็นดีกับความคิดเห็นของข้าพเจ้าได้ช่วยเหลือให้เป็นเงินทุน ข้าพเจ้าได้นักเรียนประเภทนี้เกือบสองร้อยคน เป็นเงินเกือบ 2 ล้านบาท รวมทั้งเงินเรี่ยไรที่ได้ทางอื่น และผู้ที่ไม่สามารถจะให้ได้เป็นก้อนรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 3 ล้านกิ่ง วิธีการเรี่ยไรของข้าพเจ้าและท่านภราดาฮีแลร์ มิได้กำหนดกฏเกณฑ์จะให้เท่าใดเลย นอกจากจะขอความเห็นอกเห็นใจช่วยเหลือกัน ข้าพเจ้าเคยพูดกับผู้ปกครองและท่านผู้มีใจสัทธาทุกท่านว่า เมื่อจะทำการกุศลแล้วขอให้ทำด้วยกำลังสัทธาที่เราพอจะทำได้ ขออย่างเดียวอย่าไปกู้หนี้ยืมสินใครมาให้ เพราะการกระทำเช่นนั้น ย่อมประกอบกรรมแก่ผู้ขอโดยใช่เหตุ ข้าพเจ้าไม่ปิดที่จะบอกได้ว่า ผู้ที่ให้นั้นมีจำนวนตั้งแต่ 5 บาทขึ้นไปจนถึงแสนเศษ ข้าพเจ้ารู็สึกปลื้มใจเป็นอย่างยิ่งที่เห็นท่านู้บริจาคเกือบทุกท่านให้ด้วยความเต็มใจและยังพยายามช่วยส่งเสริมกำลังของข้าพเจ้าให้ดำเนินงานต่อไปอย่าท้อถอย

 

       งานก่อสร้างได้ดำเนินเรื่อยมาจนเป็นผลสำเร็จเมื่อปลายเดือนตุลาคม 2494 ตัวตึกมีความยาว 86.38 เมตร กว้างส่วนกลาง 17.84 เมตร และปีกระเบียงกว้าง 8.70 เมตร สูง 22 เมตร ตรงกลางเป็นหอประชุมใหญ่ซึ่งบรรจุนักเรียนที่จะไปฟังการปาฐกถาได้เต็มที่ 2,800 คน ในห้องประชุมนี้นอกจะเป็นห้องประชุมอบรมศีลธรรมจรรยาของนักเรียนแล้ว ยังเป็นเวทีละครได้อย่างดี และมีห้องฉายภาพยนตร์ อันอาจเป็น

 

       ภาพยนตร์ชนิดทัศนศึกษาให้แก่นักเรียนได้ด้วย นอกจากห้องประชุมใหญ่นี้ พื้นชั้นล่างใต้ห้องประชุมเป็นห้องหัดพลศึกษา และห้องพักนักเรียนและครู ถัดไปเป็นห้องส้วมและที่ปัสสาวะ ในตัวตึกใหม่นี้มีห้องเรียนเพิ่มขึ้นอีก 6 ห้อง ส่วนห้องประชุมเก่า ซึ่งบรรจุนักเรียนได้อย่างมากเพียง 400 คน ได้ดัดแปลงเป็นห้องเรียนและห้องสวดของนักเรียนที่ถือศาสนาจารีตคริสตัง อีกทั้งห้องดนตรีเก่าที่อยู่ท้ายตึกเก่าก็เปลี่ยนแปลงเป็นห้องเรียนอีกด้วย รวมห้องเรียนที่เพิ่มขึ้นมีไม่น้อยกว่า 14 ห้องเรียน ตัวตึกใหม่นี้นอกจากเป็นห้องประชุมและห้องเรียนแล้ว ยังมีห้องซ้อมดนตรีที่โอ่โถงชั้นบน และมีห้องพักของท่านเจษฎาจารย์อีกไม่น้อยกว่า 9 ห้อง

 

       ความหนักใจในเรื่องการก่อสร้างและสถานที่เรียนค่อยเบาใจไปตอนหนึ่ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่หมดความหนักใจในเรื่องหนี้สินที่ยังต้องใช้ให้แก่ธนาคารที่กู้มา และความหนักใจที่หาสถานที่เล่าเรียนให้แก่อนุชนให้เพียงพอ ปริมาณผู้ที่มาขอสมัครนั้นยังคงล้นเหลือกว่าที่โรงเรียนจะสามารถจัดให้ได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่สุดวิสัยที่ทำได้จริง ๆ ถึงจะโกรธจะเคืองจะน้อยใจด้วยประการใด ทางโรงเรียนก็คงรับได้เพียงเท่าที่สามารถเท่านั้น

 

       ในปี 1951 นี้ เป็นปีที่ครบรอบ 50 ปีของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลได้เข้ามาดำเนินงานในประเทศไทย รับช่วงจากท่านบาดหลวงกอลัมเบท์ผู้ให้กำเนิดโรงเรียนอัสสัมชัญและการสร้างตึกหอประชุมโรงเรียนก็มาเสร็จสิ้นในปีนี้ ฉะนั้น ในโอกาสที่ให้ชื่อตัวตึกหอประชุมนี้ จึงให้ชื่อว่า “ตึกสุวรรณสมโภช”  และทางโรงเรียนก็ได้กำหนดทำพิธีเปิดตึกของโรงเรียนในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2494 

 

 

       ในวันที่จะทำพิธีเปิดตึกนี้ ทางโรงเรียนได้ทูลเชิญพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ให้มาเป็นผู้ทรงเปิดป้ายชื่อ ร่วมกับท่านรัฐมนตรี คณะทูต พ่อค้า คหบดี และอัสสัมชนิกเก่าที่อาวุโส เมื่อถึงเวลา 16.00 น. กรมหมื่นพิทยาลาภฯ ก็เสด็จมาถึงโรงเรียน ทางโรงเรียนได้ทูลเชิญให้เสด็จไปประทับ ณ พิธีมณฑล ซึ่งจัดไว้ที่ห้องชั้นล่างของห้องประชุมใหญ๋ ตลอดทางที่จะไปสู่ที่ประทับนักเรียนของโรงเรียนได้ยื่นเรียงแถว พร้อมด้วยธงทิวสีแดงขาวโบกสะบัดต้อนรับด้วยความชื่นชม ครั้นแล้วท่านเจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ ได้อ่านรายงานการก่อสร้าง ดังความปรากฎต่อไปนี้ :-

 



 

ร.ร. อัสสัมชัญ 17 พฤศจิกายน 2494

ทูล พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ทรงทราบ

 

ตามที่ทรงพระอุตส่าห์เสด็จมาเปิดตึกหอประชุมโรงเรียนใหม่ในวันนี้ เกล้า ฯ และบรรดาเจษฎาจารย์โรงเรียนอัสสัมชัญ มีความปิติยินดีและรู้สึกว่า ในพระกรุณา เป็นอย่างยิ่ง

 

เหตุที่ต้องสร้างตึกหลังใหม่นี้ขึ้น เนื่องมาแต่ผลแห่งสงครามโลกครั้งที่แล้วมา โรงเรียนได้ถูกบอมบ์ถึง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ทำให้นาฬิกาและหลังคาตึกกอลัมเบต์พังพินาศ ซึ่งจำเป็นจะต้องซ่อมอย่างขนานใหญ่ในโอกาสต่อไป ครั้งที่ 2 โรงเรียนไม้สามชั้น ได้ถูกลูกระเบิดเพลิงไหม้หลายแห่ง แต่อาศัยความพร้อมเพรียงของบรรดาครูและนักเรียน ได้ช่วยกันดับไว้ทันด้วยเกรงว่าจะถูกระเบิดซ้ำอีก จึงได้รื้อส่วนที่เหลือจากเพลิงไหม้ ย้ายปลูกใหม่ ณ ศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้นักเรียนซึ่งต้องย้ายไปตามคำสั่งของกระทรวงศึกษาธิการให้พ้นเขตอันตรายได้ใช้และเล่าเรียนเป็นการชั่วคราว

 

 

เมื่อสงครามได้สงบลงแล้วทางโรงเรียนจำเป็นต้องย้ายนักเรียนจากศรีราชากลับมากรุงเทพฯ อีกแต่ไม่มีที่เรียนพอสำหรับนักเรียนเก่าและผู้ที่สมัครใหม่ เกิดความเดือดร้อนแก่บิดามารดาของนักเรียนมากหลายต่างได้เร่งเร้าให้ทางโรงเรียนรีบคิดอ่านแก้ไข และหาที่เรียนเพิ่มขึ้นใหม่ เพื่อให้พอแก่ความต้องการซึ่งทางโรงเรียนก็มีความยินดีจะช่วยเหลือ แต่ขาดปัจจัยสำคัญคือเงินที่จะก่อสร้าง จึงได้ขอความช่วยเหลือจากบรรดานักเรียนเก่าให้ช่วยจัดการบอกบุญเรี่ยไร คณะนักเรียนเก่าได้เรียกประชุมปรึกษาหารือตกลงแล้ว ได้เลือกตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง มีจำนวน 15 คน ประกอบด้วยเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ เป็นประธานกรรมการจัดการเรี่ยไรและก่อสร้าง และเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่แล้ว ก็ได้ตั้งอนุกรรมการจัดการช่วยหาเงินขึ้นอีกมีจำนวน 25 คน ประกอบด้วยนาย ประสิทธิ์ ทวีสินเป็นประธานอนุกรรมการ นายแสวง เตียวไพบูลย์ เป็นรองประธานอนุกรรมการ ต่างได้ดำเนินการเรี่ยไรอย่างความสามารถ เมื่อได้เงินพอที่จะเริ่มต้น จึงได้ตกลงทำสัญญากับ บริษัทคริสตีนีแอนด์นิลเสน ผู้รับเหมาก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2491 ให้สร้างตึก 3 ชั้น ยาวประมาณ 100 เมตรกว้าง 20 เมตร สูง 22 เมตร ตรงกลาง

 

ชั้นล่างเป็นห้องหัดพลศึกษาชั้นบนเป็นห้องประชุมอบรมนักเรียนสองข้างเป็นห้องเรียนและห้องพักอาศัย เป็นมูลค่า 3 ล้านบาท

 

ครั้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2491 บริษัท คริสตีนีแอนด์นิลเสน ได้เริ่มปักเสาลงเข็ม และดำเนินการก่อสร้างตลอดมา 2 ปีเศษ ตัวตึกจึงสำเร็จไปส่วนหนึ่ง ต่อจากนั้นต้องหาไม้ทำพื้นประตู หน้าต่าง ม้านั่ง และเครื่องประกอบอย่างอื่น เดชะบุญกุศล นายภักดี ภาณุมาภรณ์ นายกสมาคมโรงเลื่อยจักรแห่งประเทศไทยในขณะนั้นได้มีจิตสัทธา ช่วยเหลือทำการเรี่ยไร บรรดาเพื่อนพ่อค้าโรงเลื่อยจักร ก็ได้ไม้สักชนิดดีเด่นเท่าที่ต้องการ

 

ต่อจากนั้น จะต้องปูพื้น ปูกระเบื้อง ขุดบ่อ วางท่อ ทำถนนวางท่อระบายน้ำ ประกอบด้วยสิ่งของได้มีราคาสูงขึ้นเป็นอันมาก จำนวนเงินที่ได้กะประมาณไว้เดิม 3 ล้านบาทนั้นไม่เพียงพอในการก่อสร้าง ซึ่งรวมทั้งสิ้นแล้ว เป็นเงินถึง 4 ล้านบาทเศษ

 

บัดนี้ตึกและเครื่องอุปกรณ์ส่วนใหญ่สำเร็จเรียบร้อยแล้ว จำนวนเงินที่เรี่ยไรได้จากผู้มีจิตสัทธาทั้งหลาย ในขณะนี้มีจำนวน 3 ล้านเศษ แต่ค่าก่อสร้างเป็นเงิน 4 ล้านบาทเศษจึงขาดเงินอยู่ประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งทางโรงเรียนหวังเป็นอย่างมากกว่า ท่านผู้มีจิตสัทธาทั้งหลายคงไม่ทอดทิ้ง และกรุณาช่วยเหลือต่อไปด้วยตามสมควร

 

ในขณะนี้ขอถือโอกาสขอบคุณคณะกรรมการ อนุกรรมการ ผู้จัดการเรี่ยไรและก่อสร้าง ที่อุตส่าห์ดำเนินการนี้จนเป็นผลสำเร็จ นับว่าได้ช่วยเหลือโรงเรียนในการแก่ขัดข้องในเรื่องสถานที่เรียน อันเป็นโอกาสให้เพิ่มนักเรียนขึ้นได้อีกเป็นจำนวนมาก ขอขอบคุณนายช่างสถาปนิกบริษัทคริสตีนีแอนด์นิลเสน ซึ่งได้สร้างถาวรวัตถุอันงดงามแข็งแรง เป็นประโยชน์แก่โรงเรียนอัสสัมชัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ยิ่งกระนั้นขอขอบคุณท่านผู้มีจิตสัทธาทั้งหลายที่ได้ร่วมบริจาคเงินและเครื่องอุปกรณ์ในการก่อสร้างเป็นอย่างยิ่งเพราะด้วยความช่วยเหลือของท่านเหล่านี้ จึงสำเร็จผลเป็นตึกหอประชุมขึ้นดังที่ได้เห็นอยู่ในบัดนี้ อนึ่ง ขอแสดงไมตรีจิต และขอบคุณไว้ล่วงหน้าสำหรับผู้มีจิตสัทธา ที่จะบริจาคในอนาคตต่อไปด้วย

 

บัดถึงเวลาอันเป็นอุดมมงคลแล้ว เกล้าฯ ขอมูลเชิญฝ่าพระบาทได้กระทำพิธีเปิดตึกหอประชุมหลังนี้ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่โรงเรียนอัสสัมชัญ ตลอดจนเจษฎาจารย์ผู้สอนและนักเรียนผู้ที่จะศึกษาและใช้ตึกหลังนี้สืบไป.

 

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงกรุณา

เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์

 



 

       เมื่อท่านเจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ อ่านรายงานการก่อสร้างจบลงแล้ว กรมหมื่น พิทยลาภฯ ได้ทรงกล่าวตอบ เป็นใจความว่าพระองค์ทรงปิติยินดีที่เจษฎาจารย์คณะนี้ ได้มาช่วยให้การศึกษาอบรมศีลจรรยาแก่ยุวชนของประเทศไทย จนเห็นผลสำเร็จอันจะเห็นได้จากนักเรียนเก่าของโรงเรียนนี้ได้รับตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ๆ ของทางราชการ และยังเป็นผู้ที่มีหน้าที่สำคัญในวงการค้าและธุระกิจทั่วไป นอกจากจะเป็นผู้ที่ให้การศึกษาอย่างเสียสละกายถวายชีวิตแล้ว ยังอุตส่าห์ทำการสร้างตึกมโหฬารอย่างนี้ พระองค์ท่านทรงพอพระทัยเป็นที่ยิ่ง และโปรดประทานพาให้โรงเรียนอัสสัมชัญ คณะครู และอัสสัมชัญ จงสถาพรยิ่ง ๆ ขึ้น

 

       เมื่อตรัสตอบเสร็จแล้ว ท่านเจ้าพระศรีฯ ท่านอธิการ ท่านเจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ ได้ทูลเชิญให้เสด็จท่านทรงกดปุ่มไฟฟ้า เพื่อเปิดป้ายชื่อตึก “Jubilee Hall” หรือ ตึก “สุวรรณสมโภข” (ป้ายชื่อและเครื่องกดไฟฟ้า นายอับดุลลาฮิม อัสสัมชนิกอาวุโสผู้หนึ่ง ได้ให้ความคิดออกแบบช่วยเหลือจัดทำให้เสร็จ ซึ่งทาโรงเรียนต้องขอขอบคุณท่านไว้อย่างมาก ณ ที่นี้ด้วย) ขณะที่เสด็จท่านทรงกดปุ่มไฟฟ้านั้น ม่านแพรสีแดง - ขาว ค่อย ๆ เผยออกพร้อมทั้งเพลงมหาฤกษ์มหาชัยได้ดังขึ้นเป็นลำดับ พอเพลงจบม่านที่ปิดไว้ก็เปิดหมด พอดีกันท่านผู้เกียรติทั้งหลายที่มาร่วมประชุมในวันนั้น ต่างตลึงดูความสง่างามของตัวตึกและป้ายชื่อที่ทำด้วยอักษรทองสีสดงดงาม พร้อมทั้งเสียงไชโยของนักเรียนเก่าและใหม่ที่มาประชุมพร้อมกันอย่างชื่นบาน

 

 

       ม่านแพรได้เผยออกเรียบร้อยแล้ว เสด็จท่านได้ทรงเปิดประตูห้องประชุมด้วยกุญแจทองคำ ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดทำขึ้นเป็นพิเศษ เสด็จขึ้นไปชั้นบนของห้องประชุม บรรดาแขกหรือทุกท่านก็ตามเสด็จขึ้นไปยังห้องประชุมด้วย ณ ที่นั้น ทางโรงเรียนได้จัดค๊อกเทลไว้เลี้ยงอย่างเรียบร้อย โดยความเอื้อเฟื้อช่วยเหลือของมาดาม เยอแมง ครูล ผู้จัดการโรงแรมโอเรียนเต็ล บรรดาแขกที่มาทัศนาในห้องประชุมต่างสังสรรค์กันด้วยความประหลาดใจ ไม่นึกว่าโรงเรียน จะสามารถจัดการ สร้างตึกได้สวยงามถึงเพียงนี้ งานเลี้ยงค๊อกเทลเกือบจะเสร็จสิ้นลง ท่านเจ้าพระยาศรีฯ จึงขึ้นไปบนเวทีกล่าวคำปราศรัยขอบใจบรรดาแขกที่มา ดังมีข้อความต่อไปนี้ :-

 



 

ใต้ฝ่าพระบาท ท่านสังฆราช และผู้มีเกียรติทั้งหลาย

 

ข้าพเจ้าขอประทานโอกาสกล่าว ในฐานะนักเรียนเก่า และประธานกรรมการจัดการเรี่ยไรและก่อสร้าง ดังมีข้อความต่อไปนี้ :-

 

วันนี้ นับได้ว่า เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ของโรงเรียนอัสสัมชัญ เพราะเป็นวันเปิดตึกหอประชุมและสถานที่เรียนใหม่ อันเป็นวัตถุพยานแห่งความบากบั่นพากเพียรของคณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ซึ่งมีเจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์เป็นหัวแรง และของบรรดาศิษยานุศิษย์ ที่มีจิตสามัคคีเป็นสมานฉันท์ ช่วยกันจัดการเรี่ยไร จัดสร้างขึ้นเป็นผลสำเร็จ อันแสดงออกให้ปรากฏซึ่งความเจริญก้าวหน้าของโรงเรียน บรรดาอัสสัมชนิกทั้งมวล ต่างมีความยินดีและรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการนี้ ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ชาวอัสสัมชนิก เป็นผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีรู้คุณต่อโรงเรียนเก่าของตน

 

การเรี่ยไรครั้งนี้ แม้จะเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสมอยู่บ้างก็ดี แต่เดชะบุญกุศลช่วยโรงเรียนที่ต้องประสบภัยทางอากาศ ขาดสถานที่เรียน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ถึงความจำเป็นของโรงเรียน ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเงินจำนวนหนึ่งร่วมในการกุศลนี้ ทั้งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นเกล้า ฯ หาที่สุดมิได้ บรรดาผู้มีใจบุญทั้งหลาย เมื่อได้ทราบถึงความประสงค์ของโรงเรียน ต่างได้สละทรัพย์บริจาคเพื่อการกุศล กิจการจึงสำเร็จลงด้วยดี แม้จะขาดเงินไปบ้าง แต่ผู้มีใจบุญ เมื่อได้มาเห็นตึกหลังนี้แล้ว อาจเกิดสัทธาปสาทะ และกรุณาช่วยเหลือต่อไปอีกก็ได้

 

ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณบรรดาผู้มีจิตสัทธาทั้งหลาย ที่ได้มีส่วนร่วมบริจาคในการสร้างตึกหลังนี้ ตามคำชักชวนวิงวอนคณะกรรมการ และขออนุโมทนาในส่วนกุศลด้วย

 

อนึ่งพระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร นอกจากที่ได้ทรงพระอุตส่าห์เสด็จมากระทำพิธีเปิดตึกแล้ว ยังได้ทรงบริจาคเงินสมทบทุนสร้างตึกหลังนี้ด้วย คณะกรรมการรู้สึกชื่นชมในพระกรุณา และขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้

 

ความสำคัญแห่งงานในวันนี้ คือ เพื่อทำการฉลองปีที่ระลึกครบรอบ 50 ปี ตั้งแต่คณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ได้มาทำการสอนในประเทศไทย เพื่อรับช่วงดำเนินการโรงเรียนอัสสัมชัญ สืบต่อจากท่านบาดหลวงกอลัมเบท์ ผู้ริเริ่มสร้างโรงเรียนขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี 2427 (ค.ศ. 1885) เป็นเวลา 66 ปีล่วงมาแล้ว

 

คณะเจษฎาจารย์รุ่นแรกที่ได้มาถึงพระนคร เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2444 (ค.ศ. 1901) มี 5 องค์ โดยมีเจษฎาจารย์มาร์ติน เดอตูรส์ เป็นหัวหน้า ขณะนี้ยังมีเหลืออยู่แต่เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์ องค์เดียว นอกนั้นได้ละโลกนี้ไปแล้ว รวมกับเจษฎาจารย์อื่นทั้งสิ้น 23 องค์ แต่คุณงามความดีของท่านเหล่านั้นยังคงอยู่ ดัง ข้าพเจ้าจะได้กล่าวต่อไป

 

การที่คณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียล ได้เสียสละออกจากประเทศปีตุภูมิอันเป็นหนทางไกล มาตั้งรากฐานทำการสั่งสอนอยู่ในประเทศไทย สืบต่อเนื่องกันมาเป็นเวลา 50 ปี นับว่าได้ประกอบคุณงามความดีไว้ในประเทศนี้ เป็นเอนกประการ ดังจะยกขึ้นกล่าวโดยสังเขป พอเป็นอุทาหรณ์ คือ เจษฎาจารย์คณะนี้ ได้อุทิศชีวิตและเสียสละตั้งจิตแน่วแน่ ที่จะทำการสั่งสอนอบรมเด็กให้เป็นพลเมืองดี ยังผลให้เด็กมีความรู้ความสามารถ ประกอบการพาณิชย์อุตสาหรรมและธุรกิจทั้งหลาย ตลอดถึงในราชกิจ อันเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติในที่สุดทั้งเป็นการช่วยเหลือสส่งเสริมการศึกษาของชาติ อันเป็นสิ่งสำคัญในระบอบประชาธิปไตย

 

เมื่อเจษฎาจารย์ได้ทำการสอนอยู่ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ เป็นเวลานานพอสมควรแล้ว จึงได้ขยายกิจการไปตั้งโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ขึ้นที่ตำบลสามเสน จังหวัดพระนคร เมื่อปี 2463 (ค.ศ. 1920)

 

เมื่อปี 2475 (ค.ศ. 1932) ได้สร้างโรงเรียนมงฟอร์ตขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่

 

เมื่อปี 2478 (ค.ศ. 1935 ได้สร้างโรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์ ขึ้นภายในบริเวณ โรงเรียนอัสสัมชัญ แล้วย้ายไปตั้งเป็นอิสระ ที่สนามวิลลามงฟอร์ต ถนนสาธร เพื่อทำการสอนแผนกพาณิชย์ โดยเฉพาะ

 

เมื่อท่านบาดหลวงกอลัมเบท์ ผู้ริเริ่มสร้างโรงเรียนนี้ได้ถึงแก่มรณกรรมเมื่อ พ.ศ. 2476 ( ค.ศ. 1933) บรรดานักเรียนเก่าที่คิดถึงบุญคุณของท่าน ได้ร่วมประชุมปรึกษาหารือ เมื่อตกลงกันแล้วก็ได้ตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการจัดการเรี่ยไร สร้างตึกเรียน 3 ชั้น ขึ้นหลังหนึ่ง ด้วยความร่วมมือของคณะเจษฎาจารย์เป็นผลสำเร็จในปี พ.ศ. 2480 (ค.ศ. 1937) และให้ชื่อตึกนั้นว่า “ตึกกอลัมเบท์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่านผู้วายชนม์

 

เมื่อปี 2487 (ค.ศ. 1944) ได้สร้างโรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ตำบลศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อให้เป็นที่อยู่ของนักเรียน แผนกประจำ

 

และเมื่อปี 2491 (ค.ศ. 1948) ได้สร้างโรงเรียนเซนต์หลุยส์ ขึ้นที่ตำบลแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

นอกจากได้ทำการสอนและพยายามขยายสถานที่ศึกษาแล้ว คณะเจษฎาจารย์ยังได้ให้ความอุปการะเลี้ยงดูเด็กกำพร้าอีกเป็นจำนวนมาก สืบช่วงตามวัตถุประสงค์ของท่านบาดหลวงกอลัมเบท์ และพวกเหล่านี้ได้เจริญวัยเป็นพลเมืองดีก็มากหลาย

 

ในระหว่าง 50 จำนวนนักเรียนที่ได้รับการศึกษาอบรมจากโรงเรียนอัสสัมชัญได้เพิ่มทวีขึ้นทุกปี ดังจะยกมากล่าวเฉพาะเมื่อ 50 ปีก่อน เทียบกับในปีนี้ ในปี 2444 (ค.ศ. 1901) มีนักเรียน 300 คน ในปี 2494 เฉพาะที่โรงเรียนอัสสัมชัญ มีจำนวนนักเรียน 2,267 คน และเมื่อนับนักเรียนในเครืออัสสัมชัญเข้าด้วยแล้ว มีทั้สิ้นถึง 6,200 คน

 

ยอดจำนวนนักเรียนที่ได้ผ่านการศึกษาอบรมไปแล้ว จากโรงเรียนอัสสัมชัญ และเครืออัสสัมชัญ ในระยะเวลา 50 ปี รวมกันมีทั้งสิ้น 31,085 คน

 

ทั้งนี้ยอมเป็นสักขีพยานแสดงให้เห็นว่า ตลอดเวลา 50 ปี คณะเจษฎาจารย์เซนต์คาเบรียลได้ปฏิบัติการที่เป็นประโยชน์อันเป็นคุณงามความดีของท่านมาอย่างไร เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ทราบและอนุโมทนา ข้าพเจ้าขอจบเพียงเท่านี้และขอขอบคุณ

 



 

       ภายหลังที่จบการปราศรัยของท่านเจ้าพระยาศรีฯแล้ว กรมหมื่นพิทยลาภฯ ก็ได้ทรงเสด็จกลับ ท่านเจ้าพระยาศรีฯ ท่านอธิการ ท่านเจษฎาจารย์ฮีแลร์ ได้ตามเสด็จมาส่งที่รถพระที่นั่งพร้อมกันนั้นได้ถวายกุญแจทองคำที่ได้ทรงเปิดตึกให้เป็นที่ระลึก แขกเหรือที่มาต่างก็ทะยอยกันกลับในคืนวันนั้นเอง ทางโรงเรียนได้จัดการเลี้ยงอาหารระหว่างนักเรียนเก่า เพื่อเป็นการฉลองตึกใหม่และเป็นการต้อนรับท่านเจษฎาจารย์ไมเกิลที่กลับมาเยี่ยมโรงเรียนชั่วคราว งานเลี้ยงอาหารได้ดำเนินไปด้วยดี

 

 

       งานสร้างตึก “สุวรรณสมโภช” ได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางโรงเรียนยังจะต้องบุรณะตัวตึกอนุสาวรีย์ “กอลัมเบท์” ซึ่งได้รับความเสียหายเนื่องมาแต่ภัยสงคราม ซากที่สลักหักพังบนยอดหอนาฬิกายังเป็นพยานอยู่ แต่งานชิ้นนี้ ข้าพเจ้าคาดว่าทางโรงเรียนคงจะจัดการซ่อมและต่อขึ้นอีกชั้น หนึ่งในราวเดือนธันวาคม ศกนี้ เมื่อสิ้นฤดูฝนแล้ว ซึ่งงบประมาณค่าใช้จ่ายก็คงไม้น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท การเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง อาจจะเพิ่มห้องเรียนได้อีกหลาย แต่ถึงอย่างไรก็ดี ข้าพเจ้าคิดว่าคงยังไม่พอแก่ความต้องการของลูกหลานอัสสัมชนิกอยู่นั่นเอง เพราะขณะนี้ นักเรียนเก่าของโรงเรียนมีเกือบสองหมื่นคนแล้ว หากท่านเหล่านี้จะนำบุตรมาฝากเรียนเพียงคนละคน ทางโรงเรียนก็จะรับได้เพียง 12 เปอร์เซนต์ของจำนวนทั้งหมด ถึงแม้ว่า ทางโรงเรียนอัสสัมชัญจะได้ขยายกิจการแยกสาขาออกไปตั้งหลายโรงเรียนดังคำปราศรัยของท่านเจ้าพระยาศรีฯ ที่กล่าวไว้ ก็ยังไม่พอ ด้วยปัญหาที่หนักใจ ใช่ว่าทางโรงเรียนจะไม่คิดช่วยเหลือนักเรียนเก่าก็หาไม้ ปัญหาที่จะให้ทางโรงเรียนช่วยปลดความหนักอกหนักใจก็จำเป็นจะต้องขยายโรงเรียนอีกในตำบลอื่นหรือจังหวัดอื่นเท่านั้น แต่การที่จะขยายใหม่ก็ไม่ใช่ของง่ายเลย เพราะทุนรอนที่จะซื้อที่ดินและตัวโรงเรียนที่จะก่อสร้างพร้อมทั้งเครื่องอุปกรณ์คงจะเป็นเงินก้อนใหญ๋ ซึ่งเหลือวิสัยสติกำลังของโรงเรียนที่จะทำได้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าหวังว่า ท่านอัสสัมชนิกและท่านผู้ปกครองนักเรียน ที่จะให้การศึกษาแก่กุลบุตรของตนแล้ว ช่วยขบคิดปัญหานี้ด้วยเถิด


Author: ม.เฉลิมวงศ์ ปีตรังสี